How to
ครั้งแรกที่ผมเห็น “ลูกกาน้า” สดๆ วางขายเป็นเข่งๆ คือ ที่ตลาดตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ สมุทรปราการ ป้ายของบางร้านเขียนติดไว้ว่า “ลูกคะน้า” กันเลย บอกว่าส่งมาจากชลบุรี นอกจากลูกสดทรงยาวรีขนาดลูกตำลึงแล้ว ก็มีแบบที่ผ่าครึ่งลูก ดองเกลือ น้ำปลา หรือซีอิ๊ว ใส่ถุงพลาสติกขายถุงละ 20 บาท สีของลูกกาน้าดองที่ตลาดคลองด่านนี้ออกเขียวขี้ม้า น้ำดองสีเขียวจัดจนเกือบดำ คงจะดองน้ำปลามากกว่าดองเกลือ ตอนนั้น ผมซึ่งอยู่ในวัฒนธรรมกับข้าวภาคกลางแถบลุ่มน้ำเจ้าพระยาและแม่กลอง นึกไม่ออกเลยว่าจะเอาลูกกาน้านี้มาทำอะไรกินได้ ความรู้เดิมคือมันเป็นผลเดียวกันกับลูกอะไรเขละๆ ที่อยู่ในผัดกาน้าฉ่ายซึ่งคนจีนกินกันในเทศกาลกินเจนั่นเอง คนทำครัวนั้นก็เหมือนกับอาชีพอื่นๆ นะครับ คือบางทีก็มองไม่ออก นึกไม่ถึงประเด็นที่ตนไม่เคยเห็นไม่เคยสงสัยมาก่อน ดังนั้น ถ้าอยากเป็นคนครัวที่เปิดหูเปิดตาบ้าง ก็ต้อง “ถาม” ครับ “เอาไปต้มปลาไง ปลาสดอะไรก็ได้ที่ชอบกินน่ะ พอใส่ปลาลงไปต้มในหม้อแล้วก็เทไอ้ลูกดองจากถุงนี่ตามลงไปเลย เอาน้ำดองของมันนั่นแหละ ปรุงรสเอา อร่อย” พี่คนขายบอก ส่วนอีกคนผสมโรงว่า “ต้มหมูสามชั้นก็ได้นะ อร่อยเหมือนๆ กันนั่นแหละ” ถึ
อดีตแม่ค้าขายส่งเสื้อผ้าแฟชั่น เรียนไม่จบปริญญาตรี เคยโดนโกงหมดตัว ชีวิตลำบากในช่วงมีลูกคนแรก อาศัยชอบกินขนมเค้ก ลงทุนตั้งต้น 2,000 บาท หาสูตรทางอินเตอร์เน็ต แล้วยืมเครื่องมือจากเพื่อนมาทำเค้กขาย บุกตลาดคนรายได้น้อย ขาย 3 ชิ้น 100 บาท เน้นส่งยี่ปั๊วทั่วประเทศ รายได้ปีที่ผ่านมาทะลุ 200 ล้านบาท เผยแผนธุรกิจปีนี้ออก 2 แบรนด์เบเกอรี่น้องใหม่หวังเจาะตลาดบน คุณประภากร ไชยมาตร หรือ คุณผึ้ง เจ้าของร้านขนมเค้ก Sweet’n Soft ให้ข้อมูลก่อนมาทำธุรกิจร้านเค้กว่า เมื่อก่อนเคยขายส่งเสื้อผ้าแฟชั่น ด้วยความที่ไม่มีประสบการณ์จึงโดนโกงเรียกว่าหมดตัวเลยทีเดียว ชีวิตลำบากมากเพราะช่วงนั้นเพิ่งคลอดลูกคนแรก สำหรับหนทางหารายได้ที่คิดออก คือ ขายขนมเค้ก โดยอาศัยยืมเครื่องมือจากเพื่อน ส่วนสูตรและกรรมวิธีการทำเค้ก เปิดจากอินเตอร์เน็ต สำหรับเงินลงทุนก้อนแรกที่หญิงสาวใช้ เธอบอกว่า ราว 2,000 บาท เมนูแรกที่ทำขายคือ “ชีสเค้ก” จำหน่ายราคาชิ้นละ 50 บาท ด้วยรสชาติที่ถูกปากลูกค้า วันแรกขายแถวสีลมนั้นหมดเกลี้ยง มีกำลังใจทำขายต่อ ผ่านไป 5 เดือนลองขายราคาถูกลงเป็น 3 ชิ้น 100 บาท ปรากฏขายดิบขายดี ยอดขายพุ่งกร
หากจะหาเครื่องสำอางสักชิ้นที่เป็นมิตรต่อผิวมาประทินความสวยลงบนใบหน้า สาว ๆ หลายคนคงกังวลถึงเรื่องอาการเเพ้ที่จะตามมาภายหลัง แต่สำหรับ เครื่องสำอางบางเบาเป็นธรรมชาติ “เฮลโลคิตตี้” มีจุดเด่น เนื้อบาง เบา ไม่ใส่สารเคมี ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ สินค้าทุกชิ้นผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์มากกว่า 40 รายการ ครอบคลุมเลือกสวยได้ตามใจชอบ ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า แถมราคาก็สบายกระเป๋า คุณอภิณห์พร เสรีเลิศวงศ์ หรือ คุณพิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูนิเวอร์แซล คอสเมติคส์ จำกัด เผยก่อนเข้าสู่ธุรกิจนี้ว่า เดิมทำงานอยู่ในแวดวงแผนกเครื่องสำอางโดยเฉพาะแบรนด์ที่นำเข้าจากประเทศในแถบยุโรปทำได้ 22 ปี ตัดสินใจออกมาทำธุรกิจส่วนตัว ด้วยการเปิดบริษัทนำเข้าเครื่องสำอางจากประเทศเกาหลี ทำได้ 3 ปี ทางบริษัท ซานริโอ้ จำกัด มาติดต่อให้ไลเซนส์ คอสเมติคส์ หรืออนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ตัวการ์ตูน เฮลโล คิตตี้ ชินนามอนโรล และมาย เมโลดี้ ทำเครื่องสำอางเเบบเต็มรูปแบบ คือ มีสินค้าหลากหลาย ซึ่งรูปเเเบบนี้ยังไม่มีที่ไหน ในเมืองไทยจะเป็นที่แรก ช่วงแรกปฏิเสธแต่ท้ายที่สุดก็ตอบตกลง ด้วยความได้เปรียบ เน
ในยุคที่ข้าวของทุกอย่างพาเหรดกันขึ้นราคา ทำให้ค่าครองชีพทะยานพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย แต่ทว่ายังมีร้านอาหารเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ริมบึงมักกะสันขอสวนกระแสขายข้าวราดแกงบุฟเฟ่ต์ คอนเซ็ปต์ตักกินไม่อั้น อิ่มละ 40 บาท แถมมีขนมหวานเสิร์ฟด้วย เจ้าของร้านคือ คุณไพบูลย์ แจงอุไร ขอแหวกกฎการทำธุรกิจด้วยการขาย ที่ไม่หวังผลกำไรสูงสุด คุณไพบูลย์ แจงอุไร ปัจจุบันอายุ 60 ปี ใครๆ แถวริมบึงมักกะสัน ต่างเรียกขานว่า ป้าต้อย ก่อนจะมาเป็นแม่ค้าขวัญใจคนรายได้น้อย พื้นเพเกิดที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ พ.ศ. 2538 เข้ามาค้าขายขนมหลายอย่าง อาทิ ขนมครก ข้าวโพดคั่ว จนกระทั่ง พ.ศ. 2551 ตัดสินใจเปิดร้านขายข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ ด้วยเหตุผลอยากให้คนมีรายได้น้อยได้กินของดี จ่ายในราคาถูก ที่มาของข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ อิ่มละ 40 บาท ป้าต้อย บอกกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า เกิดจากน้องชายขับแท็กซี่พาไปดูข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ร้านหนึ่งแถวปทุมธานี ส่วนตัวรู้สึกว่ากับข้าวไม่หลากหลาย ใช้วัตถุดิบไม่ดี ยกตัวอย่าง ผัดกะเพรา ใส่พริกป่น ใส่ใบกะเพราเหี่ยวๆ ผัดผักก็ใช้ผักเก่าๆ ประกอบกับชอบทำกับข้าวอยู่แล้ว เลยตัดสินใจเปิดร้านข้าวแกงบุฟเฟ่ต์บ้าง แต่ตั้งปณิธ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมชาย ก่งเซ่ง อายุ 41 ปี เกษตรกรในพื้นที่หมู่ที่ 8 ต.ท่าหิน อ.สทิงพระ จ.สงขลา เปิดเผยว่า ปลูกผักสลัดระบบไฮโดรโปนิกส์ไร้ดิน ทั้งกรีนโอ๊คและเรดโอ๊ค 20 แปลง ซึ่งผักทั้ง 2 ชนิดมีเอเยนต์รับซื้อและตลาดรองรับไม่อั้น ส่งขายทั้งตามท้องตลาดและในห้างสรรพสินค้าทั้งใน อ.เมืองสงขลา และ อ.หาดใหญ่ เพื่อนำไปประกอบอาหารและทำสลัดเกลียว ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้ “การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ใช้เวลาปลูกตั้งแต่ลงแปลงจนเก็บขายได้ 30 วัน แต่ละแปลงมีขนาด 2.00 x 4.00 เมตร สามารถปลูกผักสลัดได้ 200 ต้น และใช้วีปลูกแบบหมุนเวียนกัน โดยจะลงมือปลูกอาทิตย์ละ 4 แปลง เพื่อให้สามารถเก็บขายได้ต่อเนื่องทุกอาทิตย์และไม่ขาดช่วง สามารถเก็บผักขายได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี สร้างรายได้เฉลี่ยต่อเดือนประมาณเดือนละ 35,000 – 40,000 บาท” นายสมชาย เปิดเผยว่า เตรียมขยายพื้นที่แปลงปลูกเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับออร์เดอร์ที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ที่มีอยู่ขณะนี้ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด สำหรับราคาของผักสลัดทั้งกรีนโอ๊คและเรดโอ๊ค ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีราคาไม่ตก ราคาขายส่งอยู่ที่ กก.ละ 80 บาท ขายปลีก กก.ละ 100 บาท
ไม่ใช่แค่ผักปลอดสารพิษที่คนรักสุขภาพนิยมรับประทาน แต่ผลไม้ที่สามารถครองใจคนกลุ่มนี้ได้ชนิดว่าสร้างรายได้ให้ผู้ปลูกมานักต่อนักแล้ว นั่นคือ มัลเบอร์รี่ หรือ “ลูกหม่อน” ผลไม้ชนิดหนึ่งที่เมื่อสุกผลแล้วจะเป็นสีดำ รสชาติเปรี้ยวอมหวาน เป็นไม้พุ่มขนาดกลาง ลักษณะลำต้นตั้งตรง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบปลายใบแหลมยาว ที่ตำบลหลักสอง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร มีสวนมัลเบอร์รี่ขนาดพื้นที่ 3 ไร่ เจ้าของ คือ คุณสุรวุฒิ เหลืองขมิ้น เกษตรกรชายวัย 56 ปี เนรมิตพื้นที่บริเวณนี้ให้กลายเป็นสวนมัลเบอร์รี่ ด้วยต้นหม่อนจำนวน 300 ต้น จำหน่ายทั้งผลสดและแปรรูป นอกจากนั้นยังเปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ มีรายได้เข้ามาแต่ละเดือนราว 70,000 บาท คุณสุรวุฒิ เท้าความว่า เกิดมาในครอบครัวเกษตรกร ตอนเด็กๆ ปลูกสารพัดทั้งผักและผลไม้ อาทิ กล้วย ส้ม มะนาว มะพร้าว องุ่น ส่วนต้นหม่อนนั้นเริ่มปลูกเมื่อ 10 ปีที่แล้ว หรือราว พ.ศ.2550 โดยได้กิ่งพันธุ์หม่อน 1 ต้นมาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ปลูกเรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบัน พ.ศ.2560 มี ต้นหม่อน 300 ต้น บนพื้นที่ 3 ไร่ เก็บผลผลิตแต่ละครั้งราว 1 – 2 ตัน ขายส่ง ขาย
ปัจจุบันเริ่มมีคนไทยในต่างประเทศ ปลูกผักไว้ทานกันเองบ้างแล้ว ทั้งนี้ก็เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ได้กินผักที่อยากกิน ผ่อนคลายการคิดถึงบ้าน ที่สำคัญเกิดความภูมิใจได้ทานผักที่ปลูกเอง เฉกเช่นคุณสุพรรณกรรณิการ์ หรือคุณนิกา วังสีราบิคช ปัจจุบันอายุ 53 ปี สาวไทยที่ไปอาศัยอยู่รัฐเฮสเซิน ประเทศเยอรมันนี คุณนิกา ไปอยู่ที่ประเทศเยอรมันนีนาน 16 ปีแล้ว โดยแต่งงานกับสามีชาวเยอรมัน ปัจจุบันเธออาศัยอยู่ทางภาคกลาง จังหวัด Schwalmstatd หมู่บ้าน ทรูทสไซน. เขตรัฐเฮสเซิน เป็นเมืองเล็กๆ แต่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน เป็นจังหวัดที่ถูกสร้างใหม่เกิดขึ้นเมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่2 “ดิฉันแต่งงานกับสามีชาวเยอรมัน16 ปี เริ่มปลูกผักกินเองตั้งแต่แต่งงานปีแรก สามีก็มีความรู้เรื่องการปลูกผักท้องถิ่น และการเลี้ยงสัตว์พอสมควร สำหรับจุดเริ่มต้น เพราะบ้านอยู่นั้น ไกลจากตัวเมือง ของกินหายาก และมีราคาแพง เลยจำเป็นต้องปลูกผักทานเอง แต่ทว่าดินจังหวัดนี้ไม่ค่อยดี มีแต่เศษหิน เศษกระเบื้อ เวลาปลูกพืชจำเป็นต้องปรับปรุงดินก่อน” บริเวณบ้านที่คุณนิกาอาศัยอยู่มีพื้นที่ค่อนข้าง เลยพอจะปลูกผักได้ เธออาศัยปรับปรุงดินใช้วิธีใส่ขี้ไก่ และปุ๋ย
บางจังหวะของชีวิต การทำงานบางสิ่งบางอย่าง อาจไม่ตอบโจทย์การดำเนินชีวิตที่อยากได้อยากเป็นทั้งหมด จึงอาจจะต้องหาแนวทางการดำเนินชีวิตใหม่ ปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตใหม่ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและตอบโจทย์กับชีวิตที่อยากจะให้เป็นไป ในทิศทางที่คิดเอาไว้ แต่จะมีเพียงแนวคิดอย่างเดียวก็ไม่ได้ หากต้องลงมือทำ และกล้าที่จะทำด้วย จึงจะเห็นผลว่าสิ่งที่คิดทำนั้น เป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ คนเราต้องกล้าเสี่ยงที่จะให้ โดยมีแรงผลักดัน และมุ่งมั่นจะทำในสิ่งนั้นด้วย จึงจะสำเร็จได้ ลาออกจากงาน มาขายวุ้น ของกินใกล้ตัว คุณณัฏฐวุฒิ เตละวาณิชย์ หรือคุณวุต เจ้าของธุรกิจขนมใกล้ตัว อย่างวุ้นมะพร้าว วัย 27 ปี เล่าให้ฟังถึงที่มาของจุดเปลี่ยนที่หันมาทำวุ้นขายว่า “เเรกเริ่มเดิมที่ คือเห็นมาจากคุณยาย ทำขนมวุ้นมะพร้าวขาย เพราะดั้งเดิมบ้านของเราทำสวนมะพร้าว แต่ด้วยช่วงเมื่อสัก5 ปีก่อน ราคามะพร้าวมันตก ขายไม่ค่อยดี ลูกละไม่กี่บาท ผลผลิตที่เหลือคุณยายจึงเอามาทำเป็นวุ้นมะพร้าวขาย เมื่อช่วง 5 ปีก่อนนั้นผมยังเป็นนักศึกษาอยู่เลย เรียนบริหารธุรกิจอยู่ที่ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง หลังจากเรียนจบก็ไปรับราชการทหารก่อน และจุดนี้นี่
ขึ้นชื่อว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้ที่ผ่านการแข่งขันจนเป็นที่ยอมรับว่า เป็นสุดยอดแฟนพันธุ์แท้แล้ว คงไม่ต้องหาอะไรมารับรองกันอีก เพราะชื่อสุดยอดแฟนพันธุ์แท้ได้การันตีตนเองอย่างสวยงามเป็นที่เรียบร้อย เมื่อปี ค.ศ. 2014 (พ.ศ. 2557) มีการแข่งกันสุดยอดแฟนพันธุ์แท้แฟนซีคาร์พ ผลที่ได้คือ คุณมนู มุสิทธิมณี หรือที่รู้จักกันในวงการผู้นิยมเลี้ยงปลาคาร์พว่า นินู จึงเรียกกันติดปาก หลังการแข่งขันแฟนพันธุ์แท้แฟนซีคาร์พว่า “นินู แฟนพันธุ์แท้แฟนซีคาร์พ” เจ้าของฟาร์ม “m&m koi farm” ย่านหมู่ที่ 3 ตำบลคลองอุดมชลจร อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา แท้ที่จริง คุณมนู มีอาชีพรับราชการ มีเวลาว่างเพียงเช้า เย็น และวันหยุดราชการ ในการดูแลปลาคาร์พ แต่สามารถเลี้ยงปลาคาร์พได้โตเร็ว สวย สีสด รูปทรงมีขนาดเหมาะสมกับวัย จนวงการนักเลี้ยงปลาคาร์พยอมรับในฝีมือ ช่วงบ่ายของวันหยุดราชการ จึงเป็นโอกาสดีที่จะนัดพบปะกับคุณมนู แดดร่ม ลมตก มีฝนเล็กน้อย เสียงน้ำตกจำลองด้านใดด้านหนึ่งของบ่อปลาคาร์พดังกว่าเสียงฝน ยิ่งเปิดพร้อมกันหลายบ่อด้วยแล้ว ระหว่างพูดคุยจึงต้องออกเสียงให้ดังกว่าปกติ พื้นที่ภายในฟาร์มมีขนาดไม่มากนัก ตามที่คุณมนูบอกไว้ว่า
หลังไต่เต้าจากอาชีพ “แมสเซ็นเจอร์” มาขายหมอนหนุนคุณภาพสูงระดับโรงแรม 6 ดาวได้เพียง 3 ปี ลงทุนไปราว 8 หมื่นบาท เเต่สามารถสร้างรายได้ทะยานขึ้นสู่ 230 ล้านบาท มาวันนี้ คมศานต์ จิวากานนท์ หรือ อาร์ท ชายหนุ่มในวัย 37 ปี ขอบุกตลาดจีน ด้วยหมอนยางพารา ตั้งเป้ายอดขาย 5,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปี ขณะนี้เริ่มนำหมอนไปวางจำหน่ายแล้วกว่า 100,000 ใบ คุณอาร์ท เท้าความเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า ปัจจุบันอายุ 37 ปี จบปริญญาตรีจากคณะบริหารธุรกิจ เอกการตลาด จากมหาวิทยาลัยทองสุข เป็นลูกคนเดียว ฐานะทางบ้านยากจน พ่อแม่แยกทางกัน จนถึงทุกวันนี้ก็ไม่เคยเห็นหน้าพ่อ ชีวิตอยู่กับแม่และยาย ตอนเด็กหาค่าขนมด้วยการไปไซต์งานก่อสร้าง เก็บสังกะสี เหล็ก ตะปูไปขาย โตขึ้นมาหน่อย ราว ม.3 หาค่าเทอมด้วยการไปเป็นพนักงานล้างจานตามฟู้ดเซ็นเตอร์ ไปเป็นเด็กปั๊ม จบ ม.3 เลือกเรียนสายอาชีวะด้านการตลาด เรียนไม่เก่ง เคยติดศูนย์ 10 ตัว โดยที่แม่กับยายไม่รู้ กระท่อนกระแท่นมาจนได้รับใบปริญญาจากมหาวิทยาลัยทองสุข แต่กว่าจะเรียนจบเคยถูกรีไทร์ด้วยซ้ำ หลังจากจบ ป.ตรี คุณอาร์ท เลือกเป็นแมสเซนเจอร์ เพราะเขาคิดว่า อาชีพนี้สามารถเข้า-ออก ได้ทุกองค์กร ไปเห
