Featured
เทคนิคทิ้งคู่แข่งแบบไม่เห็นฝุ่น ด้วยการสร้างความแตกต่าง ให้ธุรกิจ เคยถูกถามว่า “ทำธุรกิจอย่างไรไม่ให้มีคู่แข่ง” จริงๆ แล้ว คำตอบก็ไม่ซับซ้อนนะ “ทำสิ่งที่ยังไม่มีใครเคยทำ” รับรอง ไม่มีคู่แข่งแน่นอน คำตอบนี้ก็อาจถูกเพียงชั่วพักชั่วยาม เพราะไม่นานนัก ธุรกิจของเรา ก็จะเกิดคู่แข่งขึ้นมาในเวลาไม่นานเกินรอ เว้นแต่ว่า ธุรกิจที่ยังไม่มีใครทำนั้น ต้องเป็นธุรกิจที่ยากต่อการทำด้วย เช่น อีลอน มัสก์ ทำ Space X ธุรกิจขนส่งนักบินอวกาศ ไปในอวกาศ ใครคิดจะเลียนแบบ เป็นคู่แข่ง ก็ต้องมี DNA ความบ้าในระดับหนึ่งล่ะครับ ที่สำคัญ ต้องมี “เงิน” คนทำธุรกิจหลายคนหงุดหงิด กับการมีคู่แข่ง ซึ่งไม่ควรคิดเช่นนั้น เพราะเราควรมองมุมบวกของการมีคู่แข่ง คู่แข่งทำให้เราไม่เหงา เพราะต้องคอยติดตาม ดูความเคลื่อนไหว ดูกิจกรรมทางการตลาดของคู่แข่ง คู่แข่งยิ่งเยอะ เวลาเหงายิ่งเหลือน้อย แต่สาระสำคัญของการมีคู่แข่ง คือ “การพัฒนาธุรกิจของเราเอง” ความคาดหวังของลูกค้าจากธุรกิจ เป็นเรื่องของสินค้าและบริการที่ดี ตอบสนองทั้งประโยชน์ใช้สอย ประโยชน์เชิงอารมณ์ และประโยชน์ทางความรู้สึก ธุรกิจบางประเภท เมื่อไม่มีคู่แข่ง เช่น บริการของรัฐวิสาหก
เมื่อ AI กำลังครองโลก ภายในเวลาไม่เกิน 20 ปีข้างหน้า 10 อาชีพนี้ จะหายไปจากโลกแน่นอน! เว็บไซต์ ข่าวสดออนไลน์ รายงานข่าวจาก ETtoday ผู้เชี่ยวชาญ เผย ผลการวิเคราะห์ 10 อาชีพ ที่จะหายไปจากโลก ภายในระยะเวลาไม่เกิน 20 ปีข้างหน้า เนื่องจากการแทนที่ด้วยระบบ AI โดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของมนุษย์ แต่นั่นก็แฝงไปด้วยดาบ 2 คม เมื่อการพัฒนาอันก้าวหน้าของ AI อาจทำให้อาชีพบางอาชีพหายไปจากโลก วันนี้เราจะมาดู 10 อาชีพ ที่มีแนวโน้มสูงว่าจะหมดไปภายใน 20 ปี 10. พนักงานขายโฆษณา (54%) โฆษณาเปลี่ยนจากสื่อสิ่งพิมพ์และโทรทัศน์ไปเป็นสื่อออนไลน์และโซเชียล ผู้เล่นในอุตสาหกรรมจะเลือกวางโฆษณาผ่าน “อินเทอร์เฟซการเขียนโปรแกรมแอพพลิเคชั่น” (API) ที่สะดวกและรวดเร็ว ซึ่งหมายความว่าในอนาคต พนักงานขายโฆษณาจะหายไป 9. นักวิเคราะห์วิจัยตลาด (61%) ในอดีต นักวิเคราะห์การวิจัยตลาดได้ทำการวิเคราะห์และวิจัยผ่านข่าวสาร เนื้อหา และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ แต่ด้วยระบบอัตโนมัติของข้อมูล ข้อมูลสามารถรวบรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และด้วยการเขียนโปรแกรมอย่างง่าย บริษัทต่างๆ สามารถดำเนินการวิจัยตลาดกับคู่แข่งได้ 8. ผู้
ปลดล็อกกัญชา (ควร) ใช้เป็นยาอย่างชาญฉลาด ความเชื่อ ความจริง มีหลายมิติ
ส่องเทรนด์ที่อยู่อาศัย ดีไซน์บ้านอย่างไร ให้โดนใจวัยเกษียณ รู้หรือไม่ว่า ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัวในปี 2565 และในปี 2573 คาดการณ์ว่าจะมีสัดส่วนประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้น 26.9% ของประชากรทั้งประเทศ จากอัตราการเกิดของประชากรทั่วโลกที่มีแนวโน้มลดลง แต่มีแนวโน้มอายุยืนยาวขึ้นจากเทรนด์ด้านสุขภาพและการรักษา ส่งผลให้คนที่เกิดในยุค Baby Boomers ช่วงปี 2489-2507 ก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุ โดยการทำงานในระดับประเทศมีการเตรียมความพร้อมในหลายด้าน เช่น ด้านสาธารณสุข ส่วนในระดับครอบครัวสิ่งที่ลูกหลานทำได้ดีที่สุดน่าจะเป็นการดูแลเอาใจใส่ในเรื่องอาหาร ไปจนถึงที่อยู่อาศัยที่มีพื้นที่ใช้สอยเหมาะสมกับช่วงวัยของท่านจริงๆ บ้านแบบไหนสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี “สูงวัย” อยู่แล้วมีความสุข โดย สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (Home Builder Association : HBA) จะมาแบ่งปันประสบการณ์ และส่งต่อเรื่องราวดีๆ ให้กับทุกครอบครัว ซึ่งความต้องการของ ปู่ย่า ตายาย ท่านไม่ได้ต้องการอะไรมากกว่าการได้อยู่กับลูกหลาน แวดล้อมด้วยบรรยากาศใกล้ชิดธรรมชาติ ให้ได้สูดอากาศที่สดชื่นในตอนเช้า และมีร่มไม้ร่มรื่นให้ได้นั่งเล่นในยามบ่าย “การมี
อู้หูววว! ตัวช่วยที่ตามหา เตามหาเศรษฐี ร้อนสูง ประหยัดถ่าน ทนทาน ช่วยประหยัดเงิน ตัวช่วยยุคของแพง เรียกว่าเป็นที่ฮือฮาในโซเชียลอย่างมาก เมื่อเฟซบุ๊ก กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน โพสต์ภาพเตาที่หน้าตาเหมือนเตาอั้งโล่ที่เห็นได้ตามท้องตลาดทั่วไป พร้อมระบุข้อความ #รวมพลังคนไทยลดใช้พลังงานหาร 2 เตามหาเศรษฐี ร้อนสูง ประหยัดถ่าน ทนทาน ช่วยประหยัดเงิน วันนี้ พพ. ขอนำเสนอ เตาหุงต้มประสิทธิภาพสูง” หรือ “เตาซุปเปอร์อั้งโล่” ซึ่งเป็นเตาที่พัฒนาขึ้นมาทดแทนเตาอั้งโล่ตามท้องตลาดทั่วไป ซึ่งมีประสิทธิภาพเชิงความร้อนมากกว่าเตาอั้งโล่ตามท้องตลาดถึง 29% ถ้าหากตามบ้านเรือนหันมาใช้เตามหาเศรษฐีจะสามารถประหยัดไม้ ฟืนและถ่านที่นำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงได้ถึง 500-600 บาท/ครัวเรือน/ปี และช่วยลดการใช้แก๊ส LPG ในครัวเรือน ลองมาดูคุณสมบัติเด่นๆ ของเตามหาเศรษฐีกันบ้าง – มีลักษณะเพรียวและน้ำหนักเบากว่า – ให้ความร้อนสูง อุณหภูมิกลางเตาประมาณ 1,000-1,200 องศาเซลเซียส – ประหยัดถ่านกว่าเตาอั้งโล่ท้องตลาด 30-40% – วางภาชนะหุงต้ม(หม้อ) ได้ 9 ขนาด ตั้งแต่เบอร์ 16-32 – ขณะหุงต้มไม่มีควันและ
แพงได้อีก! ผลผลิตลดลง-ค่าขนส่งเพิ่ม ขึ้นฉ่าย-ผักบุ้งไทย พุ่ง โลละ 10 บาท แตงกวา 40 บาทแล้ว วันที่ 21 มิ.ย. 2565 เว็บไซต์ ข่าวสดออนไลน์ รายงานว่า จากการสำรวจราคาสินค้าในตลาดสด พื้นที่กรุงเทพมหานคร ของกรมการค้าภายใน ณ วันที่ 20 มิ.ย. เปรียบเทียบกับวันที่ 19 มิ.ย. ที่ผ่านมา พบว่า มีสินค้าหลายรายการปรับราคาเพิ่มสูงขึ้น ได้แก่ ขึ้นฉ่าย คัด ปรับขึ้น 10 บาท/กิโลกรัม เป็น 90-100 บาท/กิโลกรัม, ขึ้นฉ่าย คละ ปรับขึ้น 10 บาท/กิโลกรัม เป็น 70-80 บาท/กิโลกรัม, แตงกวา คัด ปรับขึ้น 5 บาท/กิโลกรัม เป็น 35-40 บาท/กิโลกรัม, แตงกวา คละ ปรับขึ้น 5 บาท/กิโลกรัม เป็น 25-30 บาท/กิโลกรัม รวมทั้ง ผักบุ้งไทย (10 กำ) ยังมีราคาปรับสูงขึ้น โดยปรับขึ้น 10 บาท เป็น 90-100 บาท นอกจากนี้ กะหล่ำปลี คัด ยังปรับขึ้น 5 บาท/กิโลกรัม เป็น 40-45 บาท/กิโลกรัม, กะหล่ำปลี คละ ปรับขึ้น 5 บาท/กิโลกรัม เป็น 30-35 บาท/กิโลกรัม เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาราคาปรับตัวลดลง เกษตรกรจึงเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิต ส่งผลให้มีผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง ประกอบกับค่าขนส่งเพิ่มสูงขึ้น
ดราม่า ดารุมะ พนักงานนับร้อย โดนลอยแพ สตีฟ คาเฟ่ อ้าแขนรับเข้าทำงาน จากกรณี ดารุมะ ซูชิ บุฟเฟ่ต์แซลมอนดัง ออกเวาเชอร์ในราคาใบละ 199 บาท ส่งผลให้มีลูกค้าสนใจกันเป็นจำนวนมาก กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ เจ้าของกิจการปิดเพจหนี และมีข่าวว่าหลบหนีไปต่างประเทศเรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้ผู้ที่ซื้อเวาเชอร์ไปแล้วได้รับความเดือดร้อน ส่วนพนักงานนับร้อยชีวิต ที่ทำงานอยู่ใน 27 สาขาทั่วประเทศ ต้องตกงานกันแบบไม่ทันตั้งตัว อย่างไรก็ตาม ล่าสุดมีผู้ประกอบการในธุรกิจร้านอาหาร พยายามเข้ามาช่วยเหลือเท่าที่จะทำได้ โดยทางคุณสรเทพ โรจน์พจนารัช CEO บริษัท สตีฟ กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด แจ้งว่า “ทางร้าน Steve Cafe & Cuisine ยินดีต้อนรับทุกท่าน มาเป็นสมาชิกครอบครัว บริษัท สตีฟ กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด หากท่านยังไม่มีงานทำ และทำอยู่สาขาที่ใกล้กับร้านเรา ท่านมาทำงานกับเราได้เลย ส่งใบสมัครหรือติดต่อมาที่เบอร์ 064-416-5989 หรือ 02-628-9700” สำหรับคุณสรเทพนั้น นับเป็นนักธุรกิจ ที่มีบทบาทในการช่วยเหลือสังคมมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงสถานการณ์โควิด-19 แม้กิจการร้านอาหารของเขาจะได้รับผลกระทบรุนแรงไม่ต่างจากผู้คนจำนวนมาก แต่ก็ยัง
ขายดีจนลืมหายใจ! สเต๊กพ่วงข้าง สูตรเด็ดจากภรรยา รายรับวันละ 6-7 พันบาท ในยุคฟองสบู่แตก หลายบริษัทต้องปิดตัว เพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว หนึ่งในนั้นคือบริษัทออร์แกไนซ์ของ คุณชุติวัฒน์ ศิริลักษณ์ หรือ ลุงแผน ที่บอบช้ำจนไม่สามารถเปิดต่อได้ เป็นที่มาให้เขาและครอบครัวเดินหน้าตั้งหลักใหม่ เปิดร้านอาหารหน้าบ้าน และต่อยอดอาชีพเป็นสเต๊กพ่วงข้าง ขายมานานกว่า 10 ปี สร้างรายได้เฉลี่ยวันละ 6,000-7,000 บาท สูตรสเต๊กจากภรรยา พร้อมเสิร์ฟด้วยรถพ่วงข้าง ลุงแผน ในวัย 62 ปี เล่าให้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ฟังว่า จากขายอาหารหน้าบ้าน ได้ปรับตัวมาขายสเต๊กตามมหาวิทยาลัย เพราะทำเลที่ตั้งร้านอาหารหน้าบ้านนั้นอยู่กลางซอย เปิดแล้วได้ยอดขายไม่ถึงเป้า “ผมทำสเต๊กขายอยู่แล้ว สูตรนี้ได้มาจากภรรยา พอเอาไปขายตามมหาวิทยาลัย เสียงตอบรับดีมาก ขายดี จนปวดหลัง ปวดไหล่ จนขายไม่ไหว เลยปรับมาขายพ่วงข้าง เพราะจบในที่เดียว คนเดียวทำได้ ไม่ต้องล้างจาน ยกโต๊ะ แบกเต็นท์อะไรต่ออะไร เหนื่อยก็จริง แต่มีความสุข” ลุงแผน เล่าถึงการปรับตัวมาขายสเต๊กพ่วงข้าง ก่อนบอกต่อ มอเตอร์ไซค์คันนี้ใช้มาตั้งแต่ลูกชายเรียนชั้นประถม 1 แล้วนำไปต่อพ่
คุ้มกว่านี้ ไม่มีแล้ว! เจ้าของ ร้านอาหารไทยในอเมริกา ประกาศ ขายร้าน แถมรถ 1 คัน+โปร สอนงานอีก 3 เดือน กลายเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงกันเป็นอย่างมากในโซเชียล เมื่อเฟซบุ๊ก Kraipit Waree เจ้าของร้านอาหารไทยในอเมริกา อย่าง Kaow Thai Cuisine ได้ออกมาเผยแพร่ว่า เขาเตรียมจะขายร้านให้กับผู้สนใจ หลังจากลูกๆ ทั้ง 3 เรียนจบแล้ว โดยโพสต์ระบุ “ขายร้านอาหารที่เมกาต่อครับ ลูกคนเล็กจบแล้ว หลังจากได้สิทธิลูกเรียนฟรี 3 คน ตลอด 7 ปี (การเรียนเทียบโรงเรียนนานาชาติเมืองไทย) ตอนนั้นผมเซ้งมา 100,000$ กะว่าลูก 3 คน เรียนแค่ 2 ปีก็กำไรเท่าตัวแล้ว ปรากฏว่าอยู่กันเพลินๆ กัน 7 ปี กับการใช้ชีวิตในสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดีมากๆ เรียนฟรีจริงๆ ครับ ฟรีทุกอย่างค่ารถรับส่งถึงบ้านก็ไม่เสียเงิน วันนี้ผมขายในราคา 90,000$ (ราว 3,182,000) แถมรถให้ 1 คันไว้ใช้มาทำงาน และให้ภรรยาอยู่สอนงานให้ฟรีอีก 3 เดือน สอนจนสามารถทำได้เองแน่นอนครับ ใครสนใจทักอินบ็อกซ์ผมมาได้เลย หรือแอดไลน์ส่วนตัวมาที่ Line id : kraipitais มาก็ได้ครับ (ร้าน Kaow Thai Cuisine 3829 Sw Hall Blvd. Beaverton, Oregon 97005)”
จากดินก้อนเดียวกับโรงจอดรถ สู่ธุรกิจเซรามิกสร้างอาชีพ “พอทเทอรี เคลย์” กวาดรายได้กว่า 12 ล้าน ใครจะเชื่อว่า ดินเพียงก้อนเดียวกับโรงจอดรถที่บ้านสามารถขยับขยายกลายเป็นธุรกิจที่มีรายได้กว่า 12 ล้านบาท และเป็นธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ ในปีนี้ “พอทเทอรี เคลย์” มีจุดเริ่มต้นเล็กๆ จากความชอบศิลปะและการมองเห็นปัญหาในวงการเซรามิกไทยที่ศิลปินส่วนใหญ่ไม่ได้รับการสนับสนุน คุณพิ้ง-สราญรัตน์ พานิชสุขไพศาล จึงต่อยอดธุรกิจครอบครัวมาเป็นศูนย์กลางงานเซรามิกที่ครบวงจรมากสุดในประเทศไทย จุดหมายปลายทางเพื่อสนับสนุนศิลปินในวงการเซรามิก พร้อมเปิดศูนย์อบรบสอนปั้นเซรามิกให้คนทั่วไปที่อยากมีอาชีพได้เรียนรู้ด้วยหลักสูตรเข้มข้นใน 2 เดือน เดิมทีคุณพิ้งเติบโตขึ้นในครอบครัวที่ทำบริษัทผู้ผลิตดินและแร่ ซึ่งเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเซรามิก หรือก็คือบริษัท อินดัสเตรียล มินเนอรัล ดิวิลอปเมนท์ จำกัด (ไอเอ็มดี) โดยเป็นบริษัทของคุณอาและยังเป็นบริษัทแม่ของบริษัท พอทเทอรี เคลย์ จำกัด เมื่อคุณพิ้งจบการศึกษา จึงเริ่มต้นทำงานกับบริษัทของครอบครัว เธอบอกกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า เมื่อได้ทำงานกับที่บ้านแล้วรู้สึกว่า ตนเอง
