แจกสูตรอาหาร และเครื่องดื่ม
หลังจากผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Attawut Pislok เจ้าของร้านโวยวายคาเฟ่ได้ลงข้อความเชิญชวนให้ไปลิ้มลองอาหารลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน คือ ซูชิไข่มดแดง แต่ต้องสั่งจองล่วงหน้า 1 วัน ปรากฏว่ามีคนสนใจสั่งจองกันจำนวนมาก โดยร้านโวยวายคาเฟ่แห่งนี้ตั้งอยู่ในสวนดีปาร์ค ริมถนนสีหราชเดโชชัย ต.บ้านคลอง อ.เมืองพิษณุโลก เป็นร้านเล็กๆ ตกแต่งร้านสไตล์ศิลปินที่สวยงามแต่เรียบง่าย ขายกาแฟ น้ำปั่น สลัด ซูชิ โก๊ยเจ๋ง ปีกไก่หม่าล่า ยำต่างๆ เช่น ยำเบอร์รี่กุ้งสด ยำไข่แดงเค็ม ยำสาหร่าย และโวยวายเบอร์เกอร์ แต่ที่เป็นเมนูเด็ดเฉพาะกิจเวลานี้ก็คือ ซูชิไข่มดแดง และมะปรางปั่น นายอรรถวุฒิ บุญจันทร์ อายุ 35 ปี เจ้าของร้านโวยวายคาเฟ่ เปิดเผยว่า ตนเรียนจบจากวิทยาลัยเพาะช่างจากกรุงเทพฯ จึงมีอาชีพหลักในการวาดภาพ ตอนแรกเช่าร้านเพื่อไว้สำหรับวาดภาพและรับรองเพื่อนศิลปินวาดภาพด้วยกัน แต่ด้วยร้านนี้เดิมเป็นร้านอาหารมีเคาน์เตอร์สำหรับทำอาหารอยู่แล้ว เลยขายกาแฟและอาหารด้วย เพราะตนชอบทำอาหารมาตั้งแต่เด็ก ปู่และย่าสอนให้ทำอาหารทานเอง และตนก็ชอบทำด้วย เมื่อ 2 วันที่ผ่านมาเห็นว่าที่ตลาดใต้ หรือตลาดสดเทศบาล 1 มีไข่มดแดงจำหน่าย ตนจึงคิดว่าน่าจะลอง
ไม่ต้องเรียนจบสูงก็สามารถเป็นเจ้าของกิจการ หรือเป็นนายตัวเองได้ หากมีไอเดีย และลงมือทำ เหมือนกับ คุณเก่ง-อารีรัตน์ ราโพธิ์ วัยเพียง 23 ปี สาวสิงห์บุรี เจ้าของร้าน ถั่วปั่น 5 สี ธุรกิจเล็กๆ แต่สร้างรายได้ได้จริง เธอเล่าว่า เรียนจบเพียงชั้น ม.3 ทำงานมาหลากหลายอาชีพ จนรู้สึกว่าอยากมีกิจการเป็นของตัวเอง จึงหันมาค้าขายปรับเปลี่ยนจนเป็นร้านถั่วปั่น 5 สี ขายมานานร่วม 2 ปี “ตอนแรกทำน้ำถั่วปั่นกินเองอยู่เป็นประจำ อีกอย่างมีแฟรนไชส์น้ำถั่วปั่นค่อนข้างเยอะ แต่เราไม่ได้ซื้อมา เห็นว่าน่าสนใจและดีต่อสุขภาพ ลองมาทำกินเอง หาสูตรจนลงตัวแล้วยึดเป็นอาชีพ” เจาะกลุ่มลูกค้ารักสุขภาพ แก้วละ 30 บาท รายได้ต่อวันประมาณ 3-4 พันบาท ตื่นแต่เช้าเตรียมวัตถุดิบออกขายราว 6 โมงเช้า จนถึงบ่ายโมงโดยประมาณ ใช้ถั่วซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก 5 ชนิด วันละ 5 กิโลกรัม นำไปนึ่ง 8 ชั่วโมง โดยถั่วแต่ละชนิดจะมีสรรพคุณ ดังนี้ ถั่วเหลือง – ป้องกันการขาดแคลเซียมในกระดูก และบำรุงระบบประสาทในสมอง ถั่วแดง – ช่วยขับปัสสาวะ แก้ประจำเดือนมาไม่ปกติ แก้ลมพิษ บรรเทาอาการปวดข้อและบวม ถั่วดำ – มีสารช่วยบรรเทาอาการปวดลำไส้เล็ก บำรุงโลหิต ถั่วเขียว – แ
ปิ่นโตเถาเล็กมีภารกิจมาสังเกตความอร่อยที่จังหวัดตรังเพียง 1 คืน แต่โชคดีที่พี่สลิล โตทับเที่ยง ช่วยแนะนำร้านอาหารทะเลแห่งใหม่ ซึ่งใหม่สำหรับปิ่นโตเถาเล็กแต่คนตรังคงคุ้นเคยกันดีเพราะเปิดมานาน 4 ปีครึ่งแล้ว ร้านนี้มีชื่อเฮฮาดีว่า “ปูม้า ปาร์ตี้” ชื่อร้านเหมือนเป็นร้านกินดื่ม แต่ความจริงคือร้านอาหารทะเลในบรรยากาศทันสมัย มีทั้งโซนด้านนอกและห้องปรับอากาศ เหมาะสำหรับมาปาร์ตี้เป็นหมู่คณะ ตัวร้านอยู่ริมถนนควนขนุน ไม่ไกลจาก“สี่แยกอนุสาวรีย์พระยารัษฎา” จากตัวร้านมองเห็นห้างโรบินสันตรงสี่แยกได้ลิบๆ ชณมนัต ทองสถานุสถ์ เจ้าของชื่อว่าคุณชณมนัต (หรือ “คุณชณ”) เป็นคนหาดสำราญ จังหวัดตรัง เคยทำทั้งทัวร์ท่องทะเลและส่งอาหารทะเลมาให้ร้านที่กรุงเทพฯ เป็นศิษย์เก่า ม.เกษตรศาสตร์ เหมือนข้าพเจ้าด้วย (แต่ห่างกัน 11 ปี) มาร้านนี้จึงมีข้อได้เปรียบ มีของทะเลสดๆ ส่งมาจากหาดสำราญ อีกทั้งกันตังและสตูล ล้วนแล้วแต่น่าลิ้มลองทั้งนั้น คุณชณ บอกว่า ร้านนี้ไม่ใช้ผงชูรส แต่จะต้มน้ำสต๊อกจากกระดูกปลาตั้งแต่บ่าย 2 โมง จึงมีรสหวานอร่อยตามธรรมชาติ น้ำจิ้มซีฟู้ดนั้นก็ตำด้วยมือ ไม่ใช้เครื่องปั่น เครื่องปรุงเช่นซีอิ๊ว จะใช้ของดีท้อง
นอกจากอาหารจานเด็ดจาก 50 เขต กทม.ที่จะขนมาให้ลองลิ้มชิมรสกันอย่างจุใจแล้ว งาน Fun Food Fair แม่มณีชวนชิม ยังมีทัพอาหาร 4 ภาค ที่เห็นแล้วต้องยั่วน้ำลาย มาให้คนกรุงได้อิ่มอร่อยกันอย่างแน่นอน วันนี้เลยขอพาไปรู้จักกับจานเด็ด 4 ภาค ที่บางร้านไม่เคยออกงานที่ไหนมาก่อน ภาคตะวันออก กุยช่ายเจ๊อิม สูตรแป้งบาง ไส้ทะลัก เจ้าดังแห่งเมืองแปดริ้ว ร้านลอดช่องแม่วงษ์ ลอดช่องเนื้อนุ่มหนึบ เจ้าดังตลาดบ้านใหม่ 100 ปี น้ำมังคุด สดใหม่จากสวนทองจันทร์ ของอาหนิง นิรุตติ์ ศิริจรรยา ส่งตรงจากจันทบุรี ร้านดังจากเมืองแปดริ้ว ที่ขอนำเสนอในงานนี้ มีอยู่ 3 ร้าน ร้านแรกนี่เลย กุยช่ายเจ๊อิม เกาะขนุน กุยช่ายเจ้าดัง แห่งอำเภอพนมสารคาม ที่อร่อยเด็ดจนกลายเป็นของดีเมืองแปดริ้วไปแล้ว จุดเด่นอยู่ที่กุยช่ายทำกันสดๆ ตั้งแต่ปั้นแป้ง ใส่ไส้ จนถึงนำไปนึ่ง กุ้ยช่ายเจ๊อิม แตกต่างจากเจ้าอื่นๆ ตรงที่เป็นกุ้ยช่ายแป้งบาง ข้างในใส่ไส้อัดแน่นจนแทบทะลัก อร่อยเต็มปากเต็มคำ ทำให้มีคนถามหา และตามมาเข้าคิวซื้อกันถึงที่ โดยมี 3 ไส้ให้เลือก คือ ไส้กุยช่าย หน่อไม้ และเผือก ทีเด็ดสำคัญอีกอย่าง คือ น้ำจิ้มรสชาติออกหวานเผ็ดเค็มนิดๆ กำลังดี ใครได้ลอง
สวัสดีค่ะทุกคน เห็นชื่อเมนูในวันนี้อาจถูกใจสาวก บราวนี่หลายๆ คน แห่งสมาชิกเฮลท์คิทเช่นของเรา เพื่อนๆ ที่ติดตามกันมาตลอด อาจจะจำสูตรบราวนี่ 2 สูตรก่อนหน้านี้ที่เราทำกันไปแล้วได้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นบราวนี่ที่มีส่วนผสมหลักเป็นถั่วดำ หรือ จากกล้วยและแป้งโฮลวีต แบบ Vegan ไม่มีไข่ ทั้ง 2 สูตรว่าอร่อยแล้ว ในเฮลท์คิทเช่นครั้งนี้ วินมีอีกหนึ่งสูตรแนะนำนั้นก็คือ บราวนี่กลูเต็นฟรี ใช้ส่วนผสมหลักจากอัลมอนด์มีลนั่นเองค่ะ เพราะอัลมอนด์เม็ดเล็กที่เราเห็นกัน แค่เราทานเพียงแค่หยิบมือในแต่ละวัน เพื่อนๆ ทราบไหมคะว่าร่างกายเราได้รับประโยชน์มากมายจริงๆ ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันและชะลอริ้วรอย บำรุงประสาท ช่วยในการทำงานของสมอง ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ และถ้าทานเป็นประจำ ยังสามารถมีส่วนช่วยในการลดความเสี่ยงของโรคหัวใจวาย ได้เช่นกันค่ะ โดยครั้งนี้ วินได้นำอัลมอนด์มาปั่นทำน้ำนมอัลมอนด์ก่อนแล้วจึงนำกากอัลมอนด์มีล หรือ Almond flour ที่เหลือ มาใช้ในการทำบราวนี่นะคะ ตั้งใจว่าอบบราวนี่เสร็จก็ทานคู่กับน้ำนมอัลมอนด์ไปเลย มีความสุข enjoy healthy eating สุดๆ ไปเลยค่ะ หรือเพื่อนๆ ก็สามารถใช้ แป้งอ
นายจาตุรนต์ จันทวิเศษ หรือ ใหม่ อายุ 31 ปี อยู่บ้านเลขที่ 144 หมู่ 5 ต.วัฒนานคร อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว เป็นอีกผู้หนึ่ง ที่ดิ้นรนเพื่อชีวิต สร้างฐานะ สร้างครอบครัว ให้อยู่ดี กินดี มีสุข เช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป หลังจากพ่อแม่ได้ส่งเสียให้เรียนจบ ถึงระดับปริญญาโท แต่ต้องหันเหชีวิตมาทำขนมถ้วย เพื่อสืบทอดอาชีพของบรรพบุรุษ แทนการรับราชการ จึงใช้สโลแกนว่า “บ้านขนมถ้วย ป.โท” “ตั้งแต่เด็กได้ช่วยพ่อแม่ทำขนมถ้วย ตอนเช้าก่อนไปโรงเรียน นำขนมไปส่งตามร้านอาหาร ใน อ.วัฒนานคร ว่างจากการเรียนก็ช่วยแม่ทำขนมถ้วย กระทั่งเรียนจบปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยบูรพา ประกอบกับปัจจุบันคุณแม่มีอายุมากแล้ว หาผู้สืบสานการทำขนมถ้วยไม่มี จึงตัดสินใจไม่ไปสอบเข้าทำงานที่อื่นแต่จะทำขนมถ้วยขาย เพื่อสืบสานอาชีพของบรรพบุรุษเอาไว้” นายจาตุรนต์ กล่าว นายจาตุรนต์ เล่าต่อว่า ขนมถ้วยที่ทำ เป็นขนมถ้วยโบราณ ผสมสมุนไพร เพื่อสุขภาพของผู้บริโภค โดยใช้หญ้าหวานแทนน้ำตาล มีสรรพคุณทางยา แก้โรคเบาหวาน เป็นตัน ก่อนปี 2557 ขนมถ้วยจะขายดีมาก ขายได้กำไรวันละ 6,000-7,000 บาท หรือ เดือนละ ไม่ตำกว่า 150,000 บาท หลังจากนั้น ขายลดลงเรื่อยๆ กระทั่งปัจจุบัน
เชื่อว่าเหตุการณ์ “เบื่ออาหาร” หรือ “ปฏิเสธการกินผัก” ของเด็กๆ ในครอบครัว เป็นสิ่งที่ผู้ปกครองหลายคนต้องพบเจอ บริษัท ฟู้ดเฮ้าส์ เคเทอร์ริ่ง เซอร์วิสเซส จำกัด แนะให้ลองปรับเปลี่ยนรูปแบบ และวิธีการปรุงเพื่อเสิร์ฟอาหารให้เด็กๆ ทั้งยังใจดีเผยวิธีทำเมนูทำง่ายแต่อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ อย่าง “ไข่เจี๊ยบหลากรส” ทำไมต้องเป็นเมนูจาก “ไข่” ก็เพราะไข่เป็นแหล่งโปรตีนใกล้ตัวที่หาได้ง่าย และเชื่อว่าทุกบ้านต้องมีไว้ติดครัว ทั้งยังมีสารอาหารหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน เลซิธิน วิตามิน A วิตามิน B1 วิตามิน B2 วิตามิน D แคลเซียม และธาตุเหล็ก แต่หากจะให้ทานแต่เมนูไข่ทั่วๆ ไปอย่าง ไข่เจียว ไข่ดาว ไข่ตุ๋น ก็ออกจะจำเจไปสักหน่อย การเพิ่มสีสันโดยให้เด็กๆ มีส่วนร่วมในการตกแต่งจะเป็นการเปิดประสบการณ์ที่ดีแก่เด็กได้ด้วย วิธีทำเมนูไข่เจี๊ยบหลากรสก็ไม่ยากเพียงเริ่มด้วยการต้มไข่ จับเวลา 10 นาทีตั้งแต่น้ำยังไม่เดือด คน 1 นาที เพื่อให้ไข่แดงไปอยู่ตรงกลางไข่ เมื่อครบเวลานำไข่ไปแช่น้ำเย็นก่อนปอกเปลือก จากนั้นใช้มีดปาดก้นไข่ต้มเพื่อให้วางบนภาชนะได้ ไม่กลิ้งไปมา ใช้มีดผ่าซิกแซกตรงกลางให้สวยงาม นำไข่แดงไปผสม โดย
เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วิสาหกิจชุมชนบ้านเขาน้อยใต้ ตำบลฉลุง อำเภอเมือง จังหวัดสตูล นางรอบี หลงจิ ประธานกลุ่ม เปิดเผยว่า ตอนนี้ทางกลุ่มได้ร่วมกันผลิต “กล้วยแซ่บ” ซึ่งเป็นขนมกรุบกรอบประเภททานเล่นเพลินๆ โดยการรวมกลุ่มสมาชิกมาประมาณ 3 เดือน ในการดำเนินการทำขนมต่างๆ ภายในกลุ่มรวมกว่า 10 ชนิด ซึ่งเป็นขนมที่มีทั่วไปภายในชุมชน แต่ที่ได้รับความสนใจและเพิ่งเปิดตัวใหม่ นั่นคือการนำกล้วยและส่วนผสมที่มีอยู่ภายในพื้นที่ที่มีต้นทุนไม่สูงมาก โดยการปรับสูตรมาจาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร “เริ่มแรกจากการลงทุนคนละ 600 บาทของสมาชิก จำนวน 10 คน ลองผิดลองถูก และมีสมาชิกบางคนถอดใจลาออกไปบ้าง แต่สมาชิกที่เหลือก็ไม่ละความพยายามได้คิดค้นหาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อการแข่งขันกับทางตลาดข้างนอก ซึ่งได้จัดทำ ‘กล้วยแซ่บ’ ปัจจุบันส่งจำหน่ายหลักๆ ณ บริเวณท่าเทียบเรือปากบาราและทั่วไปตามตลาดร้านค้าและที่ทำการกลุ่ม ในราคากระปุกละ 20 บาท ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ที่ได้ลิ้มลองรสชาติ เนื่องจากมีความกลมกล่อม ยิ่งทานยิ่งเพลิน และมีส่วนผสมที่เป็นอาหารในเชิงรักษ์สุขภาพเข้ากับปัจจุบัน ในอนาคตทางกลุ่มอยากเ
ผมเคยได้ยินชื่อสำรับ “เนื้อผัดโหระพา” มานานนับสิบปี คนมีอายุหน่อยจะเล่าว่า มันเป็นผัดเนื้อวัวแบบโบราณ มีทั้งสูตรที่ใส่พริกสดและไม่ใส่ ในที่มาที่ไปของ “แกงรัญจวน” ซึ่ง หม่อมหลวงเนื่อง นิลรัตน์ เล่าไว้ในหนังสือตำรากับข้าวในวัง ของท่านนั้น ก็บอกว่าแกงนี้มาจากการดัดแปลง “เนื้อวัวผัดกับหอมฝรั่ง แล้วใส่ โหระพา ผัดกับรากผักชี พริกไทย กระเทียม ไปผัดเค็มๆ หวานๆ กินกะข้าว ใส่พริกชี้ฟ้า” ที่เหลือจากงานเลี้ยงขึ้นเป็นสำรับแกงซดน้ำรสจัดจ้านนั่นเอง ถ้าเราเชื่อตามแนวนี้ ผัดพริก (หรือไม่พริก) ใบโหระพาใส่เนื้อวัวน่าจะมีในครัวไทยอยู่ก่อน จนกระทั่งผัดพริกใบกะเพราถือกำเนิดขึ้นเมื่อราวแปดทศวรรษที่แล้ว จากนั้นก็ค่อยๆ เบียดขับและยกตัวขึ้นมายืนอยู่แถวหน้าแทนในที่สุด อย่างไรก็ดี ผมก็เพิ่งเคยกินเนื้อผัดโหระพาที่ว่าเมื่อราวเจ็ด-แปดปีก่อนนี้เองครับ เมื่อขึ้นไปเที่ยวบ้านพี่คนหนึ่งซึ่งมีบ้านพักอยู่บนเหมืองปิล๊อก เขตบ้านอีต่อง อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ได้ยินเขาถามลูกชายวัยรุ่นว่า เย็นนี้จะกินอะไรดี เด็กหนุ่มตอบง่ายๆ ทันทีว่า “เนื้อผัดโหระพาก็ได้นะพ่อ” กับข้าวจานนั้นติดใจผมอยู่เสมอ แม้จะไม่ได้ทำกินเองบ่อยนัก ขอ
ช่วงนี้หันไปทางไหนก็มักเจอกับเทศกาลอาหารที่ขนมาให้ลองลิ้มชิมรสกันแบบจุใจ.. มาถึงคราวนี้ “ประชาชาติธุรกิจออนไลน์” ขออินเทรนด์เรื่องอาหารกันบ้าง เพราะวันนี้จะพามารู้จัก 8 ร้านเด็ดรอบกรุงเทพฯ ที่มีตำนาน และอายุเกิน 100 ปี!! ส่วนจะมีร้านไหนบ้างเรามาดูกันเลย… หมี่กรอบจีนหลี สมัย ร.5 ร้านเก่าแก่ประจำตลาดพลู เปิดมากว่า 130 ปี เปิดขายตั้งแต่สมัย ร.5 และเป็นร้านที่สมเด็จรัชกาลที่ 5 ทรงโปรดมากเรียกติดปากชื่อร้านว่า หมี่กรอบ ร.5 อยู่ท่าน้ำตลาดพลู จากร้านหมี่กรอบเจ้าดังยุคสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ได้รับการกล่าวขานถึงมายาวนาน จนวันนี้สืบทอดกิจการมาจนถึงรุ่นที่ 4 แต่รสชาติและความอร่อยตามคำร่ำลือยังคงได้รับการกล่าวขานถึงไม่เปลี่ยนแปลง ทีเด็ดของสูตรยกนิ้วให้กับการนำเอาเส้นหมี่ขนาดเล็กมาทำหมี่กรอบ โดยที่เวลาทอดจะต้องทอดเส้นหมี่ให้กรอบโดยไม่พองตัว (ไม่เหมือนหมี่กรอบที่อื่น) นำมาผัดปรุงรส ทำให้เส้นหมี่กรอบเคลือบน้ำซอส ให้รสชาติกลมกล่อม หวานอมเปรี้ยว ส่วนอาหารแนะนำของร้านคือ หมี่กรอบ, โรตีกล้วย, ทอดมันปลากราย, ราดหน้าหมู, ลาบปลาทู, แกงป่าไก่, โกยซีหมี่ ประจักษ์เป็ดย่าง เก่าจัด เก่าจริง เพราะร้าน “ประจักษ์เป็ดย่
