Featured
เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้รับการร้องเรียนจากผู้บริโภคขอให้ตรวจสอบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Mangluk Power Slim เป็นแคปซูลสีชมพู-ขาว หลังรับประทานแล้วมีอาการใจสั่น มือสั่น ปากแห้ง คอแห้ง นั้น จากการตรวจสอบพบว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวฉลากระบุเลขที่ อย. 89-1-04151-1-0080 นำเข้าและจัดจำหน่ายโดยบริษัท THE RICH POWER NETWORK จังหวัดสมุทรสาคร รุ่นผลิต RI88-89/01 วันที่ผลิต 01/01/16 วันหมดอายุ 01/01/18 และเมื่อตรวจเลขสารบบอาหารและข้อมูลการได้รับอนุญาตของบริษัทดังกล่าว พบว่าไม่ได้รับอนุญาตผลิตหรือนำเข้าแต่อย่างใด นพ.วันชัย กล่าวว่า จากนั้นอย. ได้เก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์จากท้องตลาดเพื่อส่งตรวจวิเคราะห์ ผลการตรวจพบไซบูทรามีน นอกจากนี้ เมื่อตรวจสอบข้อมูลผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายตามที่ระบุบนฉลากจากเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้าไม่พบข้อมูลการจดทะเบียนของบริษัทดังกล่าว หลังจากนั้นเมื่อตรวจสอบข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมจากเว็บไซต์โดยค้นหาชื่อทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษพบจำนวนเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกว่า 6,000 รายการ มีการโฆษ
เพจ siamcoin.com รายงานเรื่อง เหรียญ 2 บาทปี 2551 น้องใหม่แต่มาแรง เหรียญกษาปณ์หมุนเวียน ชนิดราคา 2 บาท เริ่มผลิตใช้มาตั้งแต่ปี 2548 โดยผลิตออกมาเป็นสีเงิน ซึ่งแม่ค้าพากันโวยอยู่พักหนึ่ง เหนื่องจากสับสนกับ เหรียญ ชนิดราคาหนึ่งบาท ซึ่งมีสีเงินเหมือนกัน ขนาดต่างกัน 1.75 มิลลิเมตร ทางกรมธนารักษ์จึงเปลี่ยนจาก สีเงิน มาเป็น สีทอง ใน ปีพ.ศ.2551 ซึ่งในปี 2550 เป็นปีสุดท้ายที่ผลิตออกมาเป็นสีเงิน ซึ่งส่วนตัวผมเองนั้น คาดการณ์ว่า จะเป็นที่ต้องการของ นักสะสมในอนาคต สำหรับวันนี้ ขอจุดประกายให้กับน้องๆ มือใหม่และ เด็กๆ ที่ยังไม่มีกำลังแต่กำลังจะสะสมว่า เหรียญ2บาท ปี 2551 นั้นมีความน่าสนใจมากๆ เนื่องจากจำนวนการผลิต เพียง 10 ล้านเศษๆ เท่านั้น ซึ่งเป็นเหรียญ2 บาทสีทองที่ผลิตมาจำนวนน้อย และไม่เหนือกว่าการคาดการณ์ มากเท่าใดนักที่มีการประมูลเหรียญ ตัวนี้แบบเต็มถุง 100 เหรียญ จบที่ราคา 3,500 บาทไปเมื่อวานนี้ (30 ต.ค. 2559) เฉลี่ยตกเหรียญล่ะ 35 บาท จากเดิม 2 บาท ในปี 2551 ผมเชื่อว่าในอนาคตยังมี เหรียญ2 บาทปี 2557 อีกรุ่นที่น่าจับตามอง ตอนนี้ก็ยังมีหมุนเวียนในตลาดอีกเป็นจำนวนมาก แต่ก็คงผ่านการใช้งานมาแล้วไม
วันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 เมื่อช่วงเช้า ที่ตลาดสดโพธิ์ชัย ในเขตเทศบาลเมืองหนองคาย นายทวีทรัพย์ พุฒิสันติกุล อายุ 65 ปี พร้อมด้วยนางคมคาย พุฒิสันติกุล อายุ 64 ปี ภรรยา ที่ขายข้าวโซย อาหารสุขภาพขึ้นชื่อของชาวเวียดนามมากว่า 40 ปี และเป็นต้นตำรับในจังหวัดหนองคาย ได้ร่วมกันแจกข้าวโซย ให้กับประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อสินค้าภายในตลาด คนละ 2 ห่อ มีประชาชนที่มาจับจ่ายตลาดต่อแถวยาวเพื่อรับข้าวโซยเป็นจำนวนมาก ในขณะที่นักท่องเที่ยวหลายคนที่เดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดหนองคาย ต้องการที่จะมาซื้อข้าวโซย แต่วันนี้ไม่ขาย ก็ได้ต่อแถวเพื่อรับแจกฟรีเช่นเดียวกัน นายทวีทรัพย์ กล่าวว่า ที่ตนแจกข้าวโซยครั้งนี้เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ได้พึ่งใต้ร่มโพธิสมภาร ที่ตนได้อาศัยในประเทศไทยมาเป็นระยะเวลากว่า 65 ปี ตนรักและเทิดทูนพระองค์ท่านมาก จึงอยากทำความดีเพื่อท่าน ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 แล้ว และจะทำอีกครั้งในวันที่ 5 ธันวาคม 2559 และวันที่ครบ 50 วัน 100 วัน ที่พระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย ที่มา มติชนออนไลน์
ท่ามกลางความโศกเศร้าเสียใจของประชาชนชาวไทยจากการเสด็จสู่สวรรคาลัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา ประชาชนจิตอาสาจำนวนมากหลั่งไหล่สู่ท้องสนามหลวงเพื่อแจกสิ่งของ อาหาร ให้กับประชาชนที่เดินทางมาถวายอาลัยแบบฟรีๆ อย่างไรก็ตามได้มีกลุ่มผู้อาศัยช่วงเวลาอันโศกเศร้าหาประโยชน์เข้ากระเป๋าตนเอง โดยเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊ก ตนหาข่าว จิตอาสา ได้โพสต์รูปภาพหญิง-ชาย คู่หนึ่ง ถูกเจ้าหน้าที่จับกุม ตั้งแต่เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม พร้อมด้วย สิ่งของ อาหาร ขนม วางกองรวมอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฟซบุ๊ก ตนหาข่าว จิตอาสา โพสต์ข้อความระบุว่า “จิตใต้สำนึกคนเรามันแตกต่างกัน เดินรับอาหารสิ่งของบริจาคที่สนามหลวง ตกเย็นมีรถมารับไปขายต่อ ขอบคุณเครดิตภาพ #เลวถึงไส้ถึงพุงดีจัง” ขณะที่มีผู้แสดงความคิดเห็นและแชร์โพสต์ดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ที่มา มติชนออนไลน์
จากปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ทำให้ชาวนาเดือดร้อนกันถ้วนทั่วนั้น ดาราหนุ่ม “ป๋อ ณัฐวุฒิ” ก็ประกาศผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว @poh_natthawut ให้ชาวนา ฝากร้าน ผ่านอินสตาแกรม ของตนเอง เพื่อช่วยในแง่การตลาดได้อีกทางหนึ่ง รวมทั้ง ฝากถึงผู้บริโภคด้วยว่า ใครต้องการข้าวแบบไหน หรือใครพอจะทราบสถานที่วางขายได้เยอะๆ ก็ช่วยๆ กันแจ้งพิกัดเข้ามา ใครที่สนใจ ช่องทางการตลาดนี้ ก็เข้าไปดูได้ที่ อินสตาแกรม ของหนุ่มป๋อได้ ขอบคุณภาพ จากอินสตาแกรม ป๋อ ณัฐวุฒิ
ตลาดกวางทองช่วยชาวนาที่ราคาข้าวตกต่ำ เปิดพื้นที่ให้ชาวนาขายข้าวฟรี โดยเมื่อวันที่ 30ต.ค. นายอภิวัฒน์ แสงพัทธสีมา เจ้าของตลาดกวางทอง โพสต์ผ่านเฟสบุ๊กส่วนตัวว่า “มอบนโยบายเปิดพื้นที่ขายฟรีในตลาดสำหรับชาวนาที่ต้องการขายข้าวสารเองโดยตรงโซนสระบุรีหรือใกล้เคียง เริ่ม อังคารหน้าน่ะครับ ตอนนี้คนจัดตลาดรับทราบแล้ว ขายจนกว่าข้าวของท่านจะหมด ใครมีเครือข่ายก็บอกต่อๆกันไปได้นะครับ ชื่อตลาดกวางทอง อยู่ ต.ทับกวาง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ติดต่อ คุณอุบล (คนจัดตลาดนัด ) เบอร์โทร 081-3856041 ครับ” นายอภิวัฒน์ แสงพัทธสีมา เจ้าของตลาดกวางทอง ต.ทับกวาง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี กล่าวว่า ตนตามข่าวแล้วทราบว่าตอนนี้มีเรื่องราคาข้าวตกต่ำ ในฐานะที่ทำพื้นที่ตลาดอยู่ จึงคิดว่าอยากจะช่วยอะไรได้บ้าง ในช่วงนี้นอกจากการขายข้าวในอินเตอร์เน็ตแล้วต้องขายในพื้นที่จริงด้วย ในพื้นที่จังหวัดสระบุรีมีเกษตรกรเยอะ ที่ตลาดก็มีคนค้าขายเยอะ จึงคุยกับคนจัดพื้นที่ตลาดว่าให้ช่วยจัดเตรียมพื้นที่ สำหรับชาวนาที่ประสงค์อยากปล่อยข้าวของตัวเองโดยไม่ผ่านคนกลาง ทั้งนี้ได้ประสานทางกลุ่มเครือข่ายเกษตรกรในพื้นที่สระบุรีไป และมีเกษตรกรบางส่วนได้ติด
“กูเกิล คาร์” (Google’s Driverless Cars) คือยานยนต์ไร้คนขับที่ผลิตและออกแบบโดยบริษัทกูเกิล ให้เป็นรถซิตี้คาร์ไร้พวงมาลัย ไม่ต้องใช้คนขับ เป็นหนึ่งในนวัตกรรมยานยนต์แห่งโลกเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าที่สุด เซอร์เกย์ บริน (Sergey Brin) ซีอีโอกูเกิลเปิดตัวยานยนต์ขับเคลื่อนตัวเองได้รุ่นต้นแบบของบริษัทครั้งแรกบนเวทีงานประชุม Recode Code Conference ซึ่งจัดขึ้นที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ด้วยการโชว์วิดีโอที่แสดงว่าคันนี้สามารถทำงานอย่างไร้คนขับขี่อย่างแท้จริงหลังจากใช้เวลาพัฒนามายาวนานตั้งแต่ปี 2009 และเวลานั้นยังไม่พบว่ารถอัจฉริยะยังไม่เคยประสบอุบัติเหตุเลยระหว่างการทดสอบด้วยความเร็ว 25 ไมล์ ต่อชั่วโมง (ราว 40 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง) “กูเกิล คาร์” ออกแบบให้เป็นรถใช้พลังงานไฟฟ้าขนาดเล็ก 2 ที่นั่ง พร้อมระบบเซ็นเซอร์ฝังใน ซึ่งทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์อัจฉริยะจนทำให้ตัวรถสามารถขับเคลื่อนตัวเองได้อย่างสมบูรณ์แบบ แถมยังหลบหลีกสิ่งกีดขวางได้อย่างปลอดภัยด้วยระบบเซ็นเซอร์สปิน 360 องศา ซึ่งอยู่บนหลังคา สามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่รอบตัวได้แบบเรียลไทม์ในช่วงระยะ 2 สนามฟุตบอล และยังมีกล้องด้านหน้าและด้านข้างรถเพื่อทั
นอกจากเปลือกส้มที่รู้จักกันดีกับฤทธิ์เดชไล่แมลงไล่ยุงแล้ว ใครจะรู้ว่า “คุณลำไย” ก็สามารถจัดการเจ้าแมลง ยุงร้าย ที่คอยรบกวนพืชผักและทำลายสุขภาพของเราได้ เหล่าน้องๆ กลุ่มรักกัน นักศึกษาชั้นปีที่ 3 ภาควิชาการจัดการ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ที่รวมกลุ่มกัน ประกอบด้วย น.ส.อรุณสวัสดิ์ ธรรมษา น.ส.นุจรี มนต์อ่อน น.ส.สุชาดา เสนาจิต นายศุภกฤต แสงโชติ และ นายเศษฐา พัชระสุภา โดยมี อาจารย์ปกรณ์ อุดมธนะสารสกุล คอยให้คำปรึกษา ได้เกิดไอเดียสุดบรรเจิดนี้ จนโครงการและผลิตภัณฑ์เก๋ๆ ที่ได้จากผลผลิตของธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้าตาคณะกรรมการ ผ่านเข้ารอบสุดท้ายของโครงการกรุงไทยต้นกล้าสีขาว เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 น้องหยิง อรุณสวัสดิ์ ธรรมษา ให้เหตุผลที่เลือกนำเปลือกลำไยมาแปรรูปโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงว่า เพราะภาคเหนือส่วนใหญ่แล้วเป็นเกษตรกร โดยเฉพาะจังหวัดลำพูนมีสวนลำไยมากที่สุด และเป็นแหล่งผลิตลำไยทั้งสดและอบแห้ง เปลือกลำไยจึงมีมากมาย จึงคิดแปรรูปเปลือกลำไยให้มีค่า โดยนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เปลือกลำไยไล่แมลง
วันที่ 31 ตุลาคม 2559 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สำรวจเกษตรกร ผู้ปลูกข้าวนาปี ในพื้นที่ ต.พลกรัง อ.เมือง จ.นครราชสีมา พบว่าเกษตรกรหลายครัวเรือนต่างรู้สึกกังวลเกี่ยวกับปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำมากที่สุดในรอบหลายปี โดยนายเจียบ โนนพลกรัง อายุ 75 ปี ชาวนาบ้านพลกรัง หมู่ที่ 6 ต.พลกรัง อ.เมือง จ.นครราชสีมา ได้พาผู้สื่อข่าวไปดูนาข้าวของตนเอง ซึ่งปลูกข้าวหอมมะลิไว้จำนวน 10 ไร่ ขณะนี้ข้าวกำลังออกรวงเต็มทุ่ง นายเจียบ กล่าวว่า นาข้าวของตนนี้เหลือเวลาอีกประมาณ 1 เดือนก็จะได้เก็บเกี่ยวแล้ว แต่ราคาข้าวเปลือกขณะนี้ตกต่ำมาก เหลือกิโลกรัมละ 7-8 บาทเท่านั้น ซึ่งไม่คุ้มค่ากับการลงทุนเลย เพราะถ้านับตั้งแต่ปลูกจนถึงเกี่ยวข้าว ลงทุนไปประมาณไร่ละ 3,000 บาท ไม่ว่าจะเป็นค่าไถนา ค่าปุ๋ย ค่าน้ำมันเครื่องสูบน้ำ และค่ารถเกี่ยวข้าว ซึ่งนาข้าว 10 ไร่นี้ จะได้ข้าวประมาณ 6-7 ตัน ดังนั้นหากขายไปแล้วก็จะไม่ได้ราคา ปีนี้จึงตัดสินใจว่าจะเก็บข้าวทั้งหมดไว้ในยุ้งฉางก่อน แต่อาจจะแบ่งไปขายบ้างเล็กน้อยเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายในครัวเรือน ส่วนการที่รัฐบาลเตรียมที่จะใช้มาตรการจำนำยุ้งฉาง ซึ่งมีข่าวว่าจะให้ราคาตันละ 10,000 – 11,000 บาทนั้น
การปลูกอ้อยโดยทั่วไปของเกษตรกรพืชไร่ ยังคงดำเนินไปตามกระบวนการและขั้นตอนการปลูก เก็บเกี่ยว และซื้อขาย หากไม่ทำการเกษตรให้ต่าง ก็ยังคงดำรงอาชีพเกษตรกรรมอยู่ได้ แต่เมื่อเกิดความคิดทำเกษตรที่แตกต่าง โอกาสที่จะพบเทคนิค กลยุทธ์ และต่อยอดการเกษตรที่ดำรงอยู่ให้ได้รับการพัฒนาก็จะดีขึ้นอย่างแน่นอน เช่น คุณวงศกร ชนะภัย เกษตรกรหนุ่มไฟแรง ชาวหนองม่วง จังหวัดลพบุรี ที่บ่มเพาะการเป็นเกษตรกรมาตั้งแต่เล็ก ด้วยพื้นเพเดิมของครอบครัวทำไร่อ้อย เมื่อว่างเว้นจากการเรียน คุณวงศกร ก็โดดเข้าไร่ เรียนรู้ทุกขั้นตอนและกระบวนการมาด้วยตนเอง หลังจบการศึกษาจึงเปิดกิจการเล็กๆ และทำไร่อ้อยกับครอบครัวพ่วงกันไปด้วย การทำไร่อ้อย ของครอบครัวชนะภัย ยังคงดำเนินมาลักษณะเดียวกับเกษตรกรชาวไร่อ้อยทั่วไป กระทั่ง 5 ปีก่อน คุณวงศกร มีแนวคิดการทำไร่อ้อยอินทรีย์ เขาเริ่มศึกษาแนวทาง และเริ่มทดลองในไร่อ้อยเดิมที่มีอยู่ 60 ไร่ “ผมชอบเกษตรอินทรีย์มานานแล้ว เมื่อตัวเองทำไร่อ้อยก็อยากทำไร่อ้อยอินทรีย์บ้าง ตอนที่เริ่มทำ ก็ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมจากการอ่านหนังสือ ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต เริ่มสะสมมาเรื่อยๆ จะคิดจะทำจริงจัง ครอบครัวก็ไม่ว่าอะไร
