How to
ผู้สื่อข่าวประจำ จ.ปราจีนบุรีได้รับแจ้ง ที่ในชุมชนท่าข้าม ก่อนเข้าวัดศรีประจันตคามเทศบาลตำบลประจันตคาม อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี มีช่างศืลปะ ปั้นรูป ปั้น หัว สัตว์ป่าสงวนหลากหลายชนิด ที่นักสะสม หรือ ผู้นิยมตกแต่ง หัวสัตว์ตกแต่งผนัง หัวสัตว์จำลองเหมือนจริง ขนาดเท่าจริง โดยปั้นจำลองหัวสัตว์ป่าคุ้มครอง ทั้งกระทิง วัวแดง ละมั่ง กวาง ฯลฯ หัวสัตว์เทียม สำหรับตกแต่งผนัง ตกแต่งห้องสไตล์คาวบอย ไว้ตกแต่งบ้าน ตกแต่งโรงแรม รีสอร์ท สีเลียนแบบธรรมชาติ สร้า รายได้เดือนละนับแสนบาท เป็นห้องแถวเล็ก ๆ ติดถนน พบนายกมล มะณีแนม อายุ 77 ปี เลขที่ 405 เทศบาลประจันตคาม อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี ผู้ยึดอาชีพปั้นปูนเปียก ทำรูปหัวสัตว์ป่าต่างๆ ที่ผู้คนนิยมนำมาสะสม หรือตกแต่งบ้านเรือน ที่ขายทั่วประเทศ ตามคำล่ำลือ ทั้ง หัวกระทิง วัวป่า เก้ง กวาง โดยทำมากว่า 40 ปี สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ จากงานฝีมือได้จริง ไม่ต้องไปกูหนี้ยมสินใครเขา ลุงกมล กล่าวว่า “จบการศึกษาเพียงภาคบังคับสมัยก่อนคือประถมศึกษา จากนั้นได้ไปทำงานเป็นช่างศิลปะทำลวดลายโบสถ์ ภายหลังได้เปลี่ยนมาทำอาชีพปั้นปูนเปียก ทำทำรูปหัวสัตว์ป่าต่างๆ เลี้ยงครอบครัวมา
เรียกว่ากำลังดังเป็นพลุแตกเลยก็ว่าได้สำหรับร้านเกี๊ยวซ่าโบราณ ย่านสุทธิสาร กทม. เพราะเจ้าของร้านบรรจงทำด้วยความตั้งใจและละเมียดละไมทุกขั้นตอน แป้งห่อเกี๊ยวไม่ใส่ผงฟูและยีสต์ ปรุงไส้หมูสูตรพิเศษ ที่สำคัญใช้วิธีทอดด้วยน้ำแบบโบราณ เอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครนี้ โดนใจลูกค้าไปเต็มๆ หลังจากเปิดได้เพียง 5 เดือน ทะยานสู่รายได้เดือนละล้านไปแล้ว คุณปรมินทร์ ตันวัฒนะ หรือคุณมิน เล่ากับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า ร้านเกี๊ยวซ่านี้ เป็นร้านของพ่อตา ในวัย 61 ปี ท่านเป็นคนจีน เมื่อ พ.ศ. 2530 ท่านไปทำงานเป็นลูกมือเชฟร้านอาหารที่ประเทศญี่ปุ่น อยู่ในย่านกินซ่า นาน 5 ปี หลังจากนั้นกลับมาเมืองไทยทำหลายอย่าง อาทิ เปิดร้านอาหารจีน ปลูกชา ปลูกกาแฟ ปลูกผักเมืองหนาว ที่ดอยแม่สะลอง จังหวัดเชียงราย ล่าสุดเมื่อ 5 เดือนที่แล้วตามลูกๆ เข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ใช้ความถนัดด้านอาหารเปิดร้านเกี๊ยวซ่า “หลังจากที่พ่อตากลับจากประเทศญี่ปุ่น ท่านทำหลายอย่าง ช่วงแรกเปิดร้านอาหาร แต่หลังจากที่แม่ยายเสีย หันมาปลูกชาอู่หลง ปลูกกาแฟ และปลูกผักเมืองหนาวซึ่งผักเมืองหนาวปลูกขายไม่นานก็ล้มเลิกไป” ปัจจุบันที่ดอยแม่สะลอง คุณมิน บอกว่า ทางครอบครัวข
เปลี่ยนสายนาฬิกาที่ดูดาษดื่นให้มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ด้วยฝีมือของ “โต้ง ปิยวัช ชูตระกูล” ศิษย์เก่าคณะวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ม.พระจอมเกล้า พระนครเหนือ ผู้ชายจิตใจดี ที่หลงใหลนาฬิกาข้อมือ ถึงขนาดเคยนำเงินเก็บ ซื้อนาฬิกาเรือนละ 4 แสนบาทเพื่อนำมาสะสม ล่าสุดเปลี่ยนความชอบให้กลายเป็นธุรกิจ ทุ่มสุดตัวสร้างอาณาจักรเครื่องมือบอกเวลาไซซ์เล็กที่บ้านย่านลาดพร้าว สร้างเอกลักษณ์ใช้หนังจากกระเป๋าเก็บกระสุนสมัยสงครามโลกภายใต้แบรนด์ crazy chick straps สร้างรายได้ทั้งปีนับล้านบาท คุณโต้ง เล่ากับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า หลังจากจบ คณะวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ม.พระจอมเกล้าพระนครเหนือ เปิดร้านซ่อมคอมพิวเตอร์นาน 10 ปีจนกระทั่งอยากทำในสิ่งที่ตัวเองรัก นั่นคือ “นาฬิกา” ในที่สุดขายกิจการแล้วมุ่ง หน้าสร้างธุรกิจตามที่ใจรัก สินค้าชิ้นแรกที่วางขาย คือ สายนาฬิกา ทำจาก กระเป๋าหนังที่ใช้เก็บกระสุนของทหารอเมริกันสมัยสงครามโลก “ผมเปิดร้านรับซ่อมคอมพิวเตอร์ ควบคู่กับรับซ่อม – รับซื้อนาฬิกา จนกระทั่งรายได้นาฬิกานั้นมากกว่า หนที่สุดขายธุรกิจรับซ่อมคอมพิวเตอร์ แล้วมาสร้างตัวด้วยการขายสายนาฬิกาเต็มตัว เรียกว่า รายแรกและรายเดียว
ทุกคนมีความฝัน บางคนได้เดินตามความฝันของตัวเอง บางคนต้องทิ้งความฝันของตัวเอง เพื่อกลับมาทำหน้าที่ลูกที่ดีตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ แต่การที่ไม่ได้เดินตามความฝันของตัวเองใช่ว่าจะไม่มีความสุขเสมอไป ใครจะไปรู้ว่าวันข้างหน้ารู้ตัวอีกทีเราอาจจะชอบและรักในสิ่งที่เราไม่ได้คิดไว้ตั้งแต่แรกก็ได้ ดังเช่น คุณกัมพล ตันสัจจา ชายผู้เป็นเจ้าของอาณาจักรสวนนงนุช สวนที่โด่งดังไปทั่วโลก ตั้งอยู่ ณ เมืองพัทยาแห่งนี้ กว่าจะมีทุกวันนี้ได้เขาต้องยอมทิ้งสิ่งที่รัก มาทำงานสวนเพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของผู้เป็นแม่ เมื่อรู้ตัวอีกทีงานจัดสวนก็ได้กลายเป็นชีวิตจิตใจของเขาไปแล้ว คุณกัมพล ตันสัจจา ชายเจ้าของอาณาจักรสวนนงนุช สวนที่เมื่อใครได้ยินชื่อก็ต้องนึกถึงความยิ่งใหญ่อลังการ บนเนื้อที่กว่า 1,700 ไร่ ที่รวบรวมพันธุ์ไม้หายากจากทั่วโลกมาจัดวางไว้ให้นักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชม และนอกเหนือจากสวนสวยแล้ว ภายในสวนนงนุชยังมีกิจกรรมอีกหลายชนิด เรียกได้ว่าจะมากันเป็นหมู่คณะ หรือมากับครอบครัว สวนนงนุชก็มีกิจกรรมตอบโจทย์นักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม แต่กว่าที่จะมาเป็นสวนที่ทุกคนรู้จักได้อย่างทุกวันนี้ ต้องผ่านอุปสรรคมากมาย คุณกัมพล ตันสัจจา คุณกัมพ
คุณชัยพร โสธรนพบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผลไม้แปรรูป วรพร จำกัด เจ้าของแบรนด์ “วรพร” เล่าว่า ย้อนไป 60 ปีที่แล้ว อากงชื่อ “ไต่ไห้ แซ่โค้ว” อพยพมาจากเมืองจีน ทำมาหากินที่จังหวัดฉะเชิงเทรา อาม่าเห็นว่าแปดริ้วมีมะม่วงเยอะ เลยเปิดร้านเล็กๆ ขายมะม่วงดองใส่โหลแก้ว สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว พอมารุ่นคุณพ่อ ชื่อ ชัยรัตน์ โสธรนพบุตร อาชีพครูวิชาเคมี ท่านใช้วันหยุดตระเวนส่งมะม่วงดองขายตามร้านขายของฝาก ตามปั๊มน้ำมัน ทำแบบนี้อยู่ 3-4 ปี จนรายได้เสริมมากกว่างานประจำ หนที่สุดพ่อลาออกมาทำธุรกิจมะม่วงแปรรูปเต็มตัว พ่อคุณแชมป์เป็นครูวิชาเคมี ท่านใช้ความรู้ด้านนี้มาปรับใช้ เป็นสูตรมะม่วงดองรสจัดจ้าน ไม่ต้องจิ้มพริกกะเกลือ ปรับกระบวนการผลิตด้วยการลงทุน 3 ล้านบาท เปิดโรงงานเพื่อขยายพื้นที่และปรับกระบวนการผลิตยกระดับมะม่วงดองเป็นเกรดพรีเมี่ยม ได้การรับรองมาตรฐาน อาทิ GMP, HACCP, CODEX ต่อมา พ.ศ. 2538 จดทะเบียนรูปแบบบริษัท ชื่อ ผลไม้แปรรูป วรพร จำกัด พร้อมกับไปเปิดตลาดที่จีน เปิดโรงงานยกระดับมะม่วงดองตามรถเข็น สู่ผลไม้แปรรูปเกรดพรีเมี่ยม ตรงนี้เป็นจุดเปลี่ยนทำให้มะม่วงดอง “ว
ปัจจุบัน งานทางด้านการเกษตรไม่จำเป็นต้องมีเวลาว่างเพื่อมาลงมือทำอีกต่อไป จะเห็นได้จากผู้ที่ประสบผลสำเร็จในการทำเกษตรบางราย ได้ใช้เวลาว่างในช่วงวันหยุดหรือหลังจากเลิกทำงานประจำ มาทำกิจกรรมที่ชื่นชอบและมีใจรักเกี่ยวกับการเกษตร เพื่อเป็นสิ่งที่ช่วยให้ผ่อนคลายจนสิ่งที่ทำเพียงเล็กน้อยกลับสร้างรายได้เป็นเงินที่เรียกง่ายๆ ว่า สามารถทำรายได้เลี้ยงครอบครัวได้เป็นอย่างดี คุณประสาน สุขสุทธิ์ เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรตัวอย่างที่ใช้เวลาว่างหลังจากทำงานประจำ คือปลูกสวนไผ่อยู่ที่บ้านเกาะรัง ตำบลหนองหว้า อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว โดยที่เลือกปลูกไผ่ เพราะเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ง่าย ไม่ต้องใช้เวลาดูแลยุ่งยาก สามารถเจริญเติบโตได้กับทุกสภาพดิน แม้จะเป็นดินที่ไม่มีความอุดมสมบูรณ์ พร้อมทั้งไม่ต้องใช้เวลาดูแลอย่างเต็มเวลา สามารถหาเวลาว่างจากงานประจำมาเข้าสวนได้ และที่สำคัญเขาได้มีการต่อยอดการขายด้วยการนำใบไผ่มาสกัดเป็นน้ำใบไผ่สำหรับดื่มเพื่อสุขภาพ จึงนับว่าเป็นการทำให้สินค้าทางการเกษตรมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น คุณประสาน สุขสุทธิ์ ปลูกพืชทางการเกษตร หลากหลายชนิดมาก่อน คุณประสาน เล่าให้ฟังว่า มีอาชีพรับราชการเป็นนัก
อาหารที่เกิดจากการผสมผสานทางวัฒนธรรมของไทย ลาว เขมร และญวน ผู้เขียนเองและเจ้าหน้าที่หลายคนของมูลนิธิเจ้าพระยาอภัยภูเบศร มีโอกาสได้ไปเรียนกับเจ้าของตำรับ อย่าง คุณวิสาศ ปกมนตรี ตัวอย่างอาหารที่ผู้เขียนรับประทานแล้วติดใจ เช่น แกงส้มเปลือกแตงโมใส่ปลากรอบ ส้มตำท่านเจ้าคุณ ซึ่งก็คือส้มตำมะระขี้นกใส่ปลากรอบ นั่นเอง ที่ติดใจก็เพราะว่าเป็นตำรับอาหารที่ผู้เขียนแค่ได้ยินชื่อก็คิดว่า ไม่น่าจะอร่อยแล้ว แต่ผิดคาด พอได้รับประทานกลับอร่อยไม่น่าเชื่อ อย่าง แกงส้มปลากรอบ โดยปกติแล้วผู้เขียนไม่ค่อยชอบรับประทานปลา เพราะกลิ่นคาวของปลาดุกไม่ถูกกับผู้เขียนนัก แต่แกงส้มปลากรอบนี้ทำให้ติดใจ เพราะปลากรอบที่ใส่ลงไป ทำให้น้ำแกงส้มกลมกล่อมและหอม ส่วนเปลือกแตงโมต้องเคี่ยวจนเปื่อยก็ยิ่งอร่อย ส่วนเคล็ดลับที่ไม่ลับอีกอย่างก็คือ เด็ดยอดผักแขยงใส่ลงไปด้วยก่อนยกลง ยิ่งทำให้รสชาติอร่อย ยิ่งซดน้ำแกงส้มร้อนๆ กลิ่นของผักแขยงที่ขึ้นจมูก ทำให้อาการคัดจมูกหายเป็นปลิดทิ้ง ผักแขยงหรือผักมะออม นี้ เป็นผักที่พบได้ทั่วไปในทุ่งนา กลิ่นที่ฉุนของผักส่งผลดีต่อร่างกายมากมาย อาทิ ช่วยแก้หวัดคัดจมูก เป็นต้น มะระขี้นก ส่วนตำรับที่สอง ที่ผู
“ธรรมศาสตร์โมเดล” เป็นโครงการธุรกิจเพื่อชุมชน ส่วนหนึ่งของหลักสูตรบริหารควบปริญญาตรี-โท ทางบัญชีและบริหารธุรกิจของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่กำหนดให้นักศึกษาชั้นปีที่ 3-4 ทุกคนต้องเข้าไปทำงานร่วมกับชุมชนต่างๆ พร้อมใช้ความรู้ที่เรียนมาช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันให้กับวิสาหกิจชุมชนต่างๆ พร้อมไปกับการเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นการแบ่งปันและเปลี่ยนความรู้เป็นการปฏิบัติจริง เพื่อให้สอดคล้องกับปรัชญาการศึกษาของมหาวิทยาลัย เมื่อมีความรู้ต้องแบ่งปันและทำประโยชน์ให้สังคมและใช้เครื่องมือเพื่อนำความคิดสร้างสรรค์ไปสู่การเพิ่มมูลค่าในผลิตภัณฑ์ เดินหน้าได้ตามแนวทางรัฐสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 รองศาสตราจารย์ ดร.พิภพ อุดร คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี กล่าวว่า “ธรรมศาสตร์โมเดล” เกิดขึ้นภายใต้แนวคิดและความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักศึกษา ที่จะทำหน้าที่ลงพื้นที่ชุมชนต่างๆ เพื่อลงไปวิเคราะห์ปัญหา และหาทางออก ช่วยกันแก้ไขให้ชุมชนนั้นสามารถพัฒนาสินค้าหรือแบรนด์ จนสามารถต่อยอดได้อย่างยั่งยืนภายในระยะเวลา 4 เดือน (1 ภาคการเรียนการสอน) ร่วมกับคนในชุมชน ที่จะทำงานไปด้วยกัน,
แม้ตัวเลขอายุจะล่วงเลยวัยเกษียณมาหลายปี แต่ทว่าความคิดกลับเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ใส่ไอเดียลงในผลิตภัณฑ์จักสานที่หลายคนมองว่า “เชย” ให้กลายเป็นสินค้า “น่าใช้” โดนใจไปจนถึงวัยรุ่น และชาวต่างชาติ ทุกวันนี้แบรนด์ “ชวาวาด” ไม่เคยขาดช่วงการผลิต ด้วยเพราะออร์เดอร์สั่งซื้อเข้ามาไม่ขาดช่วงนั่นเอง ชวาวาด เป็นชื่อแบรนด์ที่ฟังทันสมัย แต่ทว่าที่มานั้นจากชื่อประธานกลุ่มวัย 69 ปี คุณวาด ยาเย็น หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ ป้าวาด บวกรวมกับวัสดุนำมาใช้ผลิต ได้แก่ ผักตบชวา ชื่อนี้จึงกลายเป็นแบรนด์ที่ฟังแล้วเข้าหู ดูเข้าตา รวมกลุ่มภูมิปัญญา สืบคุณค่าสินค้าไทย คุณวาด เล่าให้ฟังว่า งานจักสานคือภูมิปัญญาของคนรุ่นก่อนเก่าสืบทอดกันมา และตนก็เป็นผู้หนึ่งยึดสร้างอาชีพ แต่ทว่าในสมัยก่อนวัสดุนำมาใช้จะเป็นไม้ไผ่เพราะหาได้ง่าย อีกทั้งกับผักตบชวายังไม่มีใครคิดนำมาผลิต กระทั่งต่อมาในปี 2522 ผักตบชวาเริ่มได้รับความสนใจนำมาผลิตเป็นเครื่องจักสานสารพัดชนิด แต่ทว่าในยุคนั้นเป็นการผลิตแบบต่างคนต่างทำ ในปี 2526 คุณวาด หญิงผู้สืบสานงานหัตถกรรมเกิดความคิดกับการจัดตั้งกลุ่ม โดยรวบรวมผู้มีทักษะในหมู่บ้านเข้ามาร่วมสืบสานภูมิปัญญา โ
พักนี้เดินทางไปไหนมีแต่คนถามว่า…เกษียณอายุแล้วจะไปทำอะไร? ผมก็ตอบไปว่า…อยู่เฉยๆ เขาจึงถามต่อว่า…มีเงินมากมาย ขนาดอยู่เฉยๆ ได้เลยหรือ? ผมจึงตอบสวนไปว่า…ไม่มากหรอก เพียงแต่พออายุมากขึ้น เราคงไม่ต้องใช้จ่ายอะไรมากนักหรอก เพราะระหว่างทางจากวัยหนุ่มถึงวัยเกษียณเราผ่านมาหมดแล้ว กินของดีๆ ก็มากแล้ว ใช้ของดีๆ ก็พอสมควร เดินทางท่องเที่ยวทั้งในประเทศ และต่างประเทศก็หลายแสนกิโลเมตรแล้ว ฉะนั้น ถ้าจะต้องใช้เงินจริงๆ ในช่วงเกษียณอายุ คงเป็นเรื่องของการเดินทางท่องเที่ยวนี่แหละ เพราะยังชอบแบบนี้อยู่ ยังชอบเดินทางไปในที่ต่างๆ และมีความสุขทุกครั้งที่มีโอกาสเดินทาง เพียงแต่คงจะเลือกระยะทางที่สั้นลง คงไม่อยากไปยุโรป หรือสหรัฐอเมริกาแบบสมัยหนุ่มๆ แล้ว ที่ต้องนั่งเครื่องบินเป็นวันๆ เพื่อไปทำงานเพียงไม่กี่วัน ผมบอกเขา (เพื่อน) ว่า…ดำเนินชีวิตง่ายๆ เราก็พบความสุข จากนั้นผมก็อธิบายให้เขาฟังเพิ่มเติมว่า…จริงๆ แล้วเราควรวางแผนชีวิตก่อนเกษียณ และควรรู้ด้วยว่าเมื่อเกษียณแล้วจะทำอะไร เพียงแต่สิ่งที่คุณถาม และสิ่งที่คุณอยากได้คำตอบขณะนั้น ผมคิดแค่นั้นจริงๆ แต่ในความเป็นจริงที่ผมไม
