How to
ประเด็นที่ถูกพูดถึงกันหนาหูอยู่ในขณะนี้หนีไม่พ้นเรื่อง “ราคาอาหาร ข้าวของ เครื่องใช้ เเละบริการ” ต่างพาเหรดกันขึ้นราคา แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่ขึ้นก็คือ “เงินเดือน” เจ้าของร้าน “นก ข้าวมันไก่ เคาะโต๊ะ” คุณชุตินิษฐ์ ชิตเจริญ หรือคุณนก เจ้าของร้านวัย 34 ปี แม่ค้าขายข้าวกล่อง ข้าวมันไก่ ที่ยืนยันว่า ยังไม่ปรับราคาขึ้นเเน่นอน ทั้งนี้เพื่อช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้น้อยให้ได้รับประทานอาหารคุณภาพดี รสชาติอร่อย โดยยังจำหน่าย ข้าวกล่อง ข้าวมันไก่ ราคาเดียว คือ 10 บาท ขายข้าวมันไก่10 บาท 10 ปี ราคาไม่เคยเปลี่ยน ก่อนจะมาทำข้าวมันไก่ขาย คุณนก เคยเป็นพนักงานออฟฟิศคนหนึ่ง ทำงานประจำ มีเงินเดือนใช้ มีบัตรเครดิตใช้เหมือนสาวออฟฟิศทั่วๆ ไป เป็นสาวออฟฟิศอยู่เกือบ 4 ปีได้ ก่อนจะตัดสินใจลาออกมาค้าขาย ด้วยเหตุผลที่ว่า ทำงานไปเงินก็ไม่พอใช้ ทั้งยังติดหนี้บัตรเครดิตอีก จึงต้องหันกลับมาคิดใหม่ แต่ก่อนที่จะเกิดจุดเปลี่ยนและตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาเป็นแม่ค้านั้น เธอบอกว่า แต่เดิมที่บ้านขายข้าวมันไก่มาก่อน เป็นสูตรของคุณพ่อ ขายอยู่ที่ท่าน้ำนนท์ก็ได้คลุกคลีกับบรรยากาศการค้าขายมาตั้งแต่ยั
คุณสุพรชัย จันธนะตระกูล บ้านเลขที่ 156 หมู่ที่ 7 ตำบลแพงพวย อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เกษตรกรผู้เลี้ยงหมู เล่าว่า ตนเกิดมาในครอบครัวที่ทำกิจการฟาร์มหมูมาตั้งแต่สมัยรุ่นพ่อ รุ่นแม่แล้ว โตขึ้นรู้เรื่องก็ต้องช่วยพ่อแม่เลี้ยงหมู ดังนั้น หากจะให้ไปทำอาชีพอื่นคงไม่ทำ เลี้ยงหมูมา 50 ปี ถึงแม้ว่าการเลี้ยงหมูจะมีรายได้ที่ไม่แน่นอน หากมีกำไรก็ได้มาก หากขาดทุนก็ขาดทุนมากเช่นกัน เป็นเรื่องธรรมดา อาชีพเลี้ยงหมูเป็นอาชีพที่มีต้นทุนสูง ใช้ระยะเวลาเลี้ยงนาน ราคาไม่แน่นอน ต้องคนที่เลี้ยงมานานถึงจะอยู่ได้ อย่างปีนี้ราคาแย่ผู้เลี้ยงต้องมีประสบการณ์ อาศัยประสบการณ์ที่มีมาแก้ไขปัญหาเพื่อให้อยู่รอด คุณสุพรชัย นอกจากเลี้ยงหมูแล้ว ยังมีสวนมะพร้าวน้ำหอมอีกสิบกว่าไร่ เป็นการหารายได้เสริม หากหมูราคาตก ก็ลดจำนวนการเลี้ยงหมูลง หรือหยุดเลี้ยงไปสักพัก มาหารายได้จากการทำสวนแทน แต่หากจะให้เลิกอาชีพเลี้ยงหมูเลิกไม่ได้เพราะเป็นอาชีพที่รัก มีกินมีใช้ได้เพราะหมู และอีกอย่างที่เขาชอบเลี้ยงหมูเพราะไม่เหนื่อยมาก ไม่ต้องไปทำงานตากแดด ตากลม ถึงเวลาให้อาหาร ทำความสะอาดโรงเรือน แค่นี้ คุณสุพรชัย จันธนะตระกูล เลี้ยงหมูไม่ยา
ไก่ชนหรือไก่พื้นเมือง เป็นสัตว์ที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน จะเห็นได้จากวรรณกรรมหรือเรื่องราวทางประวัติศาสต์ ซึ่งผู้คนในสังคมไทยสมัยนั้น ก็จะมีการเลี้ยงไก่ชนหรือการละเล่นที่มีไก่ชนเข้ามาเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิต จนทำให้ไก่ชนยังอยู่คู่สังคมไทยมาจนถึงปัจจุบัน การเลี้ยงขึ้นอยู่กับผู้เลี้ยงว่าต้องการเลี้ยงไปในทิศทางไหน เช่น ไว้บริโภคภายในครัวเรือน หรือเป็นไก่สวยงามใช้สำหรับชนแข่งขันเป็นเกมกีฬา จึงทำให้ไก่ชนเป็นสัตว์ปีกที่ทำรายได้ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงได้ไม่น้อย นอกจากจะเป็นมีรายได้แล้วยังสร้างความสุขกับสิ่งที่ทำอีกด้วย คุณพลภัทร โรจนวีรเดช อยู่บ้านเลขที่ 58/2 หมู่ที่ 6 ตำบลวังน้ำเขียว อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เกษตรกรวัย 18 ปี เป็นผู้ที่ชื่นชอบและสนใจการเลี้ยงไก่ชนมาตั้งแต่เด็ก เพราะได้เติบโตและพบเห็นการเลี้ยงไก่ชนจากญาติ จึงทำให้เขารู้สึกรักและหลงใหลจนคิดที่จะเลี้ยงอย่างจริงจังในยามว่างจากการเรียน จนสามารถทำเป็นเงินเก็บหลักหมื่นบาทต่อปีให้กับเขาได้เป็นอย่างดี คุณพลภัทร โรจนวีรเดช สนใจเลี้ยงไก่ชน ตั้งแต่อายุ 15 ปี คุณพลภัทร หนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง นิสิตสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษ
กลายเป็นแลนด์มาร์คใหม่แห่งการท่องเที่ยวในอำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม สำหรับตลาดน้ำทุ่งบัวแดง ตลาดน้ำสุดชิคใกล้ชิดธรรมชาติที่เหล่าบรรดานักท่องเที่ยวต้องมาเช็คอิน เพราะ ณ เวลานี้ ไม่ต้องไปไกลถึงจังหวัดอุบลราชธานีก็มีดอกบัวสวยๆ ท่ามกลางบรรยากาศดีๆ มีร้านค้าขายของกิน ของฝาก เครื่องดื่มอร่อยๆ ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 44 ไร่ เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนสิงหาคม รอให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมเยียน คุณธานินทร์ เทพสุรินทร์ เจ้าของตลาดน้ำทุ่งบัวแดง ณ บางเลน เท้าความว่า ในอดีตพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นบ่อเลี้ยงปลา มีปลานิล ปลาจีน รวมแล้วประมาณ 30 ตัน แต่ปัจจุบันถูกเนรมิตให้เป็นทุ่งบัวแดง เพราะต้องการให้อำเภอบางเลน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ใกล้กรุงเทพฯ นักท่องเที่ยวสามารถมาได้ทุกวัน โดยไม่ต้องไปไกลถึงทุ่งบัวแดงจังหวัดอุบลราชธานี เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อเดือนสิงหาคม 60 ที่ผ่านมา คุณธานินทร์ เดิมเป็นมัคคุเทศก์ เขา บอกว่า ไม่ถนัดเลี้ยงปลา ประกอบกับมีความฝันอยากทำตลาดน้ำที่ไม่เหมือนกับที่ไหน เลยเปลี่ยนจากบ่อปลาเนื้อที่ 44 ไร่ แบ่งเป็นโซนต่างๆ อาทิ ร้านค้าขายของกิน ของฝาก เครื่องดื่ม และ 24 ไร่ เป็นส
ที่จ.นครราชสีมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณคลองน้ำสาธารณะ ตำบลกระชอน อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา พบนางชอุ่ม เลิศนา อายุ 60 ปี ชาวบ้าน บ้านดงน้อย หมู่ที่ 2 ตำบลกระชอน อำเภอพิมาย กำลังนำเรือท้องแบนลงเก็บดอกบัวหลวง เพื่อคัดเอาเฉพาะเกสร ไปจำหน่ายสร้างรายได้เสริม นางชอุ่ม กล่าวว่า ตนเองและเพื่อนบ้านได้ใช้เวลาว่าง ชักชวนกันออกมาเก็บดอกบัวหลวง เพื่อแกะเอาเกสรไปขาย ในราคากิโลกรัมละ 300 บาท สำหรับการเก็บดอกบัวหลวง ตนเองจะเก็บลงในตะกร้าใบใหญ่หรือถุงกระสอบจนเต็ม เมื่อนำขึ้นมาจะแกะเอาเพียงเกสร โดยเกสรของดอกบัวหลวงที่ได้ทั้งหมด ต้องนำมาผ่านการตากแดดให้แห้งสนิท 1-2 แดด เป็นอันใช้ได้ ทุกวันนี้มีพ่อค้ามารับซื้อแบบไม่อั้น เนื่องจากเกสรบัวหลวง นิยมนำไปปรุงเป็นยาหอม ยาชูกำลัง มีสรรพคุณหลายอย่าง นอกจากนี้ยังนิยมนำไปทำชา ว่ากันว่ารสชาติดี มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ โดยในแต่ละวันสามารถแกะเกสรดอกบัวขายได้วันละ 600 บาท ทำให้ ในแต่ละเดือนมีรายได้จากการนำเกสรดอกบัวส่งขาย เดือนละ 15,000-18,000 บาท นับว่าเป็นรายได้ที่สามารถสร้างอาชีพให้กับตนเองและครอบครัวได้เป็นอย่างดี อีกทั้ง ยังมีลูกค้าสั่งจอง เกสรดอกบัว ล่วงห
วุ้นกาดต้นพยอม จ.เชียงใหม่ ขายดีวันละ 5,000 ถ้วย มีลูกค้าต่อคิวรอซื้อยาวเป็นกิโลฯ เจ้าของร้าน คือ คุณนิภา สังข์ยัง หรือ ป้าวุ้น หญิงวัยเกษียณ ที่ยึดอาชีพขายวุ้นมายาวนาน 30 ปี คุณนิภา สังข์ยัง หรือ ป้าวุ้น เล่าว่า ยึดอาชีพค้าขายมาตั้งแต่ปี 2530 โดยมีสามี “นายวีรเดช” เป็นผู้ช่วย ครั้งแรกเปิดขายที่หน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ไม่นานนักย้ายมาขายในตลาดนัด อำเภอสารภี กระทั่งปัจจุบันขายหน้า 7-11 ที่กาดต้นพยอม ราคาขาย เริ่มแรกถ้วยละ 50 สตางค์ ขยับมาเป็นถ้วยละ 1 บาท เพิ่มเป็น 1.25 บาท ปัจจุบันราคาขายอยู่ที่ 1.50 บาท หรือ 7 ถ้วย 10 บาท วุ้นร้านนี้ มีให้เลือก 23 รสชาติ เป็นสูตรที่ป้าวุ้นคิดเอง แบ่งเป็นหน้ากะทิ 10 รส ได้แก่ โอวัลติน, สังขยา, กาแฟ, ใบเตย ฯลฯ และรสชาติที่ไม่มีกะทิ เช่น น้ำเขียว น้ำแดง น้ำส้ม ส่วนแบบที่มีเนื้อ เช่น เฉาก๋วย กีวี ลิ้นจี่ สับปะรด แมงลัก ลูกเกด เป็นต้น ทุกรสชาติเจ้าของร้าน กล่าวว่า ทำออกมาใกล้เคียงกัน ลูกค้าส่วนใหญ่ชอบเกือบทุกรส และเป็นรสที่ทำขายมาตั้งแต่เริ่มต้น เกือบทุกรส บางวันเปลี่ยนภาชนะทำใส่ในเปลือกไข่ แทนใส่ถ้วย เด็กชื่นชอบ เอกลักษณ์วุ้นร้านป้านิภา จะเป็นถ้วยเล็กๆ
นับเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวที่เปิดให้บริการมายาวนานเกือบ 50 ปี มีชื่อเสียงโด่งดังมากเรื่องลูกชิ้นปลาสำหรับร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลานายเงี๊ยบ ว่ากันว่าคนที่ชอบทานลูกชิ้นปลามักจะรู้จักกันดี มีเพียง 2 สาขา คือ สาขาบางขุนนนท์ และ สาขาพุทธมณฑลสาย 4 เส้นทางเศรษฐีออนไลน์พาไปทำความรู้จัก คุณสมชาติ สาลีพัฒนา หรือ “นายเงี๊ยบ” เจ้าของร้าน นายเงี๊ยบ เล่าว่า มีพี่น้องทั้งหมด 7 คน ตนเป็นลูกชายคนโต เป็นคนจีนแต้จิ๋ว ในสมัยเด็กรับหน้าที่ดูแลร้านขายของชำ เป็นกิจการเล็กๆ ของครอบครัว ซึ่งตั้งอยู่ในตลาดเจ้าพ่อเสือ (ใกล้เสาชิงช้า จ.กทม.) ด้วยความที่ชอบรับประทานลูกชิ้นปลามาก เวลาว่างต้องออกไปแสวงหาร้านอร่อย ในละแวกบ้านกินเกือบทุกร้าน กระทั่งวันหนึ่งเจอผู้ใหญ่ใจดีให้สูตรการทำลูกชิ้นปลา จึงนำสูตรที่ได้มาปรับปรุง จนกระทั่งมีรสชาติที่อร่อยถูกปาก ในที่สุดเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา ตั้งชื่อร้านว่า “นายเงี๊ยบ” ตั้งแต่ พ.ศ.2515 ร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลานายเงี๊ยบ สาขาแรกตั้งอยู่ละแวกบางขุนนนท์ เป็นเพียงตึกอาคารพาณิชย์ 1 คูหา จุดเด่น คือ ลูกชิ้นปลาอร่อย ใช้เนื้อปลาแท้ ไม่ผสมแป้ง ทำขายวันต่อวัน ลูกค้าบอกต่อปากต่อปาก กระทั่งผ
ในช่วงเวลาแห่งความเร่งรีบ “ก๋วยเตี๋ยว” ดูเหมือนจะเป็นอาหารประเภทเส้นที่ตอบสนองได้ดีที่สุด และไม่เพียงเท่านั้นยังตอบสนองได้ดีกับทุกเพศ ทุกวัย ทุกระดับอาชีพ เพราะไม่ว่าจะอยู่ตรงจุดไหน เวลาใด คุณสามารถหาก๋วยเตี๋ยวรับประทานได้ไม่ยาก ใช่ว่าก๋วยเตี๋ยวทุกร้าน ทุกแห่งจะประสบความสำเร็จไปทั้งหมด เพราะการก้าวสู่อาชีพทำเส้นให้เป็นเงินในยุคการแข่งขันที่เข้มข้นเช่นนี้แค่ทำอร่อยยังไม่พอ แต่ต้องเพิ่มปัจจัยการแข่งขันทางธุรกิจเสริมเข้าไปอีกไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริการ, ราคา, เทคนิคกลยุทธ์ลดแลกแจกแถม, สถานที่ตั้ง, ความสะดวกในการจอดรถ หรือแม้แต่วัตถุดิบที่นำมาใช้ปรุง ก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยา(เสนา) ของร้านนี้เป็นก๋วยเตี๋ยวเรือหมูที่มีทั้งลูกชิ้น เนื้อสด เนื้อเปื่อย ตับ พร้อมกับเส้นก๋วยเตี๋ยวทุกชนิด (ยกเว้น มาม่า) รวมถึงยังมีแคบหมู กับกากหมูเจียวหอม อร่อย ไว้บริการ อีกทั้งเจ้าของร้านยังเอาใจใส่ดูแลความอร่อยเต็มที่ด้วยการลงทุนทำเครื่องปรุงทุกชนิดด้วยตัวเอง ตำเอง โขลกเอง พร้อมกับนำวัสดุปรุงทุกชนิดที่ได้คุณภาพมาใช้ คุณเก่ง บอกว่า สมัยร้านเดิมเปิดครั้งแรกกำหนดราคาขายเพียงชามละ 10 บาท จนปี 2545 ปรับราคามาขายชามละ 12
อดีตครูสอนหนังสือโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญ (โรงเรียนสำหรับพระและเณร) จากที่ไม่เคยคิดจะทำธุรกิจ แต่ชีวิตผกผันหลังจากที่ได้ไปช่วยพ่อตาสานกระบุง กระจาด ในวันหยุด ได้เห็นของแปลกๆ ใหม่ๆ เกิดไอเดียนำผิวไม้ไผ่มาสานโคมไฟ โชคดีได้ ท่าน ว.วชิรเมธี ศิลปินแห่งชาติ สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ร้านสตาร์บัค ลูกค้ากลุ่มโรงแรม รีสอร์ต มาอุดหนุนซื้อไปใช้ตกแต่งสถานที่ กลายเป็นธุรกิจเล็กๆ แต่รายได้ไม่ธรรมดา เลี้ยงครอบครัวสบายๆ คุณณัฐวุฒิ ธรรมเมืองมูล หรือ คุณหมู ชายหนุ่มวัย 39 ปี เจ้าของโคมไฟหวาย แพมณิชา เท้าความว่า กิจการโคมไฟเป็นธุรกิจของครอบครัวฝ่ายภรรยา โดยพ่อตารับหน้าที่สานกระบุง ตะกร้า ภาชนะทุกชนิดที่สานจากไม้ไผ่ ตั้งอยู่ที่บ้านป่าบงหลวง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ และจากการที่ได้เห็นทุกคนทำงานจักรสานรู้สึกว่าไม่ยาก เกิดความรู้สึกอยากลองทำบ้าง คุณหมู เล่าต่อว่า การที่ได้เห็นพ่อตาและสมาชิกในครอบครัวสานกระบุง ตะกร้า มีรายได้เข้ามาทุกวัน บางวันก็ทำไม่ทันตามความต้องการของลูกค้า เลยเกิดความคิดว่าอยากเข้ามาช่วย “เมื่อ 12 ปีที่แล้ว ผมเห็นสมาชิกในครอบครัวสานกระบุง ตะกร้า ทำขายได้เรื่อยๆ ทำขายแทบไม่ทัน จึง
เป็นเสน่ห์อยู่คู่ชุมชนมายาวนานหลายทศวรรษสำหรับ รถเร่ รถกับข้าว หรือ หลายคนมักเรียกว่า รถพุ่มพวง ที่แต่ละวันจะขนข้าวของสารพัดชนิด อาทิ ผักสด เนื้อสัตว์ อาหารแห้ง ขนมหวาน เครื่องปรุงรส มาบริการลูกค้าถึงที่บ้าน ชนิดว่าได้กับข้าวครบ ไม่ต้องง้อตลาดเลยทีเดียว ลัดเลาะตามไซต์งานก่อสร้าง คัดมาแล้ว เน้นขายความหลากหลาย คุณสังวร โคงอยู่ หรือคุณหนุ่ม พ่อค้ารถกับข้าวย่านบางปะอิน ไปจนถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในวัย 56ปี เล่าว่า ก่อนจะมาประกอบอาชีพอิสระ เคยทำงานเป็นลูกจ้างหลายบริษัท อาทิ ตัวแทนจำหน่ายบุหรี่ ฝ่ายผลิตชิ้นส่วนบรรจุภัณฑ์ประเภทกระป๋อง และรับจ้างส่งของ รายได้ขึ้นลงไม่แน่นอน ประกอบกับพี่ชายภรรยามาแนะนำอาชีพรถเร่ หรือ รถกับข้าว ด้วยความสนใจและมองเห็นโอกาสสร้างรายได้ เลยยุติบทบาท มนุษย์เงินเดือน “พี่ชายของภรรยาทำงานบริษัทก่อสร้าง ฉะนั้นมักจะเห็นรถกับข้าวเข้ามาขายกับข้าวตามไซต์งานทุกวัน ปี 2540 เขาตัดสินใจดาวน์รถมือสองเพื่อมาลงทุนในอาชีพนี้ แต่ละวันซื้อของมาขาย 1 หมื่นบาท ขาย 2 รอบ ช่วงเช้า-ช่วงเย็น รายได้ค่อนข้างดี มีกำไรทุกวัน” เมื่อเห็นต้นแบบจากพี่ชายภรรยา ประกอบกับงานประจำคุณหนุ่มเริ
