How to
เป็นหุ่นให้เคาะหน้า นำพาสู่อาชีพเงินดี ตัวเลขเงินเดือนหลักแสนบาท คือความเป็นอยู่ที่น่าจะเรียกได้ว่าดี การงานที่เป็นไปได้ด้วยดี จึงไม่เคยวางแผนตั้งรับสถานการณ์ใดๆ จนกระทั่งภาวะเศรษฐกิจส่งผลให้จำใจต้องลาออก โดยไม่มีงานใดๆ สำรองไว้เลย คุณปรัญรัชต์ บุญสุรัชต์สิรี (เช็ง) ใช้เวลาอยู่กับตัวเองเช่นนั้นนานพอควร ไตร่ตรอง และหาหนทางสร้างอาชีพที่ตนเองชอบ กระทั่งวันหนึ่ง ได้รับเชิญให้ไปเป็นหุ่นเคาะหน้า (ศาสตร์เคาะหน้าของโปรน้อง คุณกิรณา แก้วกาหลง) โดยผู้เคาะหน้าให้ในวันนั้นคือ คุณปรารถนา ใจชาญสุขกิจ หรือโปรปรารถนา ศิษย์ของโปรน้อง แม้จะเป็นผู้หญิงรักสวยรักงาม แต่ทว่าคุณปรัญรัชต์ ไม่คิดฝันว่าสิ่งนี้จะกลายมาเป็นอาชีพในอนาคต จนกระทั่งเมื่อการเคาะหน้าหรือนวดหน้าจบลง ประสิทธิผลจากใบหน้าของตนเองที่ได้รับจากปลายนิ้วของผู้ลงมือ ทำให้ทึ่ง และถึงขั้นเอ่ยปากว่า “ถ้าเปิดสอนเมื่อไหร่ จะขอเป็นศิษย์คนแรก” นับจากนั้นไม่ถึง 1 เดือน คุณปรัญรัชต์ได้รับโทรศัพท์จากโปรปรารถนา ว่าพร้อมจะเปิดสอนแล้ว “ตอนนั้นตื่นเต้นมาก แต่บอกก่อนว่า เหตุผลที่คิดเรียนก็เพื่อนำกลับมาดูแลตัวเอง และคนที่เรารัก ยังไม่คิดถึงขั้นเป็นอาชีพ จึงตัด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางอุดม เปียผล อายุ 59 ปี เกษตรกรชาวนา เกษตรกรบ้านเลขที่ 67 หมู่ 4 ต.ตลาดน้อย อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี เกษตรกร ทำนามานาน มีนา 30 ไร่ ต้องคลุกคลี กับยา กับสารเคมีหน้าแล้งภัยแล้งขาดน้ำแย่งน้ำกันทำนาบ้าง ข้าวขายได้ไม่มีราคา มีปัญหาขาดทุนตลอด ต่อมา ลูกชายของนางอุดม เปิดดูช่องทางหากินทางอินเตอร์เน็ตตลอด จึงแนะนำบอก นางอุดม คุณแม่ ให้เลิกทำนาหันมาปลูกไผ่ตงลืมแล้งแทน นางอุดม จึงได้ทำตามที่ลูกชายที่แนะนำ โดยลูกชายช่วยหาพันธุ์ไผ่ตงลืมแล้งมาให้ปลูก เริ่มแรกปลูกไผ่ตงลืมแล้ง จำนวน 3 ไร่ พลิกพื้นดินที่ทำนามาตลอดชีวิตหันมาพลิกพื้นดินปลูกไผ่ตงแทน เพื่อนบ้านก็ดูถูก ว่าบ้า ที่เลิกทำนาหันมาปลูกไผ่ตงแทน ใช้น้ำจากคลองชลประทาน คลอง 23 ขวา ใช้น้ำน้อย นางอุดม ปลูกไผ่ตง 3 เดือนแรก ต้นไผ่เริ่มออกลำ 7 เดือนก็เก็บหน่อไม้ขายได้ หมายถึง ตั้งแต่เรื่องปลูก จนสามารถเก็บหน่อไม้ขายได้ ใช้เวลาเพียง 7 เดือน แรกๆ เก็บหน่อไม้ขายได้กิโลกรัมละ 30 บาท ใน 3 ไร่ เก็บหน่อไม้ขาย วันเว้นวัน เก็บหน่อไม้ได้ วันละ 50-70 กิโลกรัม ตอนนี้ราคาหน่อไม้เหลือกิโลกรัมละ 25 บาท และ ได้ปลูกไผ่เพิ่ม อีก 4 ไร่ขณะนี้ นางอุดม รวมปลู
ปัจจุบัน ไม้ดอกไม้ประดับมีความจำเป็นต่อชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์มากขึ้น ทั้งนี้ เพราะมนุษย์มิใช่มีความต้องการเฉพาะปัจจัยสี่เท่านั้น แต่ยังต้องการจัดสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยให้เกิดความร่มรื่น สวยงามน่าอยู่อีกด้วย เช่น มีการจัดสวน ตกแต่งอาคาร สถานที่ บ้านพักอาศัย อาคารสำนักงาน โรงเรียน และสถานที่ต่างๆ ให้เกิดความสวยงาม จะเห็นได้ว่า การผลิตไม้ดอกไม้ประดับเพื่อการค้า นับวันจะมีความสำคัญทางเศรษฐกิจและได้รับความสนใจมากขึ้น และมีมูลค่าของผลิตภัณฑ์สูงเท่าเทียมกับผลิตผลทางการเกษตรสาขาอื่นๆ จนสามารถสร้างรายได้ให้กับผู้จำหน่ายไม้ดอกไม้ประดับได้อย่างงดงาม อาจารย์ราตรี สะดีวงศ์ หรือ อาจารย์หมวย อายุ 46 ปี มีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 999 หมู่ที่ 2ตำบลไร่น้อย อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี มีอาชีพหลักคือ รับราชการ ในตำแหน่ง รองผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคพิบูลมังสาหาร อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ส่วนอาชีพเสริมคือ ผลิตและจำหน่ายไม้ดอกไม้ประดับและต้นไม้ดัด รวมทั้งไม้ผลนานาชนิด จนสามารถสร้างรายได้เดือนละไม่ต่ำกว่า 500,000 บาท อาจารย์ราตรี เล่าว่า เมื่อก่อนตนเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่ วิทยาลัยเกษตร
ปกติคนที่มีอาชีพทำนา ซึ่งหมายถึงการปลูกข้าวมักจะจน ทว่า สำหรับ คุณนิทัศน์ เจริญธรรมรักษา กลับร่ำรวย จากการปลูกข้าว เพียงแต่การปลูกข้าวของเขาไม่ได้ปลูกเพื่อนำมากิน หรือขายให้คนอื่นกิน แต่เขาปลูกข้าวเพื่อต้องการเอาเมล็ดข้าวมาทำพันธุ์ นาข้าวของเขาอยู่บนพื้นที่ 80 ไร่ ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี มีชื่อเป็นทางการว่าเมล็ดพันธุ์ข้าวเฮียใช้ เฮียใช้คือชื่อของผู้เป็นพ่อ ปัจจุบันพันธุ์ข้าวเฮียใช้ได้ส่งจำหน่ายผ่านตัวแทนเกือบทั่วประเทศ ผมมีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมการผลิตพันธุ์ข้าวถึงที่ คุณนิทัศน์ได้กรุณาพาผมไปชมขบวนการผลิตทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมเมล็ดพันธุ์ที่จะปลูกขยายพันธุ์การเพาะต้นกล้า การเตรียมนาที่จะเอาต้นกล้าลงปักดำ การเตรียมดินและปุ๋ย ทุกอย่างใช้เครื่องจักรทันสมัย อธิบายให้ละเอียดยากว่าทำกันอย่างไร การปักดำก็ใช้รถ โดยไม่ต้องใช้คนลงไปดำทำนาเหมือนชาวนาทั่วไป ถึงแม้ตอนที่ผมไปดูงานที่นี่ ข้าวยังเป็นต้นเล็กๆ ยังไม่ออกรวง แต่ได้ดูจากภาพ จึงได้รู้ว่ามีรถทันสมัยเก็บเกี่ยวข้าวด้วย พอเก็บข้าวได้แล้วก็จะมีห้องเก็บผลผลิต ก่อนนำข้าวทุกเมล็ดมาตากมาบรรจุถุงขาย ถ
ผู้สื่อข่าวเดินทางไปดูวิถีชาวประมงพื้นบ้านที่ประกอบอาชีพจับเคยตามแนวชายฝั่งทะเลจ.ตราด ซึ่งเป็นอาชีพหลักของประมงพื้นบ้าน ระหว่างเดือนพฤษภาคม – เดือนธันวาคม ที่จะมีชาวประมงพื้นบ้านหลายตำบล หลายหมู่บ้าน ออกหาเคยหรือกุ้งเคย เพื่อนำมาทำกะปิ นายประนอม อ่อนเพชร ชาวประมงพื้นบ้าน บ้านตาหนึก ต.คลองใหญ่ อ.คลองใหญ่ ปกติก่อนหน้านี้ตนเองจะออกหาปู หาปลา ตามแนวชายฝั่ง ซึ่งเป็นอาชีพหลักเลี้ยงปากท้องและครอบครัวมาตลอด แต่ในช่วงนี้เป็นช่วงลมมรสุมหรือมีฝนตก มักจะพบกุ้งเคยจำนวนมาก ไหลตามกระแสตามแนวชายฝั่ง ซึ่งเวลานี้เอง หลังจากหาปูหาปลาเสร็จแล้ว ก็มาจับกุ้งเคย ได้เฉลี่ยวันละ 30-60 กิโลกรัม แต่บางวันได้มากถึง 100 กิโลกรัม นายประนอม กล่าวว่า หลังจากจับกุ้งเคยมาได้แล้ว จะใช้น้ำล้างทรายออก เสร็จแล้วแยกขยะหรือหรือปลาที่ติดมากับอวน ขณะจับกุ้งเคย เมื่อแยกได้เฉพาะกุ้งเคยแล้ว นำไปคลุกเคล้ากับเกลือในอัตราส่วนที่เท่ากัน หรืออัตราเกลือ 1 ส่วน กุ้งเคย 10 ส่วน เป็นต้น แล้วแต่สูตรของแต่ละเจ้า จากนั้นนำไปตากแดด 2-3 แดด จากนั้นนำมาตำให้แหลก และตากแดดอีกครั้ง จนได้กะปิส่งร้านขายชุมชุนในท้องถิ่น ในราคากิโลกรัมละ 70-80 บาท แ
“ไผ่เป๊าะหวาน” ลำต้นไม่ตรง เป็นไผ่เปลือกบาง มีเส้นผ่าศูนย์กลางลำ 6 นิ้ว สูง 8-10 เมตร ปล้องยาวโดยประมาณ 12 นิ้ว เนื้อไม้บาง ลักษณะใบมีสีเขียวเล็กคล้ายหอก ก้านมีสีเหลือง มักพบกระจายพันธุ์ตามชายแดนไทย-พม่า แถบจังหวัดแม่ฮ่องสอน และจังหวัดตากมีบ้างเป็นบางพื้นที่ เป็นต้นกล้าที่มาจากเมล็ด จึงไม่ต้องห่วงเรื่องไผ่จะแก่และตายขุย อยู่ได้ไม่ต่ำกว่า 70-80 ปี หน่อมีขนาดใหญ่เต็มที่ 2.5-3 กิโลกรัม รสชาติหวาน กรอบ ไม่มีเสี้ยน เนื้อเยอะ นิยมนำมาต้มจืด ผัดหน่อไม้ใส่หมู และใส่ในกระเพาะปลา อร่อยอย่าบอกใคร คุณเฉลิม ยานะวงษ์ เกษตรกรผู้ปลูกไผ่ เจ้าของไร่ ยานะวงษ์ ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 336 หมู่ที่ 9 ต.พะวอ อ.แม่สอด จ.ตาก คุณเฉลิม ได้เริ่มปลูกไผ่มาแล้วกว่า 7 ปี มีอาชีพเดิมคือ ทำไร่ข้าวโพด แต่เนื่องจากประสบปัญหาภัยแล้งที่นับวันยิ่งจะทวีความรุนแรงมากขึ้น บวกกับราคาข้าวโพดไม่ดี คนปลูกเยอะ แรงงานหายาก ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน คุณเฉลิมจึงเริ่มหันมาปลูกไผ่เป๊าะ โดยให้เหตุผลที่เลือกปลูกไผ่เป๊าะว่า ไผ่เป๊าะมีราคาดี ราคาซื้อขายกันในสวนกิโลกรัมละ 40 บาท ถ้าขยันหน่อยก็นำไปวางขายตามริมถนนแม่สอด ก็จะได้ราคาถึงกิโลกรัมละ 50 บาท ซ
สวัสดีค่ะ พริก กับคนไทยเป็นของคู่กันมาช้านาน ในสำรับกับข้าวของคนไทยจึงไม่เคยขาดอาหารจานเผ็ด ไม่ว่าจะเป็น ต้ม ผัด แกง แม้แต่ของทอดยังต้องมีน้ำจิ้มรสเผ็ดเป็นของคู่กัน แต่ในวันนี้วันที่คนกินหวาดหวั่นพรั่นพรึงกับสารเคมีที่ปะปนอยู่กับผลผลิตเกษตร พริกที่คนไทยกินใช้กันเยอะก็ถูกตั้งข้อ กังขาไปด้วย ดังนั้น ฉบับนี้รันตีจึงขอนำท่านบุกเข้าไปในแนวป่า ฝ่าถนนลูกรัง ลัดตัดหลังทุ่งเพื่อมุ่งหน้าไปหาสวนพริกที่กาญจนบุรี สวนพริกที่นี่พยายามจะใช้สารอินทรีย์ชีวภาพให้มากขึ้น ลดสารเคมีให้น้อยลง อยู่ในระดับที่สมดุลเพื่อไม่ให้ตกค้างมาถึงคนกินอย่างเราท่าน เกษตรกรผู้ปลูกพริกที่นี่มีดีอย่างไร จึงทำให้รันตีต้องพาหนังหน้าสวยๆ ไปตากแดด ตากลม ก้นระบมกับการนั่งรถ เดี๋ยวจะได้รู้กันค่ะ ปลูกพริกอาศัยน้ำฝน พาท่านมาพบกับ คุณสมยศ นิลเขียว เกษตรกรผู้ปลูกพริกที่บ้านโป่งกะอิฐ ตำบลหนองขาว อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี คุณสมยศ เล่าว่า มีพื้นที่ปลูกพริกอยู่ 3 ไร่ ในแต่ละปีจะปลูกพืชหมุนเวียนคือ ปลูกผักชีสลับกับพริก โดยจะหว่านผักชีก่อนในช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากหว่านแล้ว 45วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผักชีได้ จากนั้นจึงตัดหญ้าโดยใช้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าพบอดีตข้าราชการ หลังเกษียณ ปลูก”อินทผลัม”ตัวอย่าง ทำเงินที่บ้านนาดอกไม้ เมืองสกลนคร ทราบชื่อคือ นายจเร ชีวะธรรม หรือ ลุงโจ้อายุ 69 ปี อยู่ที่ 290 บ้านนาดอกไม้ ตำบลฮางโฮง อ.เมือง จ.สกลนคร เปิดเผยว่า เป็นอดีตข้าราชการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ในช่วงที่ทำงานก็มีความสนใจเรื่องการเกษตรโดยเฉพาะแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงนั้น ได้นำมาศึกษาตลอดแตละตั้งใจหากเวลาพอมีจะทำทันที ต่อมาได้รวบรวมเงินซื้อที่ดินได้จำนวนหนึ่งปลูกบ้านและลงมือทำแบบพอเพียง ปลุกทุกอย่างที่กิน และไม่ได้ซื้อ พร้อมกับคิดที่จะปลูกที่ชอบกินคืออินทผลัม มักจะหาหนังสือมาอ่าน ติดตาม มีการฝึกเพาะเมล็ดเป็นต้นกล้าแต่ก็ตายหมด ก็ไม่ละความพยายาม และได้ไปศึกษาการปลูกที่ไร่แห่งหนึ่งในแถบทางภาคเหนือ และซื้อต้นพันธุ์มาแบบกินผลสด นำลงมาปลูกในพื้นที่กว่า 8 ไร่ ปรากฏว่าให้ผลผลิตในปี 2 อย่างคุ้มค่า พร้อมกับจำหน่ายให้กับลูกค้าในราคากิโลกรัมละ 800 บาท คุณลุงจเรหรือโจ้กล่าวอีกว่าเริ่มปลูกตั้งปี 2551 เป็นต้นมา ปัจจุบันมีอินทผลัมแบบกินผลสดกว่า 120 ต้น ที่ให้ผลผลิตแล้วและขณะนี้ ได้มีการขยายสวนเพิ่มขึ้นอีก แห่งหนึ่งในพ
“ชวนชมเป็นไม้ที่มีความพิเศษหลายอย่าง มันดูได้หลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโขด ในเรื่องของดอก นอกจากเป็นไม้เล็กแล้วยังเลี้ยงเป็นไม้ใหญ่ได้ ซึ่งเราสามารถเลี้ยงดูแลได้ตั้งแต่ไม้ยังเล็กมาก ไปจนถึง 10 ปี จนเป็นไม้ใหญ่ เอาเป็นว่าเราพอใจปลูกขนาดไหน ชวนชมนี่เป็นคำตอบที่ดีมาก เพราะว่ามีให้เราเล่นได้หลายขนาดเลย มันเลยเป็นไม้ที่น่าสนใจ” คุณศักดิ์ชัยกล่าว คุณศักดิ์ชัย วิริยะไพสิฐ อยู่บ้านเลขที่ 93 หมู่ 6 ต.วัดเพลง อ.วัดเพลง จ.ราชบุรี เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่มีความชำนาญในการปลูกเลี้ยงชวนชม ที่เน้นการขยายพันธุ์แบบให้ได้จำนวนมากๆ และมีคุณภาพจำหน่ายในราคาถูก สิ่งที่สำคัญที่สุดในการจำหน่าย คือเขาได้ทำการตลาดแบบก้าวทันโลกด้วยการลงโชว์ไม้ทางสื่อออนไลน์ให้คนได้รู้จัก ซึ่งเขาได้มองเห็นแล้วว่าคนในยุคปัจจุบันมีการใช้โซเชียลมีเดียมากกว่าการหยิบหนังสือ ชวนชมเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในแอฟริกาตะวันออก แถบแทนซาเนีย เคนยา และยูกันดา เป็นพืชอวบน้ำที่ทนแล้งอยู่ในทะเลทราย จนได้ฉายาว่า “กุหลาบทะเลทราย” คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดที่ปลูกชวนชมไว้ประจำบ้านจะทำให้เกิดการการนิยมชมชอบ เพราะชวนชมเป็นไม้มงคลนาม ตำแหน่งที่คว
ทีจ.ตรัง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มเกษตรกรชาวหมู่ที่ 1 ตำบลหนองบัว อำเภอรัษฎา จังหวัดตรัง รวม 5 คน ซึ่งนำโดย นางมณีรัตน์ สมหมาย อายุ 26 ปี ได้ลงขันกันคนละ 2,000 บาท หลังจากตัดโค่นสวนยางพารา แล้วหันมาสั่งเมล็ดพันธุ์ดาวเรือง จากจังหวัดเชียงใหม่ มาปลูกบนเนื้อที่ 3 ไร่ โดยได้เตรียมดินและปลูกไปแล้วกว่า 1 ไร่ จำนวน 12,000 ต้น ใช้เวลา 60 วัน ดาวเรืองรุ่นแรกก็เริ่มออกดอกให้เห็นอย่างสวยงาม ซึ่งเกษตรกรได้วางแผนปลูกให้ทันต่อการจำหน่ายในเทศกาลเข้าพรรษา ประจำปี 2559 เนื่องจากดอกดาวเรือง เป็นดอกไม้มงคล ปลูกง่าย โตเร็ว โรคและแมลงรบกวนน้อย ไม่ต้องใช้สารเคมี และยังมีตลาดที่รองรับได้อีกมาก ประกอบกับมีแหล่งน้ำใกล้บ้าน ทั้งนี้ ก่อนที่ทุกคนลงมือปลูกดาวเรือง เพื่อนบ้านในละแวกใกล้เคียงต่างมองว่าบ้า เพราะปลูกแล้วจะขายได้เฉพาะวันพระ ซึ่งใน 1 เดือนจะมีแค่ 4 ครั้งเท่านั้น เกษตรกรกลุ่มนี้จึงตัดสินใจใช้โลกโซเซียลให้เกิดประโยชน์ ด้วยการถ่ายภาพลงในไลน์ และเฟสบุ๊กของพวกตน ตั้งแต่ยังไม่เริ่มตัดดอก ปรากฏว่า ไม่ถึงสัปดาห์มีบรรดาพ่อค้าแม่ค้าที่ทราบข่าวต่างโทรศัพท์มาสั่งจองกันเป็นจำนวนมาก โดยให้ราคาตั้งแต่ดอกละ 50 สตา
