How to
“ไผ่เป๊าะหวาน” ลำต้นไม่ตรง เป็นไผ่เปลือกบาง มีเส้นผ่าศูนย์กลางลำ 6 นิ้ว สูง 8-10 เมตร ปล้องยาวโดยประมาณ 12 นิ้ว เนื้อไม้บาง ลักษณะใบมีสีเขียวเล็กคล้ายหอก ก้านมีสีเหลือง มักพบกระจายพันธุ์ตามชายแดนไทย-พม่า แถบจังหวัดแม่ฮ่องสอน และจังหวัดตากมีบ้างเป็นบางพื้นที่ เป็นต้นกล้าที่มาจากเมล็ด จึงไม่ต้องห่วงเรื่องไผ่จะแก่และตายขุย อยู่ได้ไม่ต่ำกว่า 70-80 ปี หน่อมีขนาดใหญ่เต็มที่ 2.5-3 กิโลกรัม รสชาติหวาน กรอบ ไม่มีเสี้ยน เนื้อเยอะ นิยมนำมาต้มจืด ผัดหน่อไม้ใส่หมู และใส่ในกระเพาะปลา อร่อยอย่าบอกใคร คุณเฉลิม ยานะวงษ์ เกษตรกรผู้ปลูกไผ่ เจ้าของไร่ ยานะวงษ์ ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 336 หมู่ที่ 9 ต.พะวอ อ.แม่สอด จ.ตาก คุณเฉลิม ได้เริ่มปลูกไผ่มาแล้วกว่า 7 ปี มีอาชีพเดิมคือ ทำไร่ข้าวโพด แต่เนื่องจากประสบปัญหาภัยแล้งที่นับวันยิ่งจะทวีความรุนแรงมากขึ้น บวกกับราคาข้าวโพดไม่ดี คนปลูกเยอะ แรงงานหายาก ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน คุณเฉลิมจึงเริ่มหันมาปลูกไผ่เป๊าะ โดยให้เหตุผลที่เลือกปลูกไผ่เป๊าะว่า ไผ่เป๊าะมีราคาดี ราคาซื้อขายกันในสวนกิโลกรัมละ 40 บาท ถ้าขยันหน่อยก็นำไปวางขายตามริมถนนแม่สอด ก็จะได้ราคาถึงกิโลกรัมละ 50 บาท ซ
สวัสดีค่ะ พริก กับคนไทยเป็นของคู่กันมาช้านาน ในสำรับกับข้าวของคนไทยจึงไม่เคยขาดอาหารจานเผ็ด ไม่ว่าจะเป็น ต้ม ผัด แกง แม้แต่ของทอดยังต้องมีน้ำจิ้มรสเผ็ดเป็นของคู่กัน แต่ในวันนี้วันที่คนกินหวาดหวั่นพรั่นพรึงกับสารเคมีที่ปะปนอยู่กับผลผลิตเกษตร พริกที่คนไทยกินใช้กันเยอะก็ถูกตั้งข้อ กังขาไปด้วย ดังนั้น ฉบับนี้รันตีจึงขอนำท่านบุกเข้าไปในแนวป่า ฝ่าถนนลูกรัง ลัดตัดหลังทุ่งเพื่อมุ่งหน้าไปหาสวนพริกที่กาญจนบุรี สวนพริกที่นี่พยายามจะใช้สารอินทรีย์ชีวภาพให้มากขึ้น ลดสารเคมีให้น้อยลง อยู่ในระดับที่สมดุลเพื่อไม่ให้ตกค้างมาถึงคนกินอย่างเราท่าน เกษตรกรผู้ปลูกพริกที่นี่มีดีอย่างไร จึงทำให้รันตีต้องพาหนังหน้าสวยๆ ไปตากแดด ตากลม ก้นระบมกับการนั่งรถ เดี๋ยวจะได้รู้กันค่ะ ปลูกพริกอาศัยน้ำฝน พาท่านมาพบกับ คุณสมยศ นิลเขียว เกษตรกรผู้ปลูกพริกที่บ้านโป่งกะอิฐ ตำบลหนองขาว อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี คุณสมยศ เล่าว่า มีพื้นที่ปลูกพริกอยู่ 3 ไร่ ในแต่ละปีจะปลูกพืชหมุนเวียนคือ ปลูกผักชีสลับกับพริก โดยจะหว่านผักชีก่อนในช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากหว่านแล้ว 45วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผักชีได้ จากนั้นจึงตัดหญ้าโดยใช้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าพบอดีตข้าราชการ หลังเกษียณ ปลูก”อินทผลัม”ตัวอย่าง ทำเงินที่บ้านนาดอกไม้ เมืองสกลนคร ทราบชื่อคือ นายจเร ชีวะธรรม หรือ ลุงโจ้อายุ 69 ปี อยู่ที่ 290 บ้านนาดอกไม้ ตำบลฮางโฮง อ.เมือง จ.สกลนคร เปิดเผยว่า เป็นอดีตข้าราชการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ในช่วงที่ทำงานก็มีความสนใจเรื่องการเกษตรโดยเฉพาะแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงนั้น ได้นำมาศึกษาตลอดแตละตั้งใจหากเวลาพอมีจะทำทันที ต่อมาได้รวบรวมเงินซื้อที่ดินได้จำนวนหนึ่งปลูกบ้านและลงมือทำแบบพอเพียง ปลุกทุกอย่างที่กิน และไม่ได้ซื้อ พร้อมกับคิดที่จะปลูกที่ชอบกินคืออินทผลัม มักจะหาหนังสือมาอ่าน ติดตาม มีการฝึกเพาะเมล็ดเป็นต้นกล้าแต่ก็ตายหมด ก็ไม่ละความพยายาม และได้ไปศึกษาการปลูกที่ไร่แห่งหนึ่งในแถบทางภาคเหนือ และซื้อต้นพันธุ์มาแบบกินผลสด นำลงมาปลูกในพื้นที่กว่า 8 ไร่ ปรากฏว่าให้ผลผลิตในปี 2 อย่างคุ้มค่า พร้อมกับจำหน่ายให้กับลูกค้าในราคากิโลกรัมละ 800 บาท คุณลุงจเรหรือโจ้กล่าวอีกว่าเริ่มปลูกตั้งปี 2551 เป็นต้นมา ปัจจุบันมีอินทผลัมแบบกินผลสดกว่า 120 ต้น ที่ให้ผลผลิตแล้วและขณะนี้ ได้มีการขยายสวนเพิ่มขึ้นอีก แห่งหนึ่งในพ
“ชวนชมเป็นไม้ที่มีความพิเศษหลายอย่าง มันดูได้หลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโขด ในเรื่องของดอก นอกจากเป็นไม้เล็กแล้วยังเลี้ยงเป็นไม้ใหญ่ได้ ซึ่งเราสามารถเลี้ยงดูแลได้ตั้งแต่ไม้ยังเล็กมาก ไปจนถึง 10 ปี จนเป็นไม้ใหญ่ เอาเป็นว่าเราพอใจปลูกขนาดไหน ชวนชมนี่เป็นคำตอบที่ดีมาก เพราะว่ามีให้เราเล่นได้หลายขนาดเลย มันเลยเป็นไม้ที่น่าสนใจ” คุณศักดิ์ชัยกล่าว คุณศักดิ์ชัย วิริยะไพสิฐ อยู่บ้านเลขที่ 93 หมู่ 6 ต.วัดเพลง อ.วัดเพลง จ.ราชบุรี เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่มีความชำนาญในการปลูกเลี้ยงชวนชม ที่เน้นการขยายพันธุ์แบบให้ได้จำนวนมากๆ และมีคุณภาพจำหน่ายในราคาถูก สิ่งที่สำคัญที่สุดในการจำหน่าย คือเขาได้ทำการตลาดแบบก้าวทันโลกด้วยการลงโชว์ไม้ทางสื่อออนไลน์ให้คนได้รู้จัก ซึ่งเขาได้มองเห็นแล้วว่าคนในยุคปัจจุบันมีการใช้โซเชียลมีเดียมากกว่าการหยิบหนังสือ ชวนชมเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในแอฟริกาตะวันออก แถบแทนซาเนีย เคนยา และยูกันดา เป็นพืชอวบน้ำที่ทนแล้งอยู่ในทะเลทราย จนได้ฉายาว่า “กุหลาบทะเลทราย” คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดที่ปลูกชวนชมไว้ประจำบ้านจะทำให้เกิดการการนิยมชมชอบ เพราะชวนชมเป็นไม้มงคลนาม ตำแหน่งที่คว
ทีจ.ตรัง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มเกษตรกรชาวหมู่ที่ 1 ตำบลหนองบัว อำเภอรัษฎา จังหวัดตรัง รวม 5 คน ซึ่งนำโดย นางมณีรัตน์ สมหมาย อายุ 26 ปี ได้ลงขันกันคนละ 2,000 บาท หลังจากตัดโค่นสวนยางพารา แล้วหันมาสั่งเมล็ดพันธุ์ดาวเรือง จากจังหวัดเชียงใหม่ มาปลูกบนเนื้อที่ 3 ไร่ โดยได้เตรียมดินและปลูกไปแล้วกว่า 1 ไร่ จำนวน 12,000 ต้น ใช้เวลา 60 วัน ดาวเรืองรุ่นแรกก็เริ่มออกดอกให้เห็นอย่างสวยงาม ซึ่งเกษตรกรได้วางแผนปลูกให้ทันต่อการจำหน่ายในเทศกาลเข้าพรรษา ประจำปี 2559 เนื่องจากดอกดาวเรือง เป็นดอกไม้มงคล ปลูกง่าย โตเร็ว โรคและแมลงรบกวนน้อย ไม่ต้องใช้สารเคมี และยังมีตลาดที่รองรับได้อีกมาก ประกอบกับมีแหล่งน้ำใกล้บ้าน ทั้งนี้ ก่อนที่ทุกคนลงมือปลูกดาวเรือง เพื่อนบ้านในละแวกใกล้เคียงต่างมองว่าบ้า เพราะปลูกแล้วจะขายได้เฉพาะวันพระ ซึ่งใน 1 เดือนจะมีแค่ 4 ครั้งเท่านั้น เกษตรกรกลุ่มนี้จึงตัดสินใจใช้โลกโซเซียลให้เกิดประโยชน์ ด้วยการถ่ายภาพลงในไลน์ และเฟสบุ๊กของพวกตน ตั้งแต่ยังไม่เริ่มตัดดอก ปรากฏว่า ไม่ถึงสัปดาห์มีบรรดาพ่อค้าแม่ค้าที่ทราบข่าวต่างโทรศัพท์มาสั่งจองกันเป็นจำนวนมาก โดยให้ราคาตั้งแต่ดอกละ 50 สตา
ไก่ย่างที่ไหนๆ เราก็เห็นกันมาแล้ว ไก่ย่างชื่อดังๆ เราก็เคยเห็นเคยได้กินมาแล้ว ไก่ย่างคู่กับข้าวเหนียวส้มตำถามใครๆ ก็รู้จักกันเป็นอย่างดี ทุกคนเคยกินกันมาแล้วทั้งนั้น อดีตสาวห้างคนหนึ่งผันชีวิตออกมาอยู่บ้านนอก ทำไก่ย่างธรรมดาขายริมถนน ปรากฏว่าขายไม่ค่อยดี จึงมีแนวคิดต่อยอดจากการปิ้งไก่ย่างเป็นตัวๆ หันมามองเห็นไม้ไผ่สีสุกข้างบ้านลำใหญ่ ถ้าหากเอาไก่คลุกสมุนไพรยัดใส่ในกระบอกไม้ไผ่ เหมือนกับที่เราเผาข้าวหลามมันน่าจะหอมชวนกินมากกว่านี้ เพราะกระบอกไม้ไผ่มีเยื่อหุ้มขาวๆ อยู่ข้างในจึงทดลองทำดู ปรากฏว่าวางขายคู่กับไก่ย่างแบบเก่าเสียบไม้ พอดีมีลูกค้าแวะซื้อและสอบถามว่ากระบอกอะไร จึงบอกไปว่าไก่กระบอก ลูกค้าเห็นแล้วทึ่งเลยลองซื้อกินและบอกต่อๆ กันไป เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่มีความคิดแปลกกว่าคนอื่น เลยกลายเป็นสินค้าตัวใหม่ในสายตาของนักกินนักเที่ยว คุณจรัส อินทร์ดี อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 47 หมู่ที่ 6 ตำบลหนองแก อำเภอหนองนาคา จังหวัดอุดรธานี คือเจ้าของผลงานที่แนะนำมา คุณจรัส บอกว่า รู้สึกดีใจที่ทำไก่กระบอกออกขายได้ รู้สึกดีใจที่ลูกค้ารู้จักไก่กระบอกของเธอและชื่นชมในความคิดที่แปลกๆ…คุณจรัส บอกว่า
ร้านอาหารมุสลิมในกาญจนบุรีมีเยอะแยะมากมายหลายร้าน แต่ใครจะรู้บ้างละครับว่าร้านอาหารมุสลิมในกาญจนบุรีนั้น ร้านไหนจะอร่อยถูกใจ ถ้าไม่ได้เป็นเห็นด้วยตา ชิมด้วยปากและรับรู้กลิ่นหอมๆ น่าทานด้วยตัวเอง วันนี้ มติชนออนไลน์ ขอแนะนำ 10 เมนูอาหารมุสลิมในกาญจนบุรีที่ไปแล้วต้องไม่พลาดต้องไปลิ้มรสอาหารต้นตำรับแท้ๆ พร้อมกับชมบรรยากาศของเมืองที่น่าเที่ยวตั้งอยู่ห่างจากเมืองหลวงไม่กี่ชั่วโมงก็เดินทางไปถึงได้อย่างสบายๆ จะมีเมนูอะไรน่าสนใจบ้างชมภาพพร้อมคลิปกันเลยครับ… ดา ดา โรตีโอ่ง ข้าวหมกไก่ ตลาดท่าม่วง ซุปหางวัว ตลาดท่าม่วง ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ตลาดท่าม่วง ไก่ทอดบังสัน ตลาดโต้รุ่ง ข้าวหมกไก่บังสัน ตลาดโต้รุ่ง เนื้อทอดแดดเดียว ครัวซุเบรฟาร์ม กะเพราเนื้อสับ ครัวซุเบรฟาร์ม สเต๊กเนื้อ ครัวบ้านสวนไผ่ สปาเกตตีคาโบนาร่า ครัวบ้านสวนไผ่ ส้มตำ ครัวฮาลาล ผัดไทยกุ้งสด ครัวฮาลาล
อาจคุ้นตากันดี สำหรับขนมหวานอย่าง วุ้นน้ำมะพร้าวบรรจุถ้วย ตรา แม่ละมาย ซึ่งวางขายอยู่เป็นประจำในตู้แช่ของร้านสะดวกซื้ออย่าง เซเว่นอีเลฟเว่น ผลิตภัณฑ์นี้ มี คุณวีระ ตั้งวุทฒิไกรวิทย์ เป็นเจ้าของกิจการ ซึ่งในแวดวงคนทำมาค้าขาย หลายต่อหลายคนยกย่องให้เขาเป็นหนึ่งใน “เอสเอ็มอี ไอดอล” ด้วยเหตุผลเป็นคน “เคยล้ม” แต่สามารถ “ลุกขึ้น” ได้อย่างสง่างาม มาจนถึงทุกวันนี้ “กิจการโรงพิมพ์ของผมค่อนข้างไปได้ดี กระทั่งปี 2540 มาเจอวิกฤตต้มยำกุ้ง ขณะกำลังเตรียมขยายงาน เหมือนตึกถล่มลงมาเลย เจ๊งแบบไม่มีอะไรเหลือ ยอมรับว่าหมดตัวจริงๆ” คุณวีระ ย้อนความทรงจำเสียงหม่น ก่อนเล่าต่อ ช่วงนั้นกลับมาตั้งหลักที่จังหวัดสุพรรณบุรี บ้านเกิดของภรรยา เพื่อหารือกันจะทำอะไรต่อดี ก่อนตั้งคำถามกับตัวเอง มีความถนัดอะไร ได้คำตอบ มีความถนัดในการทำอาหาร เลยลงทุนใหม่ด้วยการเปิดร้าน “ปิ้งไก่” ขายหน้าบ้าน ริมถนนสายสุพรรณบุรี-ชัยนาท “เอาถัง 200 ลิตรมาผ่าครึ่งทำเป็นเตา ปิ้งไก่ขาย 2 คนกับแฟน ลูกค้าเยอะนะ บางคนขับรถเบนซ์มาซื้อ หลายคนชมว่ารสชาติดี เลยคิดว่ามาถูกทาง ค้าขายของกินดีกว่า” เจ้าของเรื่องราว เล่า แต่อาชีพ “ปิ้งไก่” ขายนั้น คุณวีระ
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งของการล้อมรั้วกระแสไฟฟ้า เพื่อป้องกันทรัพย์สิน ในบ้านเรือน โรงงาน โรงเก็บของ เรือกสวนไร่นา กระทั่งมีคนได้รับบาดเจ็บหรือกระทั่งเสียชีวิต ในกรณีดังกล่าว ในแง่ของกฎหมายแล้ว กรณีใดที่จะเข้าข่ายเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือกรณีใดที่จะเป็นการเจตนาทำร้ายเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต้องพิจารณา ข้อเท็จจริงเป็นกรณีๆไป โดยอาจแยกได้เป็น 3 กรณีคือ ๑.ผิดตามปอ. มาตรา ๒๙๐ เจตนาทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย มาตรา ๒๙๐ ผู้ใดมิได้มีเจตนาฆ่า แต่ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี ดังเช่น ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4884/2528 การที่ ส. ผู้ตายได้เข้าไปในบริเวณบ่อปลาของนายจ้างของจำเลยเพื่อจะเกี่ยวหญ้า ซึ่งจำเลยไม่มีสิทธิทำร้ายผู้ตายได้เมื่อจำเลยขึงลวดไว้ภายในรั้วลาดหนามที่ล้อมรอบบริเวณบ่อเลี้ยงปลาของนายจ้างและปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้าไปตามลวดนั้นผู้ตายมาถูกสายไฟฟ้าของจำเลยเข้าถึงแก่ความตาย ถือไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันสิทธิของผู้อื่นโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยย่อมมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
จากประเด็นที่มีการพูดถึงกันอย่างกว้างขวางในเวลานี้ในเรื่องการใช้กฎหมายอาญา “ฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน” นั้น ในเรื่องดังกล่าว อยู่ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 อนุ 4 ดังนี้ มาตรา ๒๘๙ ผู้ใด …. (๔) ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และมีโทษบัญญัติไว้ใน วรรค 2 นั้นคือ ต้องระวางโทษประหารชีวิต จะเห็นได้ว่า เป็นโทษขั้นสูงสุด และเป็นโทษที่จะลงได้สถานเดียวซึ่งต่างจาก การฆ่าตามปกติ ในมาตรา 288 ที่ว่า มาตรา ๒๘๘ ผู้ใดฆ่าผู้อื่น ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี ตัวอย่าง คำพิพากษาของศาลฎีกา ในเรื่องการฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เช่น คำพิพากษาฎีกา 3576/2533 “ขณะจำเลย ผู้ตาย และพวกนั่งดื่มสุราอยู่ด้วยกัน ผู้ตายพูดว่า จำเลยหัวล้านหรอยจัง แล้วใช้มือลูบศีรษะจำเลย จำเลยลุกจากวงสุราไป ต่อมาประมาณ 15 นาที จำเลยถือปืนแก๊ปยาวมายิงผู้ตายถึงแก่ความตาย กรณีมิใช่โทสะที่พุ่งขึ้นเฉพาะหน้าขณะที่ผู้ตายใช้มือลูบศีรษะจำเลย แล้วจำเลยใช้อาวุธปืนมายิงผู้ตายทันที แต่เป็นกรณีที่จำเลยเกิดโทสะแล้วออกจากวงสุราไป เกิดความคิดจะฆ่าผู้ตายในภายหลัง และเป็นพฤติการณ์ที่จำเลยจะต้องคิดไตร่ตรองตัดสินใจอย่างหนั
