แจกสูตรอาหาร และเครื่องดื่ม
ร้านก๋วยเตี๋ยวใบพายไจแอ้นท์ ชามยักษ์ ที่ขายเส้นก๋วยเตี๋ยว เนื้อ ลูกชิ้น ในชามสั่งพิเศษ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 50 เซนติเมตร สูง 13 เซนติเมตร เฉพาะเส้นและเนื้อลูกชิ้น มีน้ำหนักร่วม 2 กิโลฯ ราคาชามละ 600 บาท แต่ทางร้านท้าทายว่า หากลูกค้าคนใดสามารถกินหมดภายในเวลา 35 นาที จะให้กินฟรีโดยไม่ต้องจ่ายเงิน พร้อมรับรางวัลผู้พิชิต ฮอลล์ ออฟ เฟม จากทางร้านไปเลย ตลอดทั้งวัน นอกจากลูกค้ามาทานก๋วยเตี๋ยวเนื้อ น้ำซุปเครื่องยาจีนรสชาติกลมกล่อมที่ร้านเป็นจำนวนมากแล้ว ก็มีส่วนหนึ่งรับคำท้ากินก๋วยเตี๋ยวชามยักษ์กันอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน อย่างไรก็ตามยังไม่มีลูกค้าคนใดสามารถทานหมดใน 35 นาที แต่มีลูกค้าที่สนใจมากขอถ่ายภาพและเช็กอินกับก๋วยเตี๋ยวชามยักษ์ด้วย นายพัฒนณัฐฏ์ วงศ์วรรณ อายุ 36 ปี เจ้าของร้านครัวตุ๋นเผยว่า สำหรับร้านครัวตุ๋นนี้ได้เปิดมาแล้วกว่า 3 ปี ซึ่งจุดเด่นของร้านคือจะใช้แต่เนื้อคุณภาพ และใช้น้ำซุปยาจีนที่หอมและกลมกล่อมโดยไม่ใช้ผงชูรส รวมทั้งก๋วยเตี๋ยวเนื้อวากิวที่เสิร์ฟมาให้แก่ลูกค้าจะเป็นการเสิร์ฟแบบสดๆ เพื่อให้ลูกค้าได้เห็นว่าเนื้อที่ทางร้านได้คัดเลือกมาสดและมีคุณภาพจริงๆ
จากกรณีที่ชาว จ.นครราชสีมา ได้แชร์ข้อมูลในสังคมออนไลน์อย่างแพร่หลาย ชักชวนกันไปใช้บริการที่ร้านอาหารตามสั่ง “ยาโภชนา” ซึ่งมีจุดขายที่สวนกระแสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ โดยให้ข้าว อาหารปริมาณมากกว่าร้านปกติทั่วไปถึง 2 เท่า ขายในราคากันเอง และมีรสชาติอร่อยถูกปาก จนมีการกล่าวขานกันขณะนี้ว่าได้ปริมาณมากที่สุดในประเทศ จึงได้เดินทางไปพิสูจน์ที่ร้านอาหารดังกล่าว ซึ่งตั้งอยู่บริเวณทางแยกหมู่บ้านสุรนารีวิลล์ ริมถนนเลียบคลองส่งน้ำ หมู่ 3 ต.ตลาด อ.เมือง ร้านอาหารสั่งนี้ ลักษณะร้านเป็นเพิงไม้มุงหลังคาสังกะสี ห้องครัวปลูกสร้างด้วยไม้อย่างเรียบง่าย ท่ามกลางลูกค้าจำนวนมากซึ่งมีหลากหลายอาชีพ เช่น บรรดาลูกจ้าง พนักงาน ข้าราชการทหาร ตำรวจ และนักเรียน นักศึกษา มานั่งรอรับประทานอาหารกันอย่างคึกคัก นายปัญญา บริบูรณ์ เจ้าของร้านยาโภชนา เปิดเผยว่า ได้ประกอบการร้านอาหารแห่งนี้ มานานกว่า 9 ปี เปิดบริการลูกค้าทุกวัน ตั้งแต่เวลา 07.00 -15.00 น. โดยมีมารดา และน้องสาว ช่วยเป็นลูกมือเตรียมวัตถุดิบ และบริการเสิร์ฟอาหาร สำหรับเมนูอาหารที่ได้รับความนิยม คือ ผัดกะเพราหมูกรอบราดข้าว กะเพราหมู ไก่ เครื่องในไก่ หมูย
สร้างอาชีพเสริม ดูแลสุขภาพ ลดน้ำหนัก สามความปรารถนาข้างต้นนี้ นำมาสู่ “Tip Top คลีนฟู้ด Delivery” ธุรกิจที่ผุดขึ้นท่ามกลางเทรนด์รักสุขภาพ ที่มีคุณอรอุษา พุกจินดาหรือคุณนุ่นสาวหน้าใสวัยเพียง 28 ปี เป็นหนึ่งในเจ้าความคิด กับการผลิตอาหารคลีนฟู้ดบรรจุกล่องจำหน่ายผ่านเฟซบุ๊ก จนมียอดขายวันละ 300-400 กล่อง ทำทาน สู่ทำขาย สุขภาพดี ต้องคลีน คุณอรอุษา เล่าว่าธุรกิจนี้เกิดจากความคิดเบื้องต้นต้องการสร้างอาชีพเสริมที่จะส่งผลให้เกิดความมั่นคงทางการเงินและคุณภาพชีวิต แต่จะทำอะไรนั้น เธอขอถามตัวเองก่อนว่า ชอบอะไร ความชอบเข้าครัวปรุงอาหารทานเอง เลือกวัตถุดิบสดใหม่ สะอาด แบบที่เธอเรียกว่าคลีนนั้นนอกจากจะส่งผลให้สุขภาพดีแล้ว เธอยังมองว่าเหมาะกับคนที่มีไลฟ์สไตล์เช่นเดียวกัน หรือโดยเฉพาะคนรักสุขภาพ “อาชีพประจำของนุ่นเป็นแอร์โฮสเตส ซึ่งรูปแบบการใช้ชีวิตจะไม่ค่อยเป็นเวลา แม้การนอน นอนดึก จึงทำให้น้ำหนักตัวขึ้นง่ายมาก ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และก็ต่อการทำงานด้วย จึงคิดว่าคงต้องหาวิธีลดน้ำหนักและสร้างสุขภาพที่ดี ซึ่งโดยส่วนตัวนุ่นชอบทำอาหารทานเอง จึงเลือกเมนูสุขภาพ โดยซื้อหาจัดเตรี
ที่ตำบลอ่างทอง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี มีร้านก๋วยเตี๋ยวร้านหนี่งที่ชาวบ้านต่างร่ำลือถึงรสชาติที่เข็มข้น ด้วยสูตรก๋วยเตี๋ยวต้มยำโบราณ ด้วยความเผ็ดร้อน ของพริกกะเหรี่ยงแท้จากชาวกะเหรี่ยงแถบอำเภอสวนผึ้ง ที่เป็นสูตรจากการคิดค้น ลองผิดลองถูกกว่า 2 ปี จนได้รสชาติที่ไม่เหมือนใคร จนเป็นที่ถูกปากของนักเดินทางและกลุ่มผู้ใช้แรงงาน โดยร้านนี้ยังใจป้ำ ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ ขายเพียงชามละ 10 บาท แถมด้วยบริการน้ำดื่มฟรี แบบเย็นๆ ดับความร้อนของรสชาติเผ็ดอีกด้วย นอกจากจะรสชาติที่เข้มข้นด้วยความเผ็ดของพริกกะเหรี่ยงสดแท้แล้ว ที่ได้รับความสนใจจากลูกค้าที่นั่งทานก๋วยเตี๋ยว คือ ร้านนี้จะมีเมนูพิเศษเสิร์ฟก่อนด้วยการแจกหนังสือธรรมมะให้นั่งอ่านศึกษาธรรมในระหว่างนั่งรอด้วย และหากใครที่ต้องการนำกลับบ้านเจ้าของร้านก็แจกฟรีแถมกลับไปอีกด้วย ส่วนใครที่ชอบทำบุญก็สามารถร่วมทำบุญตามกระป๋องสังฆทานจากวัดต่างๆ ที่นำมาฝากบอกบุญกับทางร้าน จนทำให้ร้านก๋วยเตี๋ยวร้านนี้ขึ้นชื่อว่า “ก๋วยเตี๋ยวเรือพันธุ์ดุ รสพระธรรม 10 บาท” นางปารณีย์ สีวะรา อายุ 54 ปี เจ้าของร้าน เล่าให้ฟังว่า เดิมเป็นนักธุรกิจอิสระ จบอนุปริญญาสาขาอิเล็ก
หากมีใครมาบอกว่าไปทานข้าวมันไก่จานละ 10 บาทมา เชื่อว่าหลายคนคงไม่ปักใจเชื่อง่ายๆ บางคนอาจจะคิดว่าคงมีไก่แค่ชิ้นสองชิ้น เพราะในยุคนี้ข้าวของต่างๆ แพงขึ้น โดยทั่วไปข้าวแกงหรืออาหารตามสั่งราคาจานละ 30 บาทขึ้นไป ถ้าอยู่ในห้างก็บวกเข้าไปอีก 5-10 บาทเป็นอย่างน้อย แต่สำหรับร้านข้าวมันไก่โกนวย ยังมีข้าวมันไก่จานละ 10 บาทให้เห็น เนื่องจากเจ้าของคือ “คุณอำนวย เชาว์เฟื่องกิจ”ในวัยเฉียด 70 อยากยืนหยัดราคานี้ไว้ตลอดกาล ซึ่งเป็นราคาเดียวกับที่ร้านนี้เปิดขายครั้งแรกเมื่อปี 2531 ใช้ข้าวหอมมะลิ 100% ร้านข้าวมันไก่โกนวย ไม่ใช่ร้านใหญ่โตอะไร เป็นรถเข็นที่มีโต๊ะเก้าอี้ให้คนนั่งหลายสิบคน ตั้งอยู่ในซอยตรงข้ามโรงพยาบาลเลิดสิน ด้านหน้ามีป้ายติดอยู่ เข้าไปในซอย 10 เมตรก็ถึง เปิดขายตั้งแต่ 6 โมงเช้าจนถึงช่วงบ่าย 2 โมง บ่าย 3 โมง โดยมีคุณอำนวยและภรรยาอีก 2 คน ช่วยกันขายอย่างขะมักเขม้น ถ้าไปวันศุกร์ก็จะได้ฟังเสียงร้องขับกล่อมในบทเพลงสากลของชายผู้นี้ เพื่อมอบความสุขให้กับลูกค้า ซึ่งเจ้าตัวเรียกว่าเป็นฟรีคอนเสิร์ต คุณอำนวย เล่าว่า เริ่มขายข้าวมันไก่ตั้งแต่ปี 2531 เกือบ 30 ปีแล้ว ขายตั้งแต่ยังไม่มีทางด่วน ถัด
นับตั้งแต่อาหารคลีนเข้ามามีบทบาทในชีวิต สุขภาพของใครหลายคนก็เปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น ปัจจุบันเลยมีธุรกิจอาหารคลีนเกิดขึ้นมากมาย รวมถึง “Fit Food Always” ที่เป็นมากกว่าอาหารคลีนเพราะเป็นอาหารที่ถูกปรุงขึ้นเพื่อสุขภาพของแต่ละคนที่มีความแตกต่างกัน ทุกๆ เมนูครีเอตโดยคุณอภินันต์ เศวตวรรณกุล หรือเชฟเอฟ เชฟรุ่นใหม่ที่จัดสรรอาหารให้ถูกกับร่างกายและความต้องการอย่างแท้จริง ธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ กระแสยังดี แต่ต้องแตกต่าง ประวัติเชฟเอฟ หลังจบปริญญาตรีสาขาวิชาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ภาคภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เขาเริ่มต้นทำงานที่แรกในแผนกต้อนรับของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง จากนั้นไปประเทศสกอตแลนด์ ไปเป็นเด็กล้างจาน สักพักได้เข้าไปทำงานครัว จากนั้นเขยิบไปเป็นกุ๊กที่ร้านอาหารไทย พอวีซ่าหมด กลับมาไทย มาเรียนทำอาหารที่โรงแรมโอเรียนเต็ล ได้ฝึกงานครัวอาหารไทยที่โรงแรมแห่งนี้ จนกระทั่งมีร้านอาหารชื่อร้าน“น้ำ” (nahm) ร้านที่ได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 50 ร้านอาหารที่ดีที่สุดในโลก มาเปิดในเมืองไทย เชฟเอฟ เล่าว่า ไปเป็นเชฟร้านน้ำได้ 1 ปี ต่อมาย้ายไปทำงานที่ร้านอาหารของคุณตัน ภา
นางสำลี หรือ ป้าโอ่ง เหมันตร์ อายุ 63 ปี แม่ค้าก๋วยเตี๋ยวกะละมัง ตั้งร้านค้าอยู่บริเวณริมถนนอ่างทอง-ไชโย (สายใน) เลขที่ 56 หมู่ 3 ตำบลหลักฟ้า อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง เป็นที่ร่ำลือถึงรสชาติของความอร่อยของก๋วยเตี๋ยว ที่รับประทานได้โดยไม่ต้องปรุงเนื่องจากรสชาติกลมกล่อม และที่พิเศษกว่าที่ร้านอื่นคือก๋วยเตี๋ยวที่ร้านป้าโอ่ง จะใช้ชามกะละมังเป็นภาชนะในการใส่ก๋วยเตี๋ยว เป็นแห่งเดียวในจังหวัดอ่างทองที่ใช้กะละมังมานานกว่า 50 ปี ป้าโอ่งกล่าวว่า แต่เดิม ยายช่วย ทองนาค ผู้เป็นยาย เป็นคนริเริ่มในการขายก๋วยเตี๋ยวได้สูตรมาจากกรุงเทพ โดยใช้กะละมังเป็นภาชนะใส่ก๋วยเตี๋ยว โดยครั้งแรกตั้งร้านค้าอยู่ที่บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา หมู่ 3 ตำบลหลักฟ้า อำเภอไชโย และเมื่อตนเองโตขึ้นจึงไปฝึกการทำก๋วยเตี๋ยวขายกับยายช่วย หลังจากยายช่วยเสียชีวิตไป ตนเองจึงสืบทอดการขายก๋วยเตี๋ยวเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันก็ 50 ปีแล้ว โดยที่ขายก๋วยเตี๋ยวครั้งแรกนั้นเริ่มต้นในราคาชามละ 5-7-10-15 และปัจจุบันขายในราคา 20 บาทโดยมีก๋วยเตี๋ยวหมู ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ และเย็นตาโฟ โดยใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิงในการต้มน้ำก๋วยเตี๋ยว และได้ย้ายร้านค
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในโลกสังคมโซเซียลออนไลน์แชร์เรื่องราวของ ร้านก๋วยเตี๋ยว 3 บาทของคุณยายคำปัน เป็นที่โด่งดังและคนเข้ามาคอมเม้นในแต่ละเว็บไซต์ที่นำเสนอจำนวนมาก เนื่องจากขายในราคาชามละ 3 บาท มานานกว่า 30 ปี ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังจุดที่ตั้งก๋วยเตี๋ยว 3 บาท ตั้งอยู่ที่ ถ.รัตนโกสินทร์ ซอย 1 ต.วัดเกตุ อ.เมืองเชียงใหม่ ที่ร้านนั้นขึ้นป้ายไว้ที่มุมสูงปากซอยเข้าและร้านก็ระบุชื่อ “ก๋วยเตี๋ยว 3 บาท ยินดีต้อนรับ” โดยมีทั้งนักเรียน นักศึกษา วัยรุ่น คนทำงาน ประชาชนทั่วไปมานั่งกิน โดยหากเป็นนักเรียน นักศึกษา ก็จะเอาชาม 3 บาท จำนวนมาก หากคนที่ต้องการรีบเร่งก็จะสั่งชามใหญ่ทีเดียวเลย มีให้เลือก โดยมีคุณยายคำปัน จะอยู่ที่เคาน์เตอร์คอยรับออร์เดอร์จากลูกค้าและเก็บเงิน โดยจะให้ความไว้วางใจลูกค้ามาบอกจำนวนชามที่กินเลย คุณยายก็จะคิดราคาตามจำนวนที่ลูกค้าบอก คุณยายคำปัน แสงสุวรรณ อายุ 75 ปี เจ้าของร้านผู้ก่อตั้งร้านก๋วยเตี๋ยว 3 บาท เปิดเผยกับผู้สื่อข่าว พร้อมกับทำก๋วยเตี๋ยวโชว์ให้กับผู้สื่อข่าวดู ว่า ตอนแรกก็เปิดร้านแห่งนี้ โดยราคาเริ่มแรกก็ 3 บาทในยุคเมื่อ 30 ปีก่อน เมื่อก่อนก็มีร้านคู่แ
นอกจากปลาช่อน ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปจากปลาช่อนสารพัด และบรรดาขนมเปี๊ยะที่เป็นของขึ้นชื่อจังหวัด “สิงห์บุรี” ยังมีหมูทุบ ไก่ทุบ เนื้อวัวทุบ ล่าสุดเนื้อจระเข้ทุบ และเนื้อจระเข้ผัดปรุงรส ของร้าน “วัชรินทร์” ได้รับคัดสรรเป็นสินค้าโอท็อป 5 ดาว มีโอกาสไปวางขายในสนามบินดอนเมือง แถมส่งขายต่างชาติ ถูกปากคนจีนเป็นอย่างมาก สร้างรายได้เดือนละล้านบาทเลยทีเดียว ต่อยอดจากหมูทุบ บุกตลาดจีนโดยเฉพาะ วัชรินทร์ เรืองฤทธิ์กุล หรือ ปุ้ย ทายาทรุ่นที่ 2 ของกิจการหมูทุบ เล่าว่า เดิมที่บ้านทำหมูทุบ ไก่ทุบ เนื้อวัวทุบ ขายมานานกว่า 30 ปี กระทั่งปี 2548 ได้เข้ามาช่วยกิจการทางบ้าน เลยพยายามอัพเกรดสินค้า ปรับภาพลักษณ์จากของฝากประจำจังหวัด กลายเป็นสินค้าพรีเมี่ยม สามารถเข้าไปวางขายบนห้างสรรพสินค้าหรู และสนามบิน นอกจากนั้นยังคิดเมนูเพิ่ม“เนื้อจระเข้ทุบ” นับเป็นเจ้าแรกในเมืองไทย ขายดีแทบผลิตไม่ทัน คุณปุ้ย เพิ่มเติมว่า เดิมทีสินค้าของที่บ้านจะวางขายตามตลาดของฝากมาโดยตลอด ระยะหลังมานี้สินค้าถูกลอกเลียนแบบ ส่งผลยอดขายตกลงเกินครึ่ง เลยเปลี่ยนแผนธุรกิจจากที่เคยเจาะกลุ่มลูกค้าตลาดล่าง – กลาง หันมาจับกลุ่มลูกค้าระดับบน เน
ต้นกล้วยเป็นสัญลักษณ์ของพืชในเขตร้อนที่ผูกพันกับวิถีชีวิตชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นต้นไม้ที่ใช้ได้สารพัดประโยชน์ ในครัวอาเซียนเราใช้ใบกล้วยมาทำเป็นกระทงเป็นภาชนะใส่อาหาร หรือแค่ปูใบกล้วยใบแล้ววางอาหารบนนั้นนั่งล้อมวงใช้มือเปิบไม่ต้องล้างถ้วยชามให้เสียเวลา ประเทศในอาเซียนทุกประเทศรู้จักใช้ใบตองมาห่อใส่อาหารแล้วนำไปทำให้สุก ไม่ว่าจะเป็นของคาวหรือของหวาน อาหารที่ฉันจะเล่าในตอนนี้ก็ใช้ใบตองมาห่อ มีชื่อว่า “เปเปส อิกัน” (Pepes Ikan) หมายถึง งบปลา นั่นเอง แต่เป็นงบปลาของชาวซุนดาที่อยู่บนเกาะชวาตะวันตก และเกาะบาหลีของประเทศอินโดนีเซีย ที่จริงแล้วสามารถใช้เนื้อสัตว์อย่างอื่นแต่ในเมื่ออยู่บนเกาะมีปลามากมายอยู่แล้ว งบปลาจึงนิยมกินกันมากกว่าอย่างอื่น ปลาที่ใช้ก็เป็นปลาทะเลที่หาได้ง่าย เช่น ปลาอินทรี ปลานวลจันทร์ทะเล และปลาทู เครื่องแกงประกอบไปด้วย พริก หอม กระเทียม ขิง ข่า ขมิ้น ตะไคร้ มะเขือเทศ ตำรับซุนดานั้นต้องใส่แคนเดิ้ลนัทด้วยซึ่งเป็นเมล็ดของพืชที่จะใส่ในเครื่องแกงให้ความข้น เพื่อความสะดวกเราสามารถใช้เมล็ดมะม่วงหิมพานต์แทนได้ โขลกแล้วก็ปรุงรสให้เรียบร้อยด้วยน้ำตาลโตนด เกลือ น้ำมะขามหรือ
