แจกสูตรอาหาร และเครื่องดื่ม
วันที่ 26 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่จังหวัดอุตรดิตถ์ มีร้านอาหารชื่อ “กุ๊กนิตย์” เป็นร้านอาหารตามสั่ง ตั้งอยู่ริมถนนเจษฎาบดินทร์ ต.ท่าอิฐ อ.เมืองอุตรดิตถ์ จ.อุตรดิตถ์ ร้านลักษณะเป็นเพียงเพิงไม้ขนาดประมาณ 100 ตารางเมตร แต่เมื่อเข้าไปภายในร้านต้องตกตะลึงกับความหลากหลายของเมนูอาหาร ที่มีให้เลือกเกือบ 1,000 เมนู ทั้งที่อยู่ในเล่มรายการอาหารที่วางอยู่ทุกโต๊ะ ยังมีเมนูที่ทั้งแขวน ทั้งแปะ ไปทั่วบริเวณร้าน ไม่ว่าจะเป็นบริเวณหน้าครัว ตามรั้ว เพดาน กระทั่งทางไปห้องน้ำ มีทั้งเมนูสิ้นคิดอย่างข้าวราดผัดกะเพราไข่ดาว ไปจนถึงอาหารอิตาเลี่ยน อย่างสปาเกตตีผัดพริกแห้งน่องไก่ทอด อาหารฟิวชั่นที่ผสมผสานอาหารหลายชนิดไว้ในจานเดียวกัน เช่น ข้าวห่อไข่แกงเขียวหวานพร้อมน่องไก่ทอด หรือเมนูกินเล่น อย่างเอ็นไก่ทอดในกระทงทอง เป็นที่ถูกอกถูกใจลูกค้าเข้ามาอุดหนุนกันแน่นร้านทุกวัน นายแพทย์อดิศักดิ์ ชัยศิริมา แพทย์โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ บอกว่า วันนี้มารับประทานข้าวกับห่อหมกทะเล มาอุดหนุนตลอด เพราะรสชาติอร่อย มีเมนูให้เลือกหลากหลาย และราคาไม่แพง โดยเมนูที่ชอบที่สุดคือ แกงส้มกับน่องไก่ทอดกรอบ นายสานิตย์ หมวดสันเที๊ยะ อายุ
แม่ทิพย์-สมพงค์ สุวรรณศรี เจ้าของร้านขนมเบื้อง วัย 51 ปี เล่าถึงที่มาให้ฟังว่า ขายขนมเบื้องมาร่วม 25 ปี เรียนรู้สูตรจากเพื่อนที่รู้จัก และดูวิธีทำเพียงครั้งเดียว ด้วยความที่เป็นแม่ค้าอยู่แล้วจึงเรียนรู้เร็ว กลับมาหัดทำด้วยตัวเอง จนสามารถเปิดร้านขายเองได้ เจ้าของร้านคนเก่ง ยังเล่าต่ออีกว่า เมื่อก่อนขายแผ่นใหญ่เหมือนร้านอื่น ภายหลังต้นทุนวัตถุดิบราคาสูงขึ้นจึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีการขายด้วยการเปลี่ยนมาทำไซซ์มินิแทน แต่คุณภาพไม่ได้ลดลง ยังคงความอร่อยเหมือนเดิม จุดเด่นของร้านแม่ทิพย์ อยู่ที่ไซซ์มินิพอดีคำ วนแป้งบนเตาขนาดใหญ่ได้ถึง 200 ชิ้น ต่อ 1 ครั้ง ไม่ใส่ครีมเยอะ มีไส้หวานและเค็มเหมือนร้านขนมเบื้องทั่วไป ส่วนรสชาติ แม่ทิพย์ เล่าอย่างถ่อมตัวว่า อร่อยเหมือนร้านอื่นๆ แล้วแต่ลูกค้าชอบ จุดเด่นอีกอย่าง คือ ไม้แซะ ที่แม่ทิพย์และสามีช่วยกันคิดค้นขึ้นมาเพื่อย่นเวลาในการขาย เมื่อขนมเบื้องสุกได้ที่ใช้ไม้แซะๆ ขึ้นจากเตาได้ทีละ 3 แผ่น รวดเร็วทันใจลูกค้า ขายราคาชิ้นละ 1 บาท ร้านขนมเบื้องแม่ทิพย์ไม่มีที่ขายประจำ หากสนใจอยากลองชิมแต่ยังไม่รู้พิกัด สามารถโทรไปสอบถามได้ที่ 087-404-2759 ชื่อร้าน แม่ทิพย์
ข่าวใหญ่ในแวดวงนักชิมในช่วงปลายปีที่ผ่านมาก็คือ มิชลินได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดทำ คู่มือมิชลินไกด์ (Michelin Guide) เล่มสีแดง ฉบับกรุงเทพฯ ประจำปี 2018 (พ.ศ.2561) ขึ้นเป็นครั้งแรก มีร้านอาหารที่ได้รับการคัดเลือกทั้งสิ้น 126 ร้าน มีทั้งรางวัล 2 ดาวมิชลิน (ปีนี้ยังไม่มีร้านไหนได้ถึงระดับสูงสุด 3 ดาวมิชลิน) 1 ดาวมิชลิน บิบ กูร์มองด์ (Bib Gourmand) และมิชลิน เพลท (Michelin Plate) และสิ่งที่สร้างความฮือฮาไปทั่วโลกก็คือ มีร้านประเภท ร้านอาหารริมทาง หรือ สตรีตฟู้ด ได้รับรางวัลมิชลินด้วยถึง 28 เจ้า นำทีมโดยเจ๊ไฝซึ่งคว้าดาวมิชลินไป 1 ดวง นอกนั้นที่เหลือได้รางวัลบิบ กูร์มองด์ และมิชลิน เพลท การจัดทำคู่มือมิชลินไกด์ กรุงเทพฯ นั้น สำหรับปิ่นโตเถาเล็กถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะมีนักชิมจากทั่วโลกจำนวนมหาศาลมักจะยึดไกด์บุ๊กชนิดนี้เป็นสรณะในการตระเวนชิมตามประเทศต่างๆ (รวมถึงข้าพเจ้าเองด้วย) จึงนับว่าเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทยเราในด้านอาหารการกินได้อย่างดีเยี่ยม ปิ่นโตเถาเล็กจึงขอพาแฟนๆ ไปท่องกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร หาอะไรกินที่ร้านซึ่งได้รางวัลมิชลินกันดีกว่า ช่วงเย็นย
แม่บ้านชอบกินสเต๊ก ปิ๊งไอเดียคิดสูตรเองเปิดร้านขาย ลงทุนเกือบแสน วันแรกขายได้ 1,200 บาท อาศัยหัดสังเกตพฤติกรรมลูกค้าจากเศษอาหารที่เหลือในจาน จำได้หมดว่าลูกค้าคนไหนชอบทานอะไร หรือ ไม่ชอบทานอะไร เรียกว่าพัฒนาธุรกิจไม่หยุด กิจการดี ทะยานขึ้นเรื่อยๆ ยอดขายขยับเป็นวันละ 7,000 บาท ใช้เวลา 7 ปี ขายแฟรนไชส์ได้ 120 สาขา คุณชัญญปัญ ศรีโสภา หรือคุณอุ๊ เล่าว่า เป็นแม่บ้านที่ชอบทานสเต๊ก บ่อยครั้งมักจะโชว์ฝีมือทำเมนูนี้ทานกันบ่อยๆ ในครอบครัว แต่กว่าสูตรจะคงที่ใช้เวลาพัฒนาเกือบปี หลังจากทุกคนประจักษ์แล้วว่ารสชาติสเต๊กคุณอุ๊นั้น “อร่อย” หญิงสาว เผยว่า เกิดความคิดอยากลองเปิดร้านขาย ในปี 2554 เปิดร้านตั้งชื่อว่า “โชกุนสเต๊ก” โดยลงทุนเกือบ 1 แสนบาท ร้านแรกตั้งอยู่ใกล้บิ๊กซีคลองสาม เครื่องมืออุปกรณ์ครบครัน “อุ๊ลงทุนเกือบแสน เปิดร้านวันแรก ขายได้เพียง 1,200 บาท อาศัยไม่ย่อท้อ พัฒนาทักษะและฝีมือเรื่อยมา วันที่สองขายได้เพียง 700 บาท เลยมานั่งวิเคราะห์ว่าสาเหตุเกิดจากอะไร ด้วยการเก็บจานอาหารของลูกค้าที่ทานเสร็จ หยิบดูทีละจานว่ามีอะไรเหลือบ้าง หากจานไหนผักเหลือเยอะ แสดงว่าให้ผักมากเกินไป หรือบางจานมีมันเหลือเ
ข้าวเหนียวหน้าหมู ยังเป็นอาชีพทำเงินให้กับคนค้าขายหลายต่อหลายคน ตรงกับประโยคที่ “เส้นทางเศรษฐี” มักใช้เกริ่นขึ้นต้นในหลายอาชีพว่า ทำง่าย ขายคล่อง เห็นได้จาก เจ๊อ้อย ข้าวเหนียวหน้าหมู คนสู้ชีวิตหนึ่งธุรกิจที่ประสบความสำเร็จของ คุณธัญรัศม์ นาคประเสริฐ หรือ เจ๊อ้อย วัย 62 ปี แต่กว่าจะมีวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เจ๊อ้อยเคยเป็นมนุษย์เงินเดือน ทำงานออฟฟิศ แต่เงินเดือนที่ได้ไม่พอใช้จ่าย จึงหันมาเอาดีทางด้านค้าขาย สับเปลี่ยนอยู่หลายอย่าง ทั้งอาหาร และของหวาน แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ “ชีวิตสะบักสะบอมอยู่พอสมควร เพราะอยู่ในช่วงพิษเศรษฐกิจฟองสบู่แตก ขายของได้กำไรวันละร้อยบาท ไม่พอเลี้ยงครอบครัว ลูก 3 คน แม่ 1 คน มิหนำซ้ำยังต้องผ่อนบ้านอีก” เจ๊อ้อย เล่าต่อ หลังจากนั้นเปลี่ยนมาขายข้าวเหนียวหน้าหมู เพราะเห็นว่าเป็นอาหารหลัก คนนิยมกิน ช่วงแรกรับหมูฝอย หมูแผ่น จากร้านอื่นมาขาย แล้วทอดหมู ทอดไก่เสริมเอา “โชคดีได้ผลตอบรับจากลูกค้าจึงทำธุรกิจของเรารุ่งเรืองมาตลอด” ปัจจุบันเจ๊อ้อยยึดอาชีพนี้มาร่วม 20 ปี ถามถึงการทำข้าวเหนียวหน้าหมู เจ๊อ้อย บอก ไม่รู้จักแม้กระทั่งหวดนึ่งข้าวเหนียว เพราะจับแต่ปากกามาตลอด “โดยส
ถ้าพูดถึงร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ‘รสดีเด็ด‘ เป็นหนึ่งเดียวที่เหล่านักชิมสายเนื้อต่างคุ้นเคย ตำนานก๋วยเตี๋ยวเนื้อแห่งสามย่านที่เปิดมายาวนานกว่า 50 ปี สูตรลับพิเศษถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น น้ำซุปก๋วยเตี๋ยวที่ขึ้นชื่อลือชา น้ำซุปตุ๋นนานเป็นวันๆ คัดกระดูกในส่วนที่ช่วยทำให้น้ำซุปหวาน เพิ่มความหอมด้วยเครื่องเทศชั้นดี รสชาติของน้ำซุปกลมกล่อมโดยไม่ต้องพึ่งตัวช่วย และอีกเมนูคุณภาพขยับจากก๋วยเตี๋ยวเนื้อธรรมดา สู่หม้อไฟที่เสิร์ฟพร้อมชุดเนื้อคุณภาพพรีเมี่ยมจากต่างประเทศ และเนื้อเกรด 5 ดาวของไทย แต่จ่ายในราคาแค่หลักร้อย! เฮียนพเจ้าของร้าน ‘รสดีเด็ด‘ สาขาสามย่าน ที่ตั้งแต่เปิดร้านก็ตั้งใจว่าจะนำเนื้อเกรดพรีเมี่ยมมาขาย เพราะเชื่อมั่นว่าคนไทยชอบรับประทานของเด็ดของดี ร้านรสดีเด็ด by นพ ยังมีทีเด็ดอีกอย่าง นั่นคือวิธีการลวกเนื้อที่เป็นซิกเนเจอร์เรียกว่า “อาบน้ำเนื้อ” ทำให้เนื้อยังคงความหวานเอาไว้ โรยเกลือ sea salt และพริกไทยตามไปอีกนิดช่วยดึงรสชาติของเนื้อออกมาได้ชัดขึ้น ต้องมาลองกันเองที่ร้านว่าอาบน้ำเนื้อเป็นยังไง และความพิเศษสุดของร้านตอนนี้ เปิดตัวเมนูใหม่ “เล้งวัวซุปเปอร์แซ่บ” ใครว่าเมนูเล้งทำได้เฉพาะหมู ร
อาชีพขายนกสวรรค์อบกรอบ ตามตลาดจุดผ่อนปรนไทย-ลาว กำลังสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับชาวบ้านในพื้นที่ เมื่อวันที่ 19 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ตามตลาดจุดผ่อนปรนชายแดนไทย-ลาว ระหว่าง จ.หนองคาย กับ สปป.ลาว รวม 4 จุด คือ อ.สังคม, บ้านหม้อ อ.ศรีเชียงใหม่, อ.โพนพิสัย และบ้านเปงจาน อ.รัตนวาปี ที่ส่วนใหญ่เปิดจุดละ 2 วันต่อสัปดาห์ กำลังคึกคักอย่างมาก มีสินค้าหลากหลายไปวางขายในตลาดจุดผ่อนปรน โดยเฉพาะสินค้าประเภทอาหาร ของป่า เสื้อผ้า และสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ ทั้งนี้ พบว่า นกกระทาอบกรอบ เป็นหนึ่งในอาหารที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากทั้งลูกค้าชาวไทยและชาวลาว สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างดี ซึ่งผู้ค้าหลายคนระบุว่า ภายใน 3 ปี ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น น.ส.อุไรวรรณ อินจีน แม่ค้าขายนกสวรรค์อบกรอบ ชาว จ.พิษณุโลก เปิดเผยว่า เดิมขายไส้กรอก แต่พบว่าในตลาดมีร้านขายไส้กรอกจำนวนมาก นอกจากนี้มีคู่แข่งแล้ว ยังต้องลงทุนมาก จึงหันไปขายอาหารจำพวกยำต่างๆ แต่ก็ยังไม่ได้กำไร ต่อมาเปลี่ยนไปขายเสื้อผ้ามือสอง “ในช่วงแรกก็ขายดี ซึ่งช่วงนั้นเป็นฤดูหนาว แต่พอขายไปเรื่อยๆ ก็กลายเป็นว่ายังตามแฟช
อาหารไทยล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ แต่ละจานมีสมุนไพรหรือส่วนผสมที่ดีต่อสุขภาพ ต้มส้มก็เป็นอาหารจานหนึ่งที่มีส่วนผสมทั้งขิงและพริกไทยดำ ช่วยไล่ลม หอมแดงทำให้จมูกโล่ง ความเปรี้ยวไม่จำเป็นว่าต้องเป็นมะนาวเท่านั้น น้ำมะขามเปียกให้ความเปรี้ยวได้เหมือนกัน ช่วยให้น้ำแกงมีความเข้มข้นและมีวิตามินซีมากด้วยค่ะ สังเกตได้ว่าผู้ใหญ่ชอบทานต้มส้ม นอกจากจะให้ความเผ็ดร้อน รสชาติเปรี้ยว เค็ม หวานแล้ว ทานแล้วสดชื่น ยังไม่ใช้กะทิ จะได้ไม่มีปัญหาเรื่องไขมันในเส้นเลือด เราสามารถใช้ปลาได้หลายอย่าง เช่น ปลาทู ปลากระบอก หรือปลาอินทรี ส่วนตัวชอบปลาอินทรีเพราะก้างใหญ่ ไม่เสี่ยงติดคอ เขี่ยก้างออกง่าย ส่วนผสม กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ พริกไทยเม็ด 1-2 ช้อนโต๊ะ รากผักชี 2 ราก หอมแดง 6 หัวเล็ก น้ำมันพืช ปลาอินทรี 3 ชิ้น น้ำ น้ำมะขาม น้ำตาลปี๊บ น้ำปลา ขิงซอย ต้นหอม วิธีทำ การเตรียมเครื่อง นำใบตองห่อกะปิย่างในหม้อให้หอม ปิดฝาระหว่างย่างจะช่วยให้ระอุเร็ว พักไว้ โขลกพริกไทยเม็ดหยาบๆ เติมรากผักชีโขลกให้เข้ากัน โขลกหอมแดงรวมลงไป โขลกให้หยาบและละเอียดคละๆ กัน ใส
ก่อนเข้าเรื่องอาหารการกิน ขอสวัสดีแฟนๆ “อาทิตย์สุขสรรค์” ก่อน ด้วยฉบับนี้เป็นฉบับแรกที่ได้รับโอกาสจากกอง บก.มติชน เปิดพื้นที่ให้เขียนเรื่องอาหารจานเด็ด แบ่งปันความอร่อย โดยไม่เกี่ยงว่าจะเป็นสตรีต ฟู้ด หรือ จานหรูในโรงแรม เราเริ่มกันเลยนะคะ พื้นที่มีน้อยใช้สอยประหยัดค่ะ (อิอิ) ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ไปเที่ยวงานถนนคนเดินที่เชียงราย เขาจัดกันทุกวันเสาร์ ถือเป็นบิ๊กอีเว้นต์ของจังหวัดก็ว่าได้ เพราะมีการปิดถนนยาวเป็นกิโลเมตร ขอบอกว่าของกินเพียบ แถมราคาก็เป็นมิตร ส่วนมากสไตล์ร้านเป็นแบบฟู้ด ทรัก เจอร้านหนึ่งน่าสนใจใช้รถกะป๊อดัดแปลง ตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่น ขายปิ้งย่างแค่ 3 อย่าง แต่ขายดีมาก ชะโงกดูบนเตา มีไส้ย่าง สันคอหมูย่าง และพริกหยวกยัดไส้หมู ดูธรรมดาแต่ยั่วน้ำลายมาก เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ด วางในกล่องกระดาษถูกสุขอนามัย จุ๋ย จุ๋ย- “นิธิตา มณีรัตน์” เจ้าของกะป๊อไส้ย่าง แม่ค้าสาวมาดห้าวชาวเชียงราย บอกว่า ไส้ย่างที่นำมาเสียบไม้ปิ้งขายเป็นส่วนของไส้อ่อน ไส้หวาน นำมาหมักสูตรของทางภาคเหนือสืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ หนักเครื่องเทศ เพิ่มรสชาติให้เข้มข้น ย่างออกมากลิ่นหอม สีเหลืองชวนรับประทาน ไม่รอช้า
จากกระแสละครดังบุพเพสันนิวาส ทำให้ชุดไทยได้รับความนิยมแต่งกายกันอีกครั้ง ไม่เว้นแม้แต่คนขายก๋วยเตี๋ยวเรือ ทั้งเจ้าของ พนักงานในร้าน พร้อมใจแต่งชุดไทยขายก๋วยเตี๋ยว ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือชามกะลา Zeed ถ.เอกาทศรถ อ.เมือง จ.พิษณุโลก เส้นทางไปสนามกีฬากลาง น.ส.คณิตฐา ชาญสูงเนิน อายุ 34 ปี เจ้าของร้าน พร้อมกับพนักงานในร้าน ได้พร้อมใจกันแต่งกายชุดไทยต้อนรับบริการ สร้างรอยยิ้มและประทบใจให้กับลูกค้าที่มาอุดหนุน น.ส.คณิตฐา ชาญสูงเนิน เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวเรือชามกะลา Zeed เปิดเผยว่า ได้เปิดขายก๋วยเตี๋ยวเรือชามกะลา Zeed มา 3 ปีแล้ว ร้านเดิมอยู่ถ.ธรรมบูชา ใกล้ ๆ โรงแรมพิษณุโลกออร์คิด และได้ย้ายมาอยู่ร้านแห่งใหม่ ถ.เอกาทศรถ ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมนี้ แต่ก็ยังคงเอกลักษณ์ รสชาติดั้งเดิมที่เน้นรสแซ่ป ของก๋วยเตี๋ยวเรือที่ใส่ชามกะลา และชามดินเผา ส่วนที่มาที่ไปของการแต่งชุดไทยขายก๋วยเตี๋ยวนั้น น.ส.คณิตฐา เปิดเผยว่า ช่วงนี้กระแสฟีเวอร์ละครดังมาก ที่ร้านมีเพจ ลูกค้าขาประจำมักจะสอบถามเข้ามาที่เพจเป็นประจำ ลูกค้าที่เช็คอินที่ร้านมักจะใช้ภาษาที่ใช้ก็อิงกับกระแสละครดัง อาทิ รอก่อนนะออเจ้า อย่าเพิ่งปิดร้าน กำลังไปเยื
