How to
ที่จ.นครราชสีมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณคลองน้ำสาธารณะ ตำบลกระชอน อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา พบนางชอุ่ม เลิศนา อายุ 60 ปี ชาวบ้าน บ้านดงน้อย หมู่ที่ 2 ตำบลกระชอน อำเภอพิมาย กำลังนำเรือท้องแบนลงเก็บดอกบัวหลวง เพื่อคัดเอาเฉพาะเกสร ไปจำหน่ายสร้างรายได้เสริม นางชอุ่ม กล่าวว่า ตนเองและเพื่อนบ้านได้ใช้เวลาว่าง ชักชวนกันออกมาเก็บดอกบัวหลวง เพื่อแกะเอาเกสรไปขาย ในราคากิโลกรัมละ 300 บาท สำหรับการเก็บดอกบัวหลวง ตนเองจะเก็บลงในตะกร้าใบใหญ่หรือถุงกระสอบจนเต็ม เมื่อนำขึ้นมาจะแกะเอาเพียงเกสร โดยเกสรของดอกบัวหลวงที่ได้ทั้งหมด ต้องนำมาผ่านการตากแดดให้แห้งสนิท 1-2 แดด เป็นอันใช้ได้ ทุกวันนี้มีพ่อค้ามารับซื้อแบบไม่อั้น เนื่องจากเกสรบัวหลวง นิยมนำไปปรุงเป็นยาหอม ยาชูกำลัง มีสรรพคุณหลายอย่าง นอกจากนี้ยังนิยมนำไปทำชา ว่ากันว่ารสชาติดี มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ โดยในแต่ละวันสามารถแกะเกสรดอกบัวขายได้วันละ 600 บาท ทำให้ ในแต่ละเดือนมีรายได้จากการนำเกสรดอกบัวส่งขาย เดือนละ 15,000-18,000 บาท นับว่าเป็นรายได้ที่สามารถสร้างอาชีพให้กับตนเองและครอบครัวได้เป็นอย่างดี อีกทั้ง ยังมีลูกค้าสั่งจอง เกสรดอกบัว ล่วงห
วุ้นกาดต้นพยอม จ.เชียงใหม่ ขายดีวันละ 5,000 ถ้วย มีลูกค้าต่อคิวรอซื้อยาวเป็นกิโลฯ เจ้าของร้าน คือ คุณนิภา สังข์ยัง หรือ ป้าวุ้น หญิงวัยเกษียณ ที่ยึดอาชีพขายวุ้นมายาวนาน 30 ปี คุณนิภา สังข์ยัง หรือ ป้าวุ้น เล่าว่า ยึดอาชีพค้าขายมาตั้งแต่ปี 2530 โดยมีสามี “นายวีรเดช” เป็นผู้ช่วย ครั้งแรกเปิดขายที่หน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ไม่นานนักย้ายมาขายในตลาดนัด อำเภอสารภี กระทั่งปัจจุบันขายหน้า 7-11 ที่กาดต้นพยอม ราคาขาย เริ่มแรกถ้วยละ 50 สตางค์ ขยับมาเป็นถ้วยละ 1 บาท เพิ่มเป็น 1.25 บาท ปัจจุบันราคาขายอยู่ที่ 1.50 บาท หรือ 7 ถ้วย 10 บาท วุ้นร้านนี้ มีให้เลือก 23 รสชาติ เป็นสูตรที่ป้าวุ้นคิดเอง แบ่งเป็นหน้ากะทิ 10 รส ได้แก่ โอวัลติน, สังขยา, กาแฟ, ใบเตย ฯลฯ และรสชาติที่ไม่มีกะทิ เช่น น้ำเขียว น้ำแดง น้ำส้ม ส่วนแบบที่มีเนื้อ เช่น เฉาก๋วย กีวี ลิ้นจี่ สับปะรด แมงลัก ลูกเกด เป็นต้น ทุกรสชาติเจ้าของร้าน กล่าวว่า ทำออกมาใกล้เคียงกัน ลูกค้าส่วนใหญ่ชอบเกือบทุกรส และเป็นรสที่ทำขายมาตั้งแต่เริ่มต้น เกือบทุกรส บางวันเปลี่ยนภาชนะทำใส่ในเปลือกไข่ แทนใส่ถ้วย เด็กชื่นชอบ เอกลักษณ์วุ้นร้านป้านิภา จะเป็นถ้วยเล็กๆ
นับเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวที่เปิดให้บริการมายาวนานเกือบ 50 ปี มีชื่อเสียงโด่งดังมากเรื่องลูกชิ้นปลาสำหรับร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลานายเงี๊ยบ ว่ากันว่าคนที่ชอบทานลูกชิ้นปลามักจะรู้จักกันดี มีเพียง 2 สาขา คือ สาขาบางขุนนนท์ และ สาขาพุทธมณฑลสาย 4 เส้นทางเศรษฐีออนไลน์พาไปทำความรู้จัก คุณสมชาติ สาลีพัฒนา หรือ “นายเงี๊ยบ” เจ้าของร้าน นายเงี๊ยบ เล่าว่า มีพี่น้องทั้งหมด 7 คน ตนเป็นลูกชายคนโต เป็นคนจีนแต้จิ๋ว ในสมัยเด็กรับหน้าที่ดูแลร้านขายของชำ เป็นกิจการเล็กๆ ของครอบครัว ซึ่งตั้งอยู่ในตลาดเจ้าพ่อเสือ (ใกล้เสาชิงช้า จ.กทม.) ด้วยความที่ชอบรับประทานลูกชิ้นปลามาก เวลาว่างต้องออกไปแสวงหาร้านอร่อย ในละแวกบ้านกินเกือบทุกร้าน กระทั่งวันหนึ่งเจอผู้ใหญ่ใจดีให้สูตรการทำลูกชิ้นปลา จึงนำสูตรที่ได้มาปรับปรุง จนกระทั่งมีรสชาติที่อร่อยถูกปาก ในที่สุดเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา ตั้งชื่อร้านว่า “นายเงี๊ยบ” ตั้งแต่ พ.ศ.2515 ร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลานายเงี๊ยบ สาขาแรกตั้งอยู่ละแวกบางขุนนนท์ เป็นเพียงตึกอาคารพาณิชย์ 1 คูหา จุดเด่น คือ ลูกชิ้นปลาอร่อย ใช้เนื้อปลาแท้ ไม่ผสมแป้ง ทำขายวันต่อวัน ลูกค้าบอกต่อปากต่อปาก กระทั่งผ
ในช่วงเวลาแห่งความเร่งรีบ “ก๋วยเตี๋ยว” ดูเหมือนจะเป็นอาหารประเภทเส้นที่ตอบสนองได้ดีที่สุด และไม่เพียงเท่านั้นยังตอบสนองได้ดีกับทุกเพศ ทุกวัย ทุกระดับอาชีพ เพราะไม่ว่าจะอยู่ตรงจุดไหน เวลาใด คุณสามารถหาก๋วยเตี๋ยวรับประทานได้ไม่ยาก ใช่ว่าก๋วยเตี๋ยวทุกร้าน ทุกแห่งจะประสบความสำเร็จไปทั้งหมด เพราะการก้าวสู่อาชีพทำเส้นให้เป็นเงินในยุคการแข่งขันที่เข้มข้นเช่นนี้แค่ทำอร่อยยังไม่พอ แต่ต้องเพิ่มปัจจัยการแข่งขันทางธุรกิจเสริมเข้าไปอีกไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริการ, ราคา, เทคนิคกลยุทธ์ลดแลกแจกแถม, สถานที่ตั้ง, ความสะดวกในการจอดรถ หรือแม้แต่วัตถุดิบที่นำมาใช้ปรุง ก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยา(เสนา) ของร้านนี้เป็นก๋วยเตี๋ยวเรือหมูที่มีทั้งลูกชิ้น เนื้อสด เนื้อเปื่อย ตับ พร้อมกับเส้นก๋วยเตี๋ยวทุกชนิด (ยกเว้น มาม่า) รวมถึงยังมีแคบหมู กับกากหมูเจียวหอม อร่อย ไว้บริการ อีกทั้งเจ้าของร้านยังเอาใจใส่ดูแลความอร่อยเต็มที่ด้วยการลงทุนทำเครื่องปรุงทุกชนิดด้วยตัวเอง ตำเอง โขลกเอง พร้อมกับนำวัสดุปรุงทุกชนิดที่ได้คุณภาพมาใช้ คุณเก่ง บอกว่า สมัยร้านเดิมเปิดครั้งแรกกำหนดราคาขายเพียงชามละ 10 บาท จนปี 2545 ปรับราคามาขายชามละ 12
อดีตครูสอนหนังสือโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญ (โรงเรียนสำหรับพระและเณร) จากที่ไม่เคยคิดจะทำธุรกิจ แต่ชีวิตผกผันหลังจากที่ได้ไปช่วยพ่อตาสานกระบุง กระจาด ในวันหยุด ได้เห็นของแปลกๆ ใหม่ๆ เกิดไอเดียนำผิวไม้ไผ่มาสานโคมไฟ โชคดีได้ ท่าน ว.วชิรเมธี ศิลปินแห่งชาติ สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ร้านสตาร์บัค ลูกค้ากลุ่มโรงแรม รีสอร์ต มาอุดหนุนซื้อไปใช้ตกแต่งสถานที่ กลายเป็นธุรกิจเล็กๆ แต่รายได้ไม่ธรรมดา เลี้ยงครอบครัวสบายๆ คุณณัฐวุฒิ ธรรมเมืองมูล หรือ คุณหมู ชายหนุ่มวัย 39 ปี เจ้าของโคมไฟหวาย แพมณิชา เท้าความว่า กิจการโคมไฟเป็นธุรกิจของครอบครัวฝ่ายภรรยา โดยพ่อตารับหน้าที่สานกระบุง ตะกร้า ภาชนะทุกชนิดที่สานจากไม้ไผ่ ตั้งอยู่ที่บ้านป่าบงหลวง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ และจากการที่ได้เห็นทุกคนทำงานจักรสานรู้สึกว่าไม่ยาก เกิดความรู้สึกอยากลองทำบ้าง คุณหมู เล่าต่อว่า การที่ได้เห็นพ่อตาและสมาชิกในครอบครัวสานกระบุง ตะกร้า มีรายได้เข้ามาทุกวัน บางวันก็ทำไม่ทันตามความต้องการของลูกค้า เลยเกิดความคิดว่าอยากเข้ามาช่วย “เมื่อ 12 ปีที่แล้ว ผมเห็นสมาชิกในครอบครัวสานกระบุง ตะกร้า ทำขายได้เรื่อยๆ ทำขายแทบไม่ทัน จึง
เป็นเสน่ห์อยู่คู่ชุมชนมายาวนานหลายทศวรรษสำหรับ รถเร่ รถกับข้าว หรือ หลายคนมักเรียกว่า รถพุ่มพวง ที่แต่ละวันจะขนข้าวของสารพัดชนิด อาทิ ผักสด เนื้อสัตว์ อาหารแห้ง ขนมหวาน เครื่องปรุงรส มาบริการลูกค้าถึงที่บ้าน ชนิดว่าได้กับข้าวครบ ไม่ต้องง้อตลาดเลยทีเดียว ลัดเลาะตามไซต์งานก่อสร้าง คัดมาแล้ว เน้นขายความหลากหลาย คุณสังวร โคงอยู่ หรือคุณหนุ่ม พ่อค้ารถกับข้าวย่านบางปะอิน ไปจนถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในวัย 56ปี เล่าว่า ก่อนจะมาประกอบอาชีพอิสระ เคยทำงานเป็นลูกจ้างหลายบริษัท อาทิ ตัวแทนจำหน่ายบุหรี่ ฝ่ายผลิตชิ้นส่วนบรรจุภัณฑ์ประเภทกระป๋อง และรับจ้างส่งของ รายได้ขึ้นลงไม่แน่นอน ประกอบกับพี่ชายภรรยามาแนะนำอาชีพรถเร่ หรือ รถกับข้าว ด้วยความสนใจและมองเห็นโอกาสสร้างรายได้ เลยยุติบทบาท มนุษย์เงินเดือน “พี่ชายของภรรยาทำงานบริษัทก่อสร้าง ฉะนั้นมักจะเห็นรถกับข้าวเข้ามาขายกับข้าวตามไซต์งานทุกวัน ปี 2540 เขาตัดสินใจดาวน์รถมือสองเพื่อมาลงทุนในอาชีพนี้ แต่ละวันซื้อของมาขาย 1 หมื่นบาท ขาย 2 รอบ ช่วงเช้า-ช่วงเย็น รายได้ค่อนข้างดี มีกำไรทุกวัน” เมื่อเห็นต้นแบบจากพี่ชายภรรยา ประกอบกับงานประจำคุณหนุ่มเริ
คลุกคลีอยู่ในวงการอาหารจีนและฝึกฝีมือการทำอาหารเหลามาตลอดทั้งชีวิต สำหรับคุณบวร อัศวมงคลไพศาล หรือ เฮียชัยปัจจุบันเป็นเจ้าของร้านไต๋ตง เลิศรส พุทธมณฑลสาย 2 ตั้งอยู่ บ่อน้ำมันพลาซ่าสาย 2 ที่ใครๆ ก็ต่างขนานนามให้ว่า เขาคือเจ้าของร้านอาหารเหลามือวางลำดับต้นๆ ที่ใส่ใจและพิถีพิถันปรุงอาหารด้วยตัวเองทุกจาน ไม่มีผู้ช่วย นอกจากนั้นยังเป็นเจ้าของสโลแกน “อาหารเหลา รสชาติขั้นเทพ ราคาตลาดนัด” และเมนูหนึ่งเดียวในไทย เมนูฟิวชั่น กระเพาะปลาน้ำแดงต้มยำเจ้าสมุทร หลากเมนู เอาใจทุกวัย วัตถุดิบสุดพรีเมี่ยม คุณบวร อัศวมงคลไพศาล หรือเฮียชัย เล่าให้ฟังว่า ตนเป็นทายาทรุ่นที่ 3 ของร้านไต๋ตง สาขาแรกตั้งอยู่ปากซอยเจริญกรุง 46 หรือข้างโรบินสันบางรัก สาขานี้เปิดมา 60 ปี ตั้งแต่รุ่นอากง เมนูเลื่องชื่อที่ใครมาต้องสั่งมีหูฉลาม กระเพาะปลา ข้าวผัดปู ผัดหมี่ฮ่องกง จุดเด่นอยู่ที่รสชาติกลมกล่อม ราคาไม่แพง แต่ด้วยความที่อยากให้ลูกค้าย่านพุทธมณฑล สาย 2 ได้มีอาหารจีนอร่อยๆ รับประทาน อีกทั้งใกล้บ้าน เลยแยกตัวออกมาเปิดอีกสาขาที่พุทธมณฑล สาย 2 ตั้งอยู่ บ่อน้ำมันพลาซ่าสาย 2 สำหรับร้านนี้ เฮียชัยทุ่มทุนเกือบ 5 แสนบาท เพื่อเปิด
อาชีพเกษตรกรรมยังคงเป็นอาชีพที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง อย่างรายนี้ แต่ก่อนเคยทำงานในกรุงเทพฯ ไม่นานเริ่มอิ่มตัว เธอเลือกผันชีวิตมาทำเกษตรเปิดฟาร์มด้วง เริ่มต้นจากเลี้ยงแค่ 50 กะละมัง ปัจจุบันมีมากถึง 500 กะละมัง คุณทิติยา คำเถื่อน หรือ คุณญา วัย 29 ปี เจ้าของธุรกิจด้วงสาคูฟาร์มมาดี เล่าให้ฟังว่า หลังเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้ย้ายมาใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ ยึดอาชีพขายหมูกระทะอยู่นานถึง 8 ปี ด้วยระยะเวลาขนาดนี้ ตนรู้สึกว่างานที่ทำอยู่มันถึงจุดอิ่มตัวแล้ว อยากลองหาสิ่งใหม่ๆ ทำดูบ้าง คุณญา เล่าต่อว่า ตอนนั้นตนยังคิดไม่ออกว่าจะทำอะไรดี กระทั่งมีโอกาสลงไปเที่ยวภาคใต้ ได้ทานด้วงสาคู เกิดติดใจในรสชาติ เห็นว่าน่าจะนำมาทำเป็นธุรกิจได้ จึงซื้อพ่อแม่พันธุ์มาเพาะขาย “วิธีการเลี้ยงด้วงสาคูเรียนรู้จากคนที่เลี้ยงด้วงทางภาคใต้ ช่วงแรกเลี้ยงด้วยต้นสาคู จากนั้นปรับสูตรอาหารเองให้เหมาะกับวัตถุดิบในพื้นที่” โดยเริ่มแรกคุณญาเลี้ยงแค่ 50 กะละมังเท่านั้น ผลผลิตที่ได้ออกมาตามต้องการ จาก 50 กะละมัง ก็ขยายมาเรื่อยๆ เปิดเป็นฟาร์ม เพิ่มจำนวนเป็น 500 กะละมัง วิธีการเพาะพันธุ์ด้วงสาคูฟาร์มมาดี คุณญาจะใช้กะล
ลูกเกษตรกรจังหวัดร้อยเอ็ด ชีวิตลำบากตั้งแต่ยังเล็ก ต้องหาเลี้ยงตัวเองด้วยการรับจ้างทุกอย่างจนกระทั่งเรียนจบปริญญาตรี ก่อนมาเป็นเจ้าของธุรกิจความงามอดีตเคยขาดทุนโดนเจ้าหนี้นอกระบบซ้อมเกือบปางตาย ถูกโกงหมดตัว ทั้งชีวิตมีเงิน 60 บาท สุดท้ายจับทางถูกไปขอความช่วยเหลือให้โรงงานผลิตสบู่ จากนั้นนำไปขาย อาศัยทำการตลาดแบบบ้านๆ ไม่น่าเชื่อยอดขายปีเดียว 300 ล้าน คุณธนกฤต ผ่องใส หรือ คุณเอ กรรมการผู้จัดการ บริษัท นีออนไวท์ ไทยแลนด์ จำกัด เผยเรื่องราวชีวิตว่า เป็นลูกชายคนสุดท้องในบรรดาพี่น้อง 3 คน พ่อและแม่เป็นเกษตรกรทำนาอยู่ที่จังหวัดร้อยเอ็ด ครอบครัวฐานะยากจน พี่ชายได้เรียนหนังสือจนถึงชั้นมัธยมศึกษา ส่วนตัวเองอาศัยทำงานรับจ้างทุกอย่าง ทำอาหาร ทำขนมไปขายที่โรงเรียน จ่ายค่าเทอมเองจนจบปริญญาตรี ลักษณะนิสัยที่โดดเด่นของคุณเอ คือ ชอบค้าขาย เขาฝันไว้ตั้งแต่เด็กว่าอยากเป็นนักธุรกิจ ฉะนั้น จึงเลือกเรียนด้านการตลาด พร้อมกับเปิดร้านขายเสื้อผ้าที่จังหวัดมหาสารคามตั้งแต่อายุยังน้อย ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์โดนหลอกเข้าสู่ระบบเงินกู้ผิดกฎหมาย อายุ 21 ปีเป็นหนี้เกือบ 2 แสนบาท โดนซ้อมปางตาย ในที่สุดดรอปเรียน “ผ
ยางพารา ยังถือได้ว่าเป็นพืชเศรษฐกิจส่งออกของประเทศไทยที่สำคัญอย่างหนึ่ง แม้ว่าบางช่วง อาจจะราคาตก หรือซบเซา แต่อย่างไรก็ตาม น้ำยางจากต้นยางพารา ก็สามารถนำมาแปรรูปเป็นสินค้าที่นำไปใช้ในอุตสาหกรรมยางรถยนต์ หรือนำไปใช้ประกอบการทำถนน หรือกระทั่งการแปรรูปไปสู่การทำเครื่องนอน อย่าง หมอน ที่นอน และแปรรูปไปสู่การทำกระเป๋า กระเป๋าเดินทาง เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า ประกอบกับในปัจจุบันที่ดูเหมือนว่าการประกอบอาชีพเพียงอาชีพเดียวคงไม่เพียงพออีกต่อไปแล้วในปัจจุบัน ด้วยภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทำให้หลายคนหันมาสนใจการประกอบอาชีพเสริม นอกเหนือจากงานประจำที่ทำอยู่ทุกวัน การมองเห็นช่องทางและโอกาสในการประกอบอาชีพ จึงเป็นการเพิ่มรายได้ให้ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว คุณจตุพล พรหมเทพ วัย 29 ปี วิศวกรหนุ่มคนนี้ก็เช่นกัน เขาไม่เพียงมีงานประจำทำเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ยังมีอาชีพเสริม เป็นคนขายกระเป๋าจากยางพารา ไอเดียกิ๋บเก๋สุดสร้างสรรค์ ที่มีทั้งรูปสัตว์และผลไม้ ใบไม้นานาชนิด ซึ่งเป็นไอเดียต่อยอดจากคุณลุงวัยเกษียณเป็นผู้ริเริ่ม โดยคุณจตุพล เล่าให้ฟังว่า “จุดเริ่มต้นของการทำกระเป๋าจากยางพารา มาจากค
