แจกสูตรอาหาร และเครื่องดื่ม
อีกเพียง 2 เดือน ลมหนาวก็จะมาเยือนแล้ว อย่ากระนั้นเลย ปิ่นโตเถาเล็กขอพาแฟนๆ ไปแอ่วเมืองเจียงฮายกันดีกว่า จังหวัดนี้ขึ้นชื่อเรื่อง ขนมจีนน้ำเงี้ยว หรือ เข้าหนมเส้นน้ำเงี้ยว ว่ามีรสชาติเข้มข้นจัดจ้านเป็นที่สุด และร้านดังประจำจังหวัดขายมานานกว่า 40 ปี ก็คือร้าน น้ำเงี้ยวป้าสุข ตั้งอยู่ในตัวเมืองเชียงราย บน ถนนสันโค้งน้อย ใกล้กับ สันโค้งน้อยซอย 5 ตอนนี้ สืบทอดมาถึงป้าตุ๋ย นงคราญ ขัติยะ รุ่นที่ 2 มีลูกชายคนเล็กชื่อบุญนคร ขัติยะ ซึ่งเป็นรุ่นที่ 3 คอยช่วยแล้ว สำหรับใครที่ไม่คุ้นเคยกับน้ำเงี้ยว ขออธิบายว่าน้ำเงี้ยวคือน้ำแกงที่กินกับขนมจีนหรือก๋วยเตี๋ยว เป็นอาหารล้านนาที่ได้มาจากไทยใหญ่ ประกอบด้วย เลือดไก่ หมูสับ ซี่โครงหมู ดอกงิ้ว มะเขือเทศ ถั่วเน่า ซึ่งสูตรเมืองเชียงรายจะมีน้ำหน้าคือพริกแกงผัดในน้ำมันกับมะเขือเทศอยู่ด้วยทำให้รสชาติเผ็ดร้อนเข้มข้นเป็นทวีคูณ มาร้านป้าสุขต้องชิม น้ำเงี้ยวหมู สีแดงเข้มรสจัดจ้าน สั่งได้ทั้ง ขนมจีนน้ำเงี้ยว และ ก๋วยเตี๋ยวน้ำเงี้ยว (35-45 บาท) เส้นก๋วยเตี๋ยวขนาดกึ่งกลางระหว่างเส้นเล็กและเส้นใหญ่หนึบอร่อย มีมะนาวให้ปรุงเพิ่ม แกล้มกับถั่วงอกดิบและ ผักกาดดอง ทำเองอร่อย
เมื่อวันที่ 22 ก.ย. ที่บริเวณหน้าศูนย์การค้าปุทมทอง โรงพยาบาลพุทธชินราช อ.เมืองพิษณุโลก ย่านนี้เป็นแหล่งที่มีร้านค้าย่อยต่างๆ มาตั้งร้านขายของให้ประชาชนมากที่สุดย่านหนึ่ง เนื่องจากประชาชน นักเรียนนักศึกษาหนาแน่น ทั้งขายน้ำ อาหารการกิน ผลไม้ แต่มีอยู่ร้านหนึ่งที่แตกต่างจากร้านค้าอื่นๆ คือ ร้านเจี๊ยบ ลูกชิ้นซอกตึก เป็นร้านขายลูกชิ้นปิ้ง ซึ่งอยู่ในซอกตึก หน้าร้านมีความกว้างไม่เกิน 1.5 เมตร แต่มีลูกค้าขาประจำแวะเวียนมาอุดหนุนสั่งลูกชิ้นปิ้งอย่างหนาแน่นเป็นประจำทุกวัน นางพรนิภา สิมมาวัน อายุ 41 ปี เจ้าของร้านเจี๊ยบลูกชิ้นซอกตึก เปิดเผยว่า เป็นชาวลำปาง แต่ใช้ชีวิตย้ายไปเรียนและทำงานหลายจังหวัด ก่อนมาขายลูกชิ้นที่พิษณุโลก ก่อนหน้าเคยทำงานที่กรุงเทพฯ เป็นผู้ช่วยพยาบาลได้รับเงินเดือนไม่มากนัก แต่ค่าครองชีพสูง ตนและสามีจึงย้ายอยู่มาที่พิษณุโลก สมัครเข้าทำงานเป็นผู้ช่วยพยาบาลที่โรงพยาบาลรวมแพทย์และโรงพยาบาล ม.นเรศวร ส่วนสามีสมัครทำงานที่โรงพยาบาลพุทธชินราช ช่วงระหว่างปี 2547 มีลูกด้วยกัน 1 คน ทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น จึงมาเช่าพื้นที่ทางขึ้นหอพักเดือนละ 500 บาท โดยเปิดเป็นร้านขายลูกชิ้นปิ้งไม
เมื่อวันที่ 20 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่จังหวัดพิษณุโลก มีหนุ่มจากเมืองนครสวรรค์ หรือเมืองสี่แคว ที่มาหลงรักสาวพิษณุโลกหรือเมืองสองแคว เตรียมจะจัดงานแต่งงาน แต่ไม่อยากเป็นหนี้เลยจับมือกับว่าที่แม่ยาย ทำน้ำพริกโบราณ “มะหมาดมาด” หรือน้ำพริกมะแขว่นขาย หารายได้เพิ่มจากงานประจำ ตีแบรนด์ “น้ำพริกแม่ยาย” ที่บ้านเลขที่ 28/6 ถ.สิงหวัฒน์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิษณุโลก ซึ่งเป็นบ้านของแฟนสาว หนุ่มสี่แควรายนี้ คือ นายรุ่งโรจน์ แก้วคำ หรือ เต้ อายุ 30 ปี กำลังช่วยคนในครอบครัวบรรจุน้ำพริก ลงกระปุกอย่างขะมักเขม้น พร้อมกับเล่าว่า ตนเองเป็นชาวจังหวัดนครสวรรค์ แต่ได้มาศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยนเรศวรจังหวัดพิษณุโลก และได้พบรักกับแฟนสาว คบหากันนานหลายปีแล้ว จนกระทั่งมีแผนที่จะแต่งงานกัน แต่ด้วยว่าสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน การจัดงานแต่งงานก็ต้องใช้เงินจำนวนมาก ประกอบกับตนเองไม่อยากเป็นหนี้ หรือกู้เงินมาแต่งงาน ดังนั้นจึงได้ชวนแฟนสาว และว่าที่แม่ยายทำน้ำพริก “มะหมาดมาด” แบบโบราณ ที่หารับประทานได้ยาก มาขายกัน เพราะตนเองเคยกินแล้วติดใจหาซื้อที่ไหนไม่ได้ เป็นน้ำพริกมะแขว่นรสชาติจัดจ้านสูตรเฉพาะของครอบครัว สามารถเก
การเริ่มต้นอาชีพอิสระของแต่ละท่าน ย่อมมีที่มาและเหตุผลแตกต่างกันออกไป บ้างเริ่มจากความชอบ บางคนอยากออกจากงานประจำ ขณะหลายท่านอยากมีกิจกรรมแก้เหงา แต่สำหรับกิจการเจ้าของเรื่องราวนับจากนี้ เกริ่นให้ฟังมาว่า เป็นคนนอนไม่ค่อยหลับ ตกดึกไม่รู้จะทำอะไร เลยชวนกันออกทำมาหารายได้ ดีกว่านอนกลิ้งไปกลิ้งมา ปรากฏว่าลูกค้าให้การตอบรับดีเกินคาด…จนอยากบอกต่อ …………. คุณอางค์-ไตรทศ นามวงศ์ กับ คุณเจี๊ยบ-ณิธิกานต์ เลือดแดง คือ คู่ชีวิตและเป็นเจ้าของกิจการรถเข็นขายลูกชิ้นย่าง-นึ่ง ยึดทำเลขายที่หน้าร้านสะดวกซื้อ ตำบลปากน้ำปราณ อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ฟังดูแค่นี้ อาจไม่เห็นว่ามีความน่าสนใจตรงไหน แต่ถ้าใครที่อายุ 18 บวก ลองได้เห็นป้ายชื่อร้าน “จิ้มตอนดึก” แล้ว รับรองต้องอมยิ้มกรุ้มกริ่มกันแทบทุกคน “เป็นคนนอนไม่ค่อยหลับ คิดกันกับแฟนว่าจะทำอะไรกันดี ไม่อยากอยู่บ้านเฉยๆ เลยบอกไปขายลูกชิ้นหน้าเซเว่นฯกันดีกว่า”คุณเจี๊ยบ เกริ่นที่มาของกิจการ “จิ้มตอนดึก” พร้อมแนะนำให้รู้จัก คุณอางค์ แฟนหนุ่ม ทำงานเป็นช่างไฟฟ้าประจำโรงแรมแห่งหนึ่งในปากน้ำปราณ ส่วนตัวเธอนั้นมีอาชีพขายไก่ทอดต
ฉันรู้จักอาหารฟิลิปปินส์ครั้งแรกก็นานมากแล้ว เพราะเคยได้รับเชิญจากเพื่อนชาวฟิลิปิโนให้ไปร่วมงานคริสต์มาสที่บ้าน ชาวฟิลิปิโนนั้นครอบครัวอบอุ่นรักใคร่กันมาก อย่างหนึ่งก็คงเป็นเพราะศาสนาคริสต์ที่ส่วนใหญ่เป็นนิกายโรมันคาทอลิก ซึ่งคริสต์ศาสนานั้นเน้นสอนในเรื่องของความรัก เขารักกันและแสดงออกให้เห็นต่างกับชาวไทยที่รักกันอยู่ในใจไม่ยอมแสดงออกเพราะเคอะเขิน หรือกลัวเสียฟอร์มก็ไม่รู้ ก็เลยไม่รู้ว่ารัก (ฮิ้ว…) เมื่อมาได้ร่วมงานกับชาวฟิลิปิโนในภายหลังก็ยิ่งพบว่าพวกเขารักกันเหนียวแน่นมากๆ รักพวกพ้องเป็นที่สุด ก็คงเป็นเพราะพวกเขาส่วนใหญ่ทำงานอยู่นอกประเทศ ถ้าไม่รักและช่วยเหลือกันเองก็ไม่รู้จะให้ใครช่วย ไม่ได้เป็นพวกอินดี้ตัวใครตัวมันอย่างชาวไทยนี่ ฉะนั้นอย่าพยายามไปมีเรื่องกับเขาก็แล้วกัน เดี๋ยวจะหาว่าฉันไม่เตือน อาหารในปาร์ตี้คืนนั้นมีหลายอย่างแต่ฉันจำได้อยู่อย่างเดียวนั่น คือ เส้นหมี่ผัดหน้าตาธรรมดาๆ ที่สหายชาวปินอยเรียกแบบให้ฉันเข้าใจง่ายๆ ว่า “สปาเกตตีฟิลิปปินส์” เขาเชิญชวนให้ฉันตักไปกินและโฆษณาถึงความอร่อยของมัน สายตาฉันก็จับจ้องไปที่เส้นหมี่ผัดที่อยู่ในจานใบใหญ่ที่เขากำลังกล่าวถึงพลางคิด
รศ. ดร.พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ รองผู้อำนวยการฝ่ายอุตสาหกรรม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เปิดเผยว่า บริษัท ปิ่นเพชร จำกัด ผู้ประกอบการของ สกว. สามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จากการประกวด “สุดยอดนวัตกรรมอาหารไทย (กลุ่มนวัตกรรมอาหารในอนาคต) ประจำปี 2559” ซึ่งจัดโดยสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม จากผลงาน “เจลาโต้ไอศกรีมรสมะขามหวาน” ที่ได้รับการพัฒนาโดย รศ. ดร.วุฒิชัย นาครักษา อาจารย์ประจำภาควิชาอุตสาหกรรมเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากชุดโครงการการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Innovative House ฝ่ายอุตสาหกรรม สกว. ด้านรัชยา จันจิตร กรรมการผู้จัดการบริษัท ปิ่นเพชร จำกัด กล่าวว่า เจลาโต้ไอศกรีมรสมะขามหวานเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต่อยอดมาจากโครงการ “การผลิต การเก็บรักษาแป้งเมล็ดมะขามและสมบัติของเจลโลสจากแป้งเมล็ดมะขามต่อพฤติกรรมการเกิดเจล” ซึ่งนำเมล็ดมะขามที่เป็นผลพลอยได้จากผลิตภัณฑ์มะขามหวานแปรรูป เช่น มะขามแก้ว มะขามกวน ทอฟฟี่มะขาม และน้ำมะขาม มาใช้ให้เกิดประโยชน์ เนื่องจากในแต่ละปีมีปริมาณเมล็ดมะขามเหลือจากการแปรรูป 150-200 ตัน โดยมียอดการส่งออกเมล็ดมะขา
สวัสดีเพื่อนๆ คุณผู้อ่านเฮล์ทคิทเช่นทุกคน พบกันอีกเช่นเคย ครั้งนี้วินจะมาพูดถึงเครื่องดื่มสมูธตี้ (Smoothies) ที่เราได้มีโอกาสแบ่งปันสูตรไปบ้างแล้วในคราวก่อนๆ แต่ครั้งนี้มีความพิเศษตรงที่วินจะไม่ได้นำสูตรมาแบ่งปันเพื่อนๆ อย่างที่แล้วมา แต่วินจะนำเคล็ดลับดีดีจากกูรู Healthy Food Blogger ชื่อดัง Jessica Sepel ในการที่เพื่อนๆ จะสามารถครีเอตสมูธตี้แก้วโปรดเป็นของเพื่อนๆ เอง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเพื่อนๆ จะได้สารอาหารไม่ครบ หรือได้แต่ความอร่อยเท่านั้น แต่เพื่อนๆ จะสามารถเลือกส่วนผสมที่เพื่อนๆ ชื่นชอบและมีประโยชน์ได้เองค่ะ เพราะสุขภาพที่ดีเริ่มต้นได้ด้วยสมูธตี้แก้วโปรดในยามเช้านะคะ เพราะการดื่มสมูธตี้ที่มีส่วนผสมของวิตามิน เกลือแร่ และไขมันดี มีส่วนช่วยให้เมตาบอลิซึมทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น วินมี 3 ขั้นตอนง่ายๆ ให้เพื่อนๆ ได้คิดค้นสูตรสมูธตี้ที่เพื่อนๆ ชื่นชอบ ใครลองแล้วถูกใจอยากแบ่งปัน อย่าลืมบอกวินดี้ด้วยนะคะ ขั้นตอนที่หนึ่ง: เลือกระหว่างน้ำเปล่า, นมอัลมอนด์, นมถั่วเหลือง, หรือน้ำนมข้าว ในปริมาณอัตราส่วน 1 ถ้วย หรือใครชอบเปรี้ยว หรือติดรับประทานโยเกิร์ต และดื่มนมจากสัตว์ได้ วินแนะนำซุป
ช่วงปลายเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ศูนย์การค้าสำคัญ อย่าง เมเจอร์ปิ่นเกล้า แม้จะไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่สร้างผลกระทบให้กับหลายธุรกิจที่อยู่ในละแวกได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ล่าสุด ทราบข้อมูลจาก คุณเอ๋-ณัฐรดา บุญชุ่ม เจ้าของกิจการ “ตำหลาย” ร้านอาหารอีสานชื่อดัง ซึ่งเปิดหน้าร้านขายอยู่ในโครงการปิ่นทองพลาซ่า ติดกับศูนย์การค้าเมเจอร์ปิ่นเกล้า ถ.ปิ่นเกล้า ว่า แต่เดิมก่อนหน้านี้ ยอดขายดีมากแทบทุกวัน โดยเฉพาะช่วงกลางวันและหลังเลิกงาน มักมีลูกค้ามาคอยคิวตลอด แต่หลังจากเหตุการณ์ไฟไหม้ห้างเมเจอร์ฯ กิจการของเธอได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก เป็นเวลาเกือบ 2 เดือนแล้ว เนื่องจากทางเจ้าหน้าที่เขตฯ ไม่อนุญาตให้เข้าไปทำอะไรภายในห้างเป็นเวลา 45 วัน ลูกค้าของเธอจึงไม่มีที่จอดรถ เมื่อต้องไปจอดที่ห้างสรรพสินค้าฝั่งตรงข้าม หลายคนก็ไม่ข้ามมาอุดหนุน เมื่อสถานการณ์ร้านในยามนี้ อยู่ได้แบบ “ทรง-ทรง” จึงต้องหาช่องทางจำหน่ายเพิ่มขึ้น ล่าสุดจึงออกแคมเปญแฟรนไชส์ “ฟู้ดทรัก” แบบ “จานแซ่บ เคลื่อนที่” ภายใต้แบรนด์ “ตำหลาย” เป็นการออกแบบรถใช้งานเหมาะกับพื้นที่ใช้สอย หวังเจาะทำเล อย่าง ตลาดนัด ตลาดน
ชาวไทยนั้นคุ้นเคยกับอาหารเวียดนามเป็นอย่างดี บางอย่างเรากินกันจนลืมไปแล้วหรืออาจจะไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเป็นของต่างชาติ ที่ฉันกำลังจะพูดถึงนี้คือ หมูยอ ย้อนหลังไปสมัยเป็นเด็กนักเรียนจำได้ว่าเวลาใครไปใครมาเชียงใหม่จะต้องหอบหิ้วหมูยอกลับมาเป็นของฝากจนคิดว่าหมูยอนั้นเป็นอาหารประจำจังหวัดเชียงใหม่ ยี่ห้อที่ฉันรู้จักตอนเด็กนั้นคือ ตราดาวที่อยู่บนถนนช้างม่อย ตอนหลังมียี่ห้อป้าย่นที่ยังโด่งดังมาจนถึงทุกวันนี้ พอโตขึ้นมาอีกหน่อยได้เดินทางมากขึ้นก็พบว่าหมูยอในภาคอีสานนั้นมีชื่อเสียงมาก โดยเฉพาะของจังหวัดอุบลราชธานี ที่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารเวียดนามเพราะติดชายแดนลาว ถัดไปอีกหน่อยก็ถึงเวียดนามแล้ว ก็อย่างที่รู้กันว่าถ้าใครไปเที่ยวประเทศลาวนั้นจะได้กินอาหารเวียดนามมากกว่าอาหารลาวเสียอีก พวกเขานิยมกินกันจริงๆ เหมือนคนไทยชอบกินก๋วยเตี๋ยวอย่างไรอย่างนั้น ในตอนนั้นฉันยังไม่รู้อยู่ดีว่าหมูยอมีต้นกำเนิดจากไหน จนมีอันต้องระเห็จไปอยู่ที่เวียดนามเสียนานหลายปี จึงเอะใจว่าหมูยอนี้น่าจะมีต้นตอมาจากที่นี่ อย่างแรกเลยก็คือชื่อ คำว่า “ยอ” นั้นน่าจะมาจากคำว่า “หย่อ” (Giò) หรือ “หย่อหลั่วะ” (Giò lụa) ที่ใช้เรียกหมูยอข
ถ้านึกถึงร้านอาหารทะเลในกรุงซึ่งอยู่ใกล้ทะเลอ่าวไทยจริงๆ คงจะเป็นที่ไหนไม่ได้นอกจากย่านชายทะเลบางขุนเทียน สองข้างทางถนนบางขุนเทียน-ชายทะเลอุดมไปด้วยร้านอาหารทะเลเมนูหลากหลายประชันกัน แต่มีอยู่รายหนึ่งตั้งใจว่าจะทำร้านเล็กๆ ขายอาหารทะเลเฉพาะของอร่อยที่ชอบทำเพียง 20 กว่าเมนูเท่านั้น จึงตัดสินใจเปิดร้านในย่านใกล้ๆ ริมถนนพุทธบูชาแทน มีชื่อโดนใจสะดุดตามากว่า กบ สุวนันท์ ถ้าไม่ใช่ลูกค้าประจำคนแถวนั้น คงสงสัยว่าดาราดังหันมาเอาดีทำร้านอาหารแล้วหรือ ปิ่นโตเถาเล็กขอเฉลยเลยว่าร้านนี้เป็นของสามีภรรยาชาวบางขุนเทียน ฝ่ายชายมีชื่อว่า พี่กบ ไพรสินธุ์ กุรุพินธุ์ ประกอบอาชีพส่งอาหารทะเลอยู่แล้ว ส่วนฝ่ายหญิงเคยทำบ่อเลี้ยงกุ้งชื่อ สุนันต์ แก้วนิล แต่เพื่อนๆ ชอบเรียกว่า สุวนันท์ เวลาไปงานแต่งงาน เจ้าภาพก็มักจะกล่าวเชิญในนามกบ สุวนันท์ อยู่เสมอ จึงนำมาตั้งเป็นชื่อร้านเสียเลย จนบัดนี้เปิดมานานเกือบ 10 ปีแล้ว ร้านกบ สุวนันท์เป็นร้านเล็กๆ ชั้นเดียวขนาด 2 คูหา อยู่ ปากซอยพุทธบูชา 26/1 สำหรับคนต่างถิ่นอย่างพวกเรา ทางมาร้านที่ง่ายที่สุดคือให้ข้ามสะพานพระราม 9 มาตามทางด่วนเฉลิมมหานคร (ทางด่วนขั้นที่ 1) แล้วไปลงสุด
