หลักสูตรเรียนฟรี
นม เป็นอีกหนึ่งเครื่องดื่มที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งภายในน้ำนมประกอบไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ เช่น วิตามินต่างๆ ที่ร่างกายต้องการและสามารถช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายได้ นอกจากนี้ นมยังมีประโยชน์ช่วยในการสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุมากขึ้น การดื่มนมก็จะช่วยให้ลดเรื่องของการเกิดกระดูกพรุนได้ จึงทำให้ปัจจุบันมีผู้คนไม่น้อยที่ใส่ใจในสุขภาพหันมาดื่มน้ำกันมากขึ้น จึงทำให้เวลานี้มีผลิตภัณฑ์จากนมที่ออกแบบมาหลากหลายมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับช่วงวัยและอายุของผู้บริโภค ได้มีผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับช่วงวัยมากขึ้นตามไปด้วย นมนอกจากจะให้ประโยชน์ต่อผู้บริโภคแล้ว นมยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมอีกด้วย เหมือนเช่น คุณอำนวย สีหะ อยู่บ้านเลขที่ 152 หมู่ที่ 7 ตำบลวังน้ำเย็น อำเภอวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว ที่ประกอบอาชีพเลี้ยงโคนมมาหลายสิบปี จนทำให้อาชีพเลี้ยงโคนมเป็นงานสร้างรายได้ให้กับเขาได้เป็นอย่างดีทีเดียว คุณอำนวย สีหะ และภรรยา เปลี่ยนจากทำไร่ มาเลี้ยงโคนม คุณอำนวย เล่าให้ฟังว่า ภูมิลำเนาบ้านเกิดเดิมอยู่ที่จังหวัดเลย ต่อมาได
สองสามีภรรยาใช้เวลาว่างจากร้านขายของชำใช้ที่รกว่างริมทางรถไฟปลูกพืชผักสวนครัวหลากหลายชนิด กะเพรา โหระพา ดูแลรักษาง่ายรายได้ดี เก็บขายได้เงินเข้าครอบครัวเดือนละหลักหลายหมื่นบาท ผู้สื่อข่าวทราบว่า มีสองสามีภรรยาคู่หนึ่งขยันทำมาหากินทำมาหากินมีรายได้จากการปลูกพืชผักสวนครัว โดยปลูกพืชริมทางรถไฟในอ.เมือง จ.พิษณุโลก จึงเดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยพบกับ นายสังเวียน กลั่นแก้ว อายุ 58 ปี สามี และนางวนิดา พิพัฒน์ผล ภรรยา อยู่บ้านเลขที่ 293/2 ถ.มาลาเบี่ยง ถนนเลียบทางรถไฟ อ.เมือง จ.พิษณุโลก ปกติอาชีพหลักเปิดร้านขายของชำ ชื่อ ร้านกอไผ่ ปากซอยถนนศรีสุริโยทัย นอกจากนั้น ได้ทำเกษตรปลูกพืชผักสวนครัวเป็นอาชีพเสริม จากการขอใช้ที่ดินข้างทางรถไฟ ตรงข้ามร้านความกว้างประมาณ 15 เมตร ความยาวประมาณ 200 เมตร ตรงข้ามร้านค้าของตนเอง ปรับพื้นที่จากรกร้างปกคุลมด้วยวัชพืช เป็นพื้นที่ปลูกพืชทำรายได้หลากหลายชนิดมาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว โดยมีกะเพรา และ โหระพา เป็นพืชหลัก ที่สร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัวเป็นอย่างน้อย เดือนละ 10,000-30,000 บาท นายสังเวียน เปิดเผยว่า ตนและภรรยาเปิดร้านขายของชำ และพักอาศัยอยู่ริมถนนมาลาเบี่
ขนมไทย ถือเป็นเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมประจำชาติไทยอย่างหนึ่งที่รู้จักกันดี เพราะเป็นการบ่งบอกถึงความละเอียดอ่อนประณีตในทุกกระบวนการทำ ปัจจุบัน ขนมไทยหลายชนิดมักถูกลืมไปแล้ว ด้วยเหตุผลหลายประการ ทั้งการเปลี่ยนแปลงยุคสมัย คนทำรุ่นเก๋าล้มหายตายจากไป หรือเป็นเพราะความยุ่งยากซับซ้อนในกระบวนการทำ จึงถูกปฏิเสธจากคนรุ่นใหม่ที่จะสืบสานต่อ ดังนั้น ดูเหมือนว่าจะหาขนมไทย (แท้) รับประทานยากเย็นเหลือเกิน แต่กระนั้นคงไม่หมดหวังเสียทีเดียว เพราะยังคงมีแต่ผู้ประกอบอาชีพทำขนมไทยที่เป็นข้าวต้มมัดรายหนึ่ง เป็นสูตรดั้งเดิม ขายอยู่กลางกรุง ที่ว่าสูตรดั้งเดิมเพราะคนทำเป็นคนร่วมสมัยตั้งแต่สงครามโลก ครั้งที่ 2 แล้วยังสืบทอดมาจากในวังเลยทีเดียว “บ้านขนมไทย คุณยายอัมภา” (THAI DESSERT) เป็นสถานที่ทำขนมไทยนานาชนิดสูตรโบราณ ทั้งข้าวต้มมัด ขนมกล้วย ขนมเทียน ขนมใส่ไส้ ตั้งอยู่ บ้านเลขที่ 13 โชคชัย 4 ซอย 39 ลาดพร้าว กรุงเทพฯ โทรศัพท์ (02) 539-9690/(081) 401-4438 แต่สำหรับที่นี่แล้วขนมที่ทำเป็นหลักและขายดีคือ ข้าวต้มผัด หรือข้าวต้มมัด กับขนมกล้วย ส่วนขนมเทียนและอื่นๆ อาจทำเฉพาะหน้าเทศกาลเท่านั้น คุณยายอัมภา เฉลิมนัย เล่าว
จัดว่ากำลังฮิตในกลุ่มคนเลี้ยงสัตว์สวยงาม สำหรับ “ไก่โปแลนด์” หรือ ไก่หัวจุก เพราะมีขนขึ้นบนหัว มีทั้งขนแบบเรียบและขนกลับ มีหลายสี อาทิ สีขาว สีกระ สีดำ อีกตัวคือ “ไก่ซิลกี้” หรือ ไก่ผ้าไหมจีน ไก่ที่มีขนนุ่มเป็นพิเศษ ดุจราวเส้นไหม มีสีสวยงามและมีหลากหลายสีสัน ซึ่งไก่ทั้ง 2 สายพันธุ์นี้มีต้นกำเนิดมาจากทวีปยุโรป และสหรัฐอเมริกา คุณศักดา บรรพจุลจินดา หรือคุณนิ้ง อายุ 48 ปี อดีตผู้ช่วยผู้จัดการส่งเสริมการตลาด ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ ที่ผันตัวเข้าสู่ธุรกิจสัตว์เลี้ยงสวยงามมานาน 10 กว่าปี ปัจจุบันเป็นเจ้าของฟาร์ม Doxxa House ตั้งอยู่ใน อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี สถานที่แห่งนี้เป็นฟาร์มเลี้ยงไก่ซิลค์กี้ และไก่โปแลนด์ คุณนิ๊ง เล่าว่า ในอดีตเคยทำงานประจำ ตำแหน่งสุดท้าย คือ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมการตลาดห้างสรรพสินค้า เดอะมอลล์ หน้าที่การงานดี มั่นคง แต่ทว่ารายได้ไม่ขยับ หนที่สุดตัดสินใจลาออก เบื้องต้นทำฟาร์มเพาะพันธุ์สุนัขพันธุ์ชิวาวา รายได้ดี แต่ขณะเดียวกันตลาดก็แข่งขันสูง เลยหันมาเลี้ยงไก่สวยงาม นั่นคือ ไก่โปแลนด์ และไก่ซิลกี้ “ผมเริ่มเลี้ยงไก่ 2 สายพันธุ์นี้ เมื่อปี 57 โดยสั่งลูกไก่มาจากจังห
แม้ตัวเลขอายุจะล่วงเลยวัยเกษียรมาหลายปี แต่ทว่าความคิดกลับเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ใส่ไอเดียลงในผลิตภัณฑ์จักสานที่หลายคนมองว่า “เชย” ให้กลายเป็นสินค้า “น่าใช้” โดนใจไปจนถึงวัยรุ่น และชาวต่างชาติ ทุกวันนี้ แบรนด์ “ชวาวาด” ไม่เคยขาดช่วงการผลิต ด้วยเพราะออเดอร์สั่งซื้อเข้ามาไม่ขาดช่วงนั่นเอง ชวาวาด เป็นชื่อแบรนด์ที่ฟังทันสมัย แต่ทว่าที่มานั้นจากชื่อประธานกลุ่มวัย 69 ปี คุณวาด ยาเย็น หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ ป้าวาด บวกรวมกับวัสดุนำมาใช้ผลิต ได้แก่ ผักตบชวา ชื่อนี้จึงกลายเป็นแบรนด์ที่ฟังแล้วเข้าหู ดูเข้าตา รวมกลุ่มภูมิปัญญา สืบคุณค่าสินค้าไทย คุณวาดเล่าให้ฟังว่า งานจักสานคือภูมิปัญญาของคนรุ่นก่อนเก่าสืบทอดกันมา และตนก็เป็นผู้หนึ่งยึดสร้างอาชีพ แต่ทว่าในสมัยก่อนวัสดุนำมาใช้จะเป็นไม้ไผ่เพราะหาได้ง่าย อีกทั้งกับผักตบชวายังไม่มีใครคิดนำมาผลิต กระทั่งต่อมาในปี 2522 ผักตบชวาเริ่มได้รับความสนใจนำมาผลิตเป็นเครื่องจักรสานสารพัดชนิด แต่ทว่าในยุคนั้นเป็นการผลิตแบบต่างคนต่างทำ ในปี 2526 คุณวาด หญิงผู้สืบสานงานหัตถกรรมเกิดความคิดกับการจัดตั้งกลุ่ม โดยรวบรวมผู้มีทักษะในหมู่บ้านเข้ามาร่วมสืบสานภูมิปัญญา โดยมีผู้ส
“ชวลิต ยิ้มประเสริฐ” หรือเชฟเคน เอ็กเซคคูทีฟ ซู เชฟ ยูนิลีเวอร์ ฟู้ด โซลูชั่นส์ ประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร และผู้ที่อยู่เบื้องหลังคอยคิดสูตรเมนูอาหารอร่อยๆ ให้กับทางผลิตภัณฑ์ของยูนิลีเวอร์ วันนี้เชฟเคน มีคำแนะนำผู้ที่ต้องการเปิดร้านข้าวแกง หรือ อาหารตามสั่ง สำหรับมือใหม่ พร้อมเผย 5 เมนูร้านข้าวแกงต้องมี ทำดีๆ โกอินเตอร์ได้แน่ๆ สำหรับผู้ที่คิดจะเริ่มต้นเปิดร้านข้าวแกง กูรูด้านอาหาร แนะนำ 5 กลยุทธ์ นั่นคือ เจ้าของร้านที่ดี ควรมีทักษะด้านการทำอาหาร ไม่ควรพึ่งแม่ครัว / พ่อครัวเพียงอย่างเดียว วัตถุดิบ อุปกรณ์ ต้องพร้อม อาทิ โต๊ะ เก้าอี้ ต้องสะอาด ควรจะพร้อมใช้งาน เงินทุน ยกตัวอย่าง ร้านข้าวแกงขนาดเล็ก เงินทุนเริ่มต้น 3,000 บาท สามารถทำอาหารได้ 5 – 6 เมนู/วัน อาทิ ต้มจืดผักกาดขาวหมูสับก้อนเล็ก ผัดผักคะน้าหมู ผัดแตงกวาใส่ไข่ แกงเขียวหวานไก่ เป็นต้น สถานที่ที่ดีควรตั้งอยู่ในบริเวณผู้คนพลุกพล่าน สามารถสัญจรผ่านไปมา ได้สะดวก คุณภาพและความอร่อยของอาหาร ก็เป็นหัวใจสำคัญที่ขาดไม่ได้ “ปัจจัยแห่งความสำเร็จเจ้าของร้านอาหาร คือ ความพร้อมทางด้านเงินทุน เป้าหมาย และทักษะความชำนาญ” เชฟเคน เผยต
ปัจจุบันหลายประเทศได้นำ “มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ( SPS)” มาใช้เป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกสินค้าเกษตรไทยไปจำหน่ายในตลาดโลก ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้สนับสนุนและขับเคลื่อน “ยุทธศาสตร์ความปลอดภัยทางอาหาร” (Food Safety) มาใช้อย่างต่อเนื่อง โดยส่งเสริมให้เกษตรกรพัฒนาแหล่งผลิตพืชผักและผลไม้เข้าสู่มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีหรือจีเอพี (GAP) โดยมีการตรวจสอบและรับรองแปลูกพืชตามมาตรฐาน GAP ทั่วประเทศอย่างกว้างขวาง “ลุงปลึ้ม จันทุง” เกษตรกรเจ้าของสวนผลไม้ในพื้นที่ตำบลเกาะเต่า อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง ประสบความสำเร็จในการพัฒนาสวนผลไม้เข้าสู่ระบบมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีหรือจีเอพี (GAP) จนได้รับรางวัล เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาการใช้วิชาการเกษตรดีที่เหมาะสม ประจำปี 2558 ลุงปลื้ม จันทุง เริ่มทำสวนบนเนื้อที่ 14 ไร่มาตั้งแต่ปี 2520 โดยแรกเริ่มปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทอง แต่พอทุเรียนจะให้ผลผลิตก็ประสบปัญหาโรครากเน่า-โคนเน่า ทำให้ต้นทุเรียนตายเกือบทั้งสวน เหลือเพียง 3 ต้น จึงเปลี่ยนมาปลูกมังคุดแทน จำนวน 265 ต้น ลองกอง 120 ต้น แ
ชลธิชา ศรีอุบล : เรื่อง / เทคโนโลยีชาวบ้าน นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี วิจัยปัญหาพิเศษการยืดอายุของมะนาวและกล้วยน้ำว้า วิจัยผลของสารเคลือบอัลจิเนตและอุณหภูมิการเก็บรักษาต่อคุณภาพทางกายภาพและเคมีของมะนาวผู้ ดร.อินทิรา ลิจันทร์พร เล่าว่า การยืดอายุของผลไม้ทำได้โดยการควบคุมกระบวนการเปลี่ยนแปลงผลผลิตที่นำไปสู่ความเสื่อมสลาย โดยการควบคุมอัตราการหายใจของผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยวให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด สามารถทำให้ยืดอายุได้นาน ด้วยการจัดการปัจจัยภายนอกให้เหมาะสม การยืดอายุผลไม้สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การเก็บรักษาในห้องเย็น การเก็บรักษาโดยการควบคุมสภาพของบรรยากาศและการใช้สารเคลือบผิว โดยเฉพาะการใช้สารเคลือบผิวอัลจิเนตหรืออัลจินซึ่งเป็นสารที่สกัดได้จากสาหร่ายทะเลสีน้ำตาล ไม่เป็นอันตรายและใช้ในผลิตภัณฑ์อาหารหลายชนิด เช่น น้ำสลัด เบียร์ เคลือบผิวเนื้อปลา แช่แข็งเจ้าของผลงานการวิจัยผลของสารเคลือบอัลจิเนตและอุณหภูมิการเก็บรักษาต่อคุณภาพทางกายภาพและเคมีของมะนาว โดยนายเกรียงไกร ดาวแสงเพชร และนางสาววนิด
ทันทีที่ นายทรวง ซึ่งจ่าย ชาวจีนที่มาตั้งรกรากอยู่ที่อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ เปลี่ยนจากอาชีพปลูกผักแล้วหันมาเลี้ยงไก่ขาย กระทั่งนำมาสู่การต่อยอดย่างไก่ขายเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว ขณะที่อำเภอวิเชียรบุรีในช่วงนั้นยังไม่มีผู้ใดย่างไก่เป็นอาชีพ จึงนับได้ว่า นายทรวง เป็นบุคคลแรกในอำเภอวิเชียรบุรีที่ริเริ่มการย่างไก่ขายเป็นอาชีพ นายทรวง เริ่มจากการหาบไก่ย่างขายตามป้ายรถประจำทางอยู่นาน 2 ปี กระทั่งพัฒนาเป็นร้านขายไก่บริเวณหน้าบ้าน แล้วตั้งชื่อร้านว่า “ไก่ย่างตาแป๊ะ” อย่างเป็นทางการเมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 2505 โดยครั้งแรกขายเป็นไก่ย่างน้ำปลา ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นการย่างไก่ที่ใช้สมุนไพรในเวลาต่อมา นายทรวง ซึ่งจ่าย เจ้าของร้านไก่ย่างตาแป๊ะ จวบจนปัจจุบัน ร้านไก่ย่างตาแป๊ะ มีอายุยาวนานเป็นเวลากว่า 50 ปี สร้างชื่อเสียงเป็นที่รู้จักแพร่หลาย มีลูกค้าอุดหนุนเนืองแน่นไม่ขาดสาย จนต้องเปิดสาขา 2 ในละแวกใกล้เคียงเพื่อขายแบบคู่ขนาน หากย้อนกลับไปถึงจุดเปลี่ยนที่ทำให้ไก่ย่างตาแป๊ะได้รับความสนใจ ได้เกิดขึ้นภายหลังจากผู้ชำนาญการชิมอาหารอย่าง แม่ช้อยนางรำ เข้ามารับประทานไก่ย่าง เมื่อปี 2525 จนติดใจ
ได้รับฉายาจากลูกค้าทั่วสารทิศที่แวะเวียนมาอุดหนุนว่าเป็น “ร้านข้าวแกงที่เล็กที่สุดในโลก” เพราะขนาดพื้นที่ร้านเล็กเพียง 1 ตารางเมตรเท่านั้น ซึ่งเจ้าของร้านข้าวแกงสุดจิ๋วนี้ คือ ป้าอี๊ด หรือคุณประสาร ทรงประดิษฐ์ ผู้หญิงอัธยาศัยดีวัย 60 ปี ป้าอี๊ด เผยกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ว่า หลังจบป.4 ก็เดินทางเข้ามากรุงเทพฯ ช่วยแม่ขายของ หลักๆ ขายอาหาร เช่น ส้มตำขายตั้งแต่ครกละ 2 บาท ลูกชิ้นปิ้ง หมูปิ้งไม้ละ 50 สตางค์ เข็นรถขายมาตลอดย่านสุขุมวิท และเพลินจิตซอย 5 กระทั่งแม่อายุ 80ปี เลิกขายเพราะรู้สึกว่าแก่มากแล้ว เดินทางกลับบ้านที่อำเภอกบินทร์บุรีจังหวัดปราจีนบุรี หลังจากที่แม่กลับบ้านที่ต่างจังหวัด แต่ป้าอี๊ดเลือกที่จะไม่กลับด้วย เธอยังคงประกอบอาชีพค้าขาย คราวนี้หันมาขายข้าวราดแกงโดยปักหลักอยู่ที่ย่านประตูน้ำมายาวนาน 40 ปี “ดิฉันพอมีฝีมือทำกับข้าว เลยเลือกที่จะขายข้าวราดแกง โดยยังคงเข็นรถขาย คราวนี้เลือกมาขายที่ประตูน้ำ เพราะรู้สึกว่าผู้คนพลุกพล่าน มีตลาดขายส่งเสื้อผ้า ซึ่งแต่ละวันจะมีคนเข้ามาย่านนี้ต่อเนื่องตลอดทั้งวัน” เนื่องจากย่านประตูน้ำเป็นพื้นที่ ที่บรรดาร้านค้ามักสลับสับเปลี่ยน โยกย้ายร้านกัน
