How to
ปัจจุบัน เกษตรกรไทยส่วนใหญ่มีอายุค่อนข้างมากและก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ ส่งผลให้การประกอบอาชีพเกษตรกรรมมีประสิทธิภาพลดลง ขณะที่เยาวชนรุ่นใหม่และบุตรหลานเกษตรกรได้ให้ความสนใจเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมและบันเทิงเพิ่มมากขึ้น และการสานต่ออาชีพเกษตรกรรมจากบรรพบุรุษมีแนวโน้มลดลง ซึ่งการเลี้ยงโคนมก็เป็นหนึ่งอาชีพที่กำลังเผชิญปัญหาดังกล่าวเช่นกัน องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ในฐานะองค์กรหลักที่มีบทบาทในการส่งเสริมและพัฒนาการเลี้ยงโคนมของไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 55 ปี ได้กำหนดแนวทางพัฒนาและสืบสานอาชีพการเลี้ยงโคนม ซึ่งเป็นอาชีพพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ให้คงอยู่จากรุ่นสู่รุ่นและมีความมั่นคงยั่งยืนสืบไป ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวถึงแนวทางพัฒนาและสืบสานอาชีพการเลี้ยงโคนม ว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนมแก่เกษตรกรไทยมาตั้งแต่ปี 2505 โดย อ.ส.ค.ได้สานต่อการพัฒนาอาชีพนี้พร้อมร่วมส่งเสริมพัฒนาวงการโคนม และอุตสาหกรรมนมไทยมาอย่างต่อเน
“ผมไม่ขายผักผลไม้สด แต่นำกล้วยมาอบด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ต้นกุยช่ายมาทำขนม ใบย่านางมาทำชา หรืออย่างอ้อย ชาวบ้านปลูกใช้พื้นที่ 10, 20 ไร่ ขายส่งให้โรงงานผลิตน้ำตาล ก็ถูกกดราคา แต่ผมเรียนรู้กระบวนการหีบอ้อย นำภูมิปัญญาบรรพบุรุษมาใช้ เพื่อทำน้ำตาลอ้อยเอง ปลูกทุกอย่างในรูปแบบอินทรีย์ พื้นที่ปลูกอ้อยแค่ 1.5 ไร่ แต่สามารถทำรายได้เทียบเท่าคนที่ปลูกเป็นสิบๆ ไร่” ยุติกับดักมนุษย์เงินเดือน สู่เกษตรอินทรีย์วิถีไทย ชีวิตวัยเด็ก กับภาพที่เห็นปู่ย่า ตายาย ปลูกข้าว ปลูกผัก มีกินมีใช้อย่างไม่ขัดสน ความสุขเกิดในบ้านหลังเล็กๆ นั่นเพราะรู้จักคำว่า “พอเพียง” นี่จึงเป็นเหตุผลให้เด็กหนุ่มวัยเพียง 20 ปีต้นๆ ยุติการทำงานในระบบลูกจ้าง เพื่อเดินตามรอยความสุข ที่คนรุ่นก่อนเก่าดำเนินมา กับเกษตรอินทรีย์วิถีไทย คุณอภิวรรษ สุขพ่วง เขาคือเจ้าของความสุขกับวิถีพอเพียง ณ “ไร่สุขพ่วง” ตั้งอยู่ อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี จากพื้นที่แห้งแล้ง ดินเสีย ขาดน้ำ เด็กหนุ่มคนนี้มุ่งหน้าฟื้นฟู ด้วยการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ปลูกข้าว สร้างแหล่งน้ำ สร้างบ้านอยู่อาศัย และเสริมด้วยกิจกรรมเลี้ยงสัตว์เพื่ออาศัยผลพลอยได้ แต่ไม่ใช่เ
ยึดทำเลสยามสแควร์มานานกว่า 3 ทศวรรษ ครองใจลูกค้าในละแวกนี้ และผู้ที่ผ่านไปผ่านมา สำหรับขนมครกใบเตย หรือ ขนมครกสิงคโปร์ ที่ชื่อเสียงโด่งดังบอกปากต่อปาก ว่าเป็นขนมครกที่มีรูปร่างเป็นเอกลักษณ์ แป้งหนึบๆ สีเขียว หอมกลิ่นใบเตยชวนให้รับประทาน และไม่ว่าจะมีขนมสัญชาติต่างๆ ถาโถมเข้ามา ร้านขนมไทยแห่งนี้ก็ยังยืนหยัดขายได้มานานกว่า 30 ปี คุณวรรณทนีย์ มีศิลป์ หรือคุณป้าตุ๊กตา อายุ 59 ปี ทายาทรุ่น 2 เจ้าของร้านขนมครกใบเตย สยามสแควร์ เล่าว่า ย้อนกลับไป 30 ปีที่แล้ว คุณแม่มีอาชีพขายขนมครกใบเตย โดยท่านเดินหาบเร่ขายแถวสยาม ต่อมาเมื่ออายุมากขึ้น เปลี่ยนเป็นรถเข็น กระทั่งทางมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์มีการจัดระเบียบร้านค้าในสยามสแควร์ เห็นว่าคุณแม่ขายมานานเป็นคนเก่าแก่ในย่านนี้ เลยช่วยจัดสรรพื้นที่ให้ขายเป็นเรื่องเป็นราว เดิมทีร้านตั้งอยู่ ซอย 2 ต่อมาถูกย้ายไปซอย 4 กระทั่งปัจจุบันมี 2 สาขาอยู่ซอย 5 หน้าศูนย์หนังสือจุฬา และซอย 8 ข้างโรงแรมโนโวเทล คุณป้าตุ๊กตา บอกว่า ในสมัยก่อนคุณแม่จะใช้เตาถ่านย่างขนม แต่หลังจากขยับขึ้นมามีหน้าร้าน ธุรกิจมีการขยับขยายและเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เลยเปลี่ยนมาใช้เตาแก๊ส แต่อย่าง
เมื่อวันที่ 26 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อดีตเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งใน จ.ชลบุรี ลาออกจากงานเปลี่ยนอาชีพใหม่ ปลูกยางพารา ช่วงฝนตกกรีดยางไม่ได้ รายได้หดหาย แต่ไม่ยอมหยุดนิ่ง ได้หันมาเปิดร้านขายกล้วยทอด แต่ขายไม่เหมือนคนอื่นที่ขายกล้วยทอดนับชิ้น หันมาใช้วิธีชั่งกิโลแทน อยู่ริมถนนสุขุมวิท โค้งจินตหรา บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 250 หมู่ 6 ต.ชากพง อ.แกลง จ.ระยอง นางมุกดา อ่อนสุวรรณ อายุ 50 ปี แม่ค้าขายกล้วยทอด เปิดเผยว่า อดีตทำงานอยู่ในมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งใน จ.ชลบุรี มานาน 20 ปี จึงลาออกจากงานเพื่อกลับมาดูแลบิดามารดาที่บ้านเกิด ซึ่งมีอาชีพทำสวนผลไม้และปลูกยางพารา ช่วงนี้มีฝนตกบ่อยกรีดยางไม่ได้ จึงคิดจะหาอาชีพเสริมรายได้ให้กับครอบครัว จึงหันมาขายกล้วยทอด โดยดูวิธีการทำทางอินเตอร์เน็ตและถามคนที่เคยกล้วยทอดมาก่อน จากนั้นก็ได้ทดลองทำกล้วยทอดกินกันเอง โดยชวนเพื่อนบ้านมาชิมรสชาติกล้วยทอด หลายคนบอกว่าใช้ได้ จึงเริ่มกางเต็นท์เล็กๆริมถนนขายกล้วยทอดได้ประมาณ 3 สัปดาห์มาแล้ว นางมุกดา กล่าวว่า ได้ดัดแปลงการขายด้วยการให้ลูกค้าเลือกหยิบเอง บางคนชอบนิ่มๆ บางคนชอบแข็ง ซึ่งมีทั้งชิ้นเล็กแ
หลังไต่เต้าจากอาชีพ “แมสเซ็นเจอร์” มาขายหมอนหนุนคุณภาพสูงระดับโรงแรม 6 ดาวได้เพียง 3 ปี ลงทุนไปราว 8 หมื่นบาท เเต่สามารถสร้างรายได้ทะยานขึ้นสู่ 230 ล้านบาท มาวันนี้ คมศานต์ จิวากานนท์ หรือ อาร์ท ชายหนุ่มในวัย 37 ปี ขอบุกตลาดจีน ด้วยหมอนยางพารา ตั้งเป้ายอดขาย 5,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปี ขณะนี้เริ่มนำหมอนไปวางจำหน่ายแล้วกว่า 100,000 ใบ คุณอาร์ท เท้าความเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า ปัจจุบันอายุ 37 ปี จบปริญญาตรีจากคณะบริหารธุรกิจ เอกการตลาด จากมหาวิทยาลัยทองสุข เป็นลูกคนเดียว ฐานะทางบ้านยากจน พ่อแม่แยกทางกัน จนถึงทุกวันนี้ก็ไม่เคยเห็นหน้าพ่อ ชีวิตอยู่กับแม่และยาย ตอนเด็กหาค่าขนมด้วยการไปไซต์งานก่อสร้าง เก็บสังกะสี เหล็ก ตะปูไปขาย โตขึ้นมาหน่อย ราว ม.3 หาค่าเทอมด้วยการไปเป็นพนักงานล้างจานตามฟู้ดเซ็นเตอร์ ไปเป็นเด็กปั๊ม จบ ม.3 เลือกเรียนสายอาชีวะด้านการตลาด เรียนไม่เก่ง เคยติดศูนย์ 10 ตัว โดยที่แม่กับยายไม่รู้ กระท่อนกระแท่นมาจนได้รับใบปริญญาจากมหาวิทยาลัยทองสุข แต่กว่าจะเรียนจบเคยถูกรีไทร์ด้วยซ้ำ หลังจากจบ ป.ตรี คุณอาร์ท เลือกเป็นแมสเซนเจอร์ เพราะเขาคิดว่า อาชีพนี้สามารถเข้า-ออก ได้ทุกองค์กร ไปเห
ปัจจุบัน “นมแพะ” ไม่ใช่เรื่องใหม่ในเมืองไทย เพราะคุณค่าน้ำนมแพะนั้นใกล้เคียงนมแม่มาก เหมาะจะเป็นอาหารเสริมสำหรับเด็กที่กำลังเจริญเติบโต ทางเลือกสำหรับเด็กที่มีปัญหาในการย่อย ตลอดจนผู้ที่มีอาการแพ้นม รวมถึงคนในทุกช่วงวัย เพราะร่างกายดูดซึมสารอาหารจากนมแพะได้ง่ายใช้เวลาน้อยกว่านมประเภทอื่น มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวและเป็นกรดไขมันจำเป็นชนิดห่วงโซ่สั้น ทำให้น้ำย่อยสามารถแทรกซึมเข้าไปช่วยย่อยสลายได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว นอกจากคุณประโยชน์ที่ร่างกายได้รับจากนมแพะแล้ว ด้านความงาม “นมแพะ” มีวิตามินหลากหลายที่ช่วยให้ผิวหนังและเส้นผมแข็งแรง ลดอนุมูลอิสระช่วยลดการเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่างกาย ในสมัยโบราณมีการนำน้ำนมแพะผสมเครื่องประทินผิวทำให้ผิวหนังชุ่มชื่นไม่แห้งหรือหยาบกระด้างอีกด้วย คุณฮาวา บุญมาเลิศ หรือคุณปุ๊ก หญิงสาวชาวมุสลิม เจ้าของผลิตภัณฑ์ความงามจากนมแพะ Hawa Halal (ฮาวา ฮาลาล) เล่าว่า เมื่อ 3 ปีที่แล้วได้ทดลองทำครีมทาผิวหน้าที่มีส่วนผสมของนมแพะ จุดประสงค์ทำไว้ใช้เองและแจกจ่ายเพื่อนบ้าน ปรากฏว่ากระแสการตอบรับดีมาก คนรอบข้างที่ได้ใช้ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าคุณภาพเทียบเท่าเคาน์เตอร์แบรนด์ หน
อารย จารุธาณินทร์ หรือ “วิว” เด็กหนุ่มไฟแรงวัยเพียง 24 ปี จบ ปวส. แผนกคหกรรม เอกอาหารและโภชนาการ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา จากนั้นต่อปริญญาตรี วิทยาลัยดุสิตธานี คณะการจัดการครัวและศิลปะการประกอบอาหาร ลุยธุรกิจเปิดร้านสเต๊กในตู้คอนเทนเนอร์ ตั้งชื่อร้านว่า “พอร์เทอร์เฮ้าส์” โชว์จุดเด่นใช้เนื้อสัตว์อนามัย ได้รับเครื่องหมาย Q รับรองโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครีเอทเมนู “สเต๊กถาด” เพื่อเอาใจวัยโจ๋โดยเฉพาะ เปิดขายได้เพียง 7 เดือน รายได้แต่ละเดือนราว 3 แสนบาท กระแสตอบรับดีเกินคาด ขยายธุรกิจรูปแบบแฟรนไชส์ วัตถุดิบพรีเมี่ยม เสิร์ฟในตลาดนัด ก่อนที่คุณวิวจะเปิดร้านสเต๊กพอร์เทอร์เฮ้าส์ ในอดีตเขาเคยเปิดร้าน เลอ มาแตง สเต็กฮัท รวมถึงขายแฟรนไชส์ ขายดีมากมีราว 50 สาขา ทั้งกรุงเทพฯและต่างจังหวัด แต่เจอปัญหาแฟรนไชส์ซี (ผู้ที่มาซื้อ แฟรนไชส์) ปรับเปลี่ยนวัตถุดิบ ไม่ใช้ตามที่เงื่อนไขกำหนด หนที่สุดยุติการขายแฟรนไชส์ แล้วรีแบรนด์ใหม่ ใช้ชื่อร้านว่า “พอร์เทอร์เฮ้าส์” “ผมชอบการทำอาหาร ชอบทานอาหาร โดยเมนูที่โปรดปราน คือ เสต๊กเนื้อวัว เลยเลือกเรียนทางด้านอาหารตั้งแต่หลังจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 กระทั่งจบปริญญาตรีที่วิ
อาชีพเลี้ยงไก่ เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ได้รับความสนใจมาก โดยอาจจะเริ่มเลี้ยงในโรงเรือนเล็กๆ เพื่อหาประสบการณ์ จากนั้นก็ค่อยๆ ขยับขยาย หรือต่อยอดเพื่อเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมหรืออาชีพหลักต่อไป สำหรับใครที่ยังไม่มีโรงเรือน “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” เคยนำเสนอ โรงเรือนขนาดเล็ก เพื่อเลี้ยงไก่เป็นอาชีพเสริม ในหัวเรื่อง “มาดู!! โรงเรือนไซซ์เล็ก แบบแปลนและการลงทุน เพื่อการเลี้ยงไก่พื้นเมืองเป็นอาชีพเสริม” ใครสนใจกด เข้าไปอ่าน ไปหาข้อมูลกันได้ตามลิ้งค์ที่แนบ ส่วนใครที่ยังไม่มีข้อมูล หรือยังตัดสินใจไม่ได้ว่า จะเลี้ยงไก่พันธุ์ไหน ปัจจุบันกรมปศุสัตว์ มีสัตว์ปีกที่ได้รับการพัฒนามาจากสัตว์พื้นเมืองและพันธุ์จากต่างประเทศให้เป็นสายพันธุ์ไทยแท้ที่มีลักษณะประจำพันธุ์เป็นเอกลักษณ์ ลักษณะภายนอกสม่ำเสมอ มีความเป็นแม่ที่ดี ความหลากหลายทางพันธุกรรม และมีความเหมาะสมตามความต้องการทางเศรษฐกิจที่ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้วทั้งสิ้นจำนวน 9 สายพันธุ์ ดังนี้ ไก่โรดไทย เป็นพันธุ์ที่กรมปศุสัตว์ ได้นำเข้าไก่พันธุ์โรดไอส์แลนด์เรด (Rhode Island Red) จากสหรัฐอเมริกาเข้ามาเลี้ยง วิจัยและพัฒนามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2492 จนได้
นายสัตวแพทย์อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้สนใจทำการเพาะเลี้ยงจิ้งหรีดเพื่อการค้าเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากปริมาณความต้องการของตลาดผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศมีเพิ่มมากขึ้นทุกปี เนื่องจากจิ้งหรีดเป็นแมลงที่เลี้ยงง่าย จึงได้มีการพัฒนา ศึกษา คิดค้น ปรับปรุงพันธุ์ และวิธีเลี้ยง เพื่อให้ได้จิ้งหรีดที่เข้มแข็ง โตเร็ว และเพิ่มจำนวนต่อรุ่นของการผลิตให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ในพื้นที่ที่มีอยู่ อย่างไรก็ตามจิ้งหรีดอาจมีโอกาสป่วยเป็นโรคได้จากหลายสาเหตุ หลายปัจจัย อาทิ โรคไม่ติดเชื้อ หรือโรคติดเชื้อที่ระบาดตามธรรมชาติ ระบบสุขอนามัยหรือการสุขาภิบาลที่ไม่ดี การเลี้ยงที่แออัดมากเกินไป ประกอบกับสภาพอากาศที่มีความแปรปรวน ร้อนเกินไป หนาวจัด น้ำท่วม ทำให้จิ้งหรีดเกิดความเครียด อ่อนแอ ป่วยและล้มตาย เมื่อมีการตายอย่างผิดปกติ ผู้เลี้ยงมักจจะเลือกใช้ยาปฏิชีวนะในการแก้ปัญหาเป็นอันดับแรก บางรายอาจคิดว่าสามารถใช้ยาปฏิชีวนะเป็นตัวกระตุ้นให้จิ้งหรีดเจริญเติบโตเร็วขึ้นได้ ที่ผ่านมาพบว่ามีการเลือกใช้ยาปฏิชีวนะ ยาลดไข้ ยาแก้แพ้ หรือยาบำรุงกำลัง ละลายน้ำหรือผสมอาหารให้จิ้งหรีดกินเพื่อเป็นกา
จับมือ Net Dragon ขนเทคโนโลยี Promethean – Active Table และ Active Panel สื่อการเรียนภาษาอังกฤษผ่านเทคโนโลยีการสอนระดับโลก เป็นรายแรกในประเทศไทย ทำให้บทเรียนในหนังสือออกมามีชีวิต ณ สถาบันสอนภาษา สกาย ร็อคเก็ต (SkyRocket) ชั้น G เซ็นทรัล พลาซ่า บางนา, วันที่ 20 กันยายน 2560 : บริษัท ไอ.ที. เอ็ดดูเทนเม้นต์ นำโดย 3 หนุ่ม Gen Y นายวศิน วินิชบุตร (จา) – ผู้ก่อตั้งร่วม และ CEO ฝ่ายบริหารส่วนพัฒนาธุรกิจ, นายโรจนินทร์ รุ่งหิรัณยรัตน์ (แทน) – ผู้ก่อตั้งร่วม และ CEO – ฝ่ายบริหารส่วนปฏิบัติการและการขาย และ นายปณิธิ อินทราวุธ (บูม) – ผู้ก่อตั้งร่วม และ CEO – ฝ่ายบริหารแบรนด์และการตลาด ได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัท ไอ.ที. เอ็ดดูเทนเม้นต์ จำกัด หลังจากที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งจาก บริษัท ไวซ์ เมน กรุ๊ป จำกัด กับ คอร์ส FINE หรือ Future Innovative Entrepreneurs ได้ร่วมกันจัดงานแถลงข่าว “ประกาศเปิดตัวบริษัท และ การขยายตลาดสู่ธุรกิจการศึกษา ภายใต้แบรนด์ SkyRocket” ที่จะมาพลิกโฉมการเรียนการสอนภาษา อังกฤษ ในตลาดเมืองไทยให้ล้ำหน้า โดยจับมือกับ Net Dragon บริษัทยักษ์ใหญ่
