Featured
วันที่ 6 ม.ค. เอพีและเดลีเมล์รายงานถึงสภาพภูมิอากาศโลกแปรปรวนหนักทั้งหนาวจัดและร้อนจัดสุดขั้ว ว่า ออสเตรเลียในฝั่งขั้วโลกใต้ประสบภาวะคลื่นร้อน อุณหภูมิทะยานขึ้นกว่า 40 องศาเซลเซียส เตือนประชาชนให้อยู่ในร่ม ชายฝั่งด้านตะวันออกของออสเตรเลียอากาศร้อนจัดตลอดช่วงสุดสัปดาห์ ชาวเมืองในนครซิดนีย์และเมลเบิร์นเผชิญกับคลื่นความร้อน อุณหภูมิสูงถึง 38-41 องศาเซลเซียส บริเวณพื้นถนนของทางหลวงฮูมไฮเวย์ เชื่อมนครเมลเบิร์นกับซิดนีย์ เริ่มละลายครอบคลุมพื้นที่แล้ว 10 กิโลเมตร ทำให้การจราจรติดขัดขนานใหญ่ เพราะคนขับขี่หลบยางบนถนนที่ละลาย สถานการณ์ดังกล่าวยังทำให้รัฐวิกตอเรีย ภาคตะวันออกเฉียงใต้ ประกาศห้ามจุดไฟทั้งในที่แจ้งหรือกิจกรรมอื่นๆ ที่มีจุดประสงค์เพื่อการปรุงอาหารหรือตั้งแคมป์ นอกจากนี้ได้เตือนไปถึงรัฐเซาท์ออสเตรเลียว่าอาจร้อนถึง 46 องศา และกรุงแคนเบอร์รา เมืองหลวงอุณหภูมิอาจถึง 38 องศาเซลเซียส หน่วยรับมือไฟเตรียมพร้อม ส่วนที่สหรัฐอเมริกา ฝั่งขั้วโลกเหนือ พื้นที่ฝั่งตะวันออกเผชิญความหนาวเย็นจัดจากปรากฏการณ์บอมบ์ไซโคลน หนาวเหน็บตั้งแต่รัฐเวอร์จิเนียไปจนถึงรัฐเวอร์มอนต์ อุณหภูมิจะติดใกล้ศูนย์องศาตั้งแต
หนังสือพิมพ์จำปาใหม่ และอิดสะหละ สื่อข่าวสารและสังคมออนไลน์ประเทศลาว รายงานว่าในการประชุมแผนกการลงทุน แขวงจำปาสัก มีมติผ่านผลการประเมิมความเป็นไปได้ด้านเศรษฐกิจ แผนแม่บทการพัฒนา การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษมหานทีสี่พันดอน ตั้งอยู่แขวงจำปาสัก ตอนใต้ประเทศลาว สำหรับโครงการดังกล่าวมีมูลค่าประมาณกว่า 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในระยะเวลาคืนทุน 33 ปี ดึงดูดนักท่องเที่ยวกว่า 15 ล้านคน จะมีรายรับจากการท่องเที่ยว 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จะมีการสร้างโรงแรมระดับ 5 ดาว กาสิโนอีก 35 แห่ง จะสร้างรายรับและเงินปันผลให้รัฐบาล ประมาณ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี นอกจากนี้ ยังจะก่อสร้างสนามบิน ทางด่วน ทางรถไฟ สวนสนุก สวนสาธารณะ สวนสัตว์ สวนน้ำ และรีสอร์ต รวมทั้งศูนย์การประชุม และการแสดงนานาชาติ ร้านอาหารนานาชาติ สนามกีฬาทางบกและทางน้ำ ศูนย์การค้า สถานบันเทิง โรงภาพยนตร์ อีกทั้งยังก่อสร้างสถาบันค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ โรงเรียน และวิทยาลัย คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2018 แล้วเสร็จครบวงจรทุกอย่างในปี 2050 ขอบคุณภาพจาก น.ส.พ.จำปาใหม่ และ อิดสะหละ ที่มา ข่าวสดออนไ
เมื่อวันที่ 6 ม.ค. เอพีรายงานคดีทาสยุคใหม่ เมื่อศาลสหรัฐในเมืองฮูสตัน รัฐเท็กซัส มีคำสั่งให้นายชัดดี เอ็นโซบุนดู วัย 57 ปี และนางซานดรา เอ็นโซบุนดู วัย 49 ปี จ่ายเงินชดใช้เหยื่อเป็นเงิน 121,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 3.9 ล้านบาท ฐานบังคับใช้งานสตรีชาวไนจีเรียคนหนึ่งเยี่ยงทาสเป็นเวลา 20 ชั่วโมงต่อวัน ดูแลบ้านและลูก 5 คน โดยไม่จ่ายค่าแรงเป็นเวลา 2 ปี สองสามีภรรยาชาวอเมริกันเชื้อสายไนจีเรียเช่นกัน ว่าจ้างสตรีคนดังกล่าวและสัญญาว่าจะจ่ายค่าจ้างเป็นจำนวน 100 ดอลลาร์ หรือประมาณกว่า 3,200 บาทต่อเดือน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่เป็นไปตามข้อตกลง โดยทางเจ้าหน้าที่ศาลระบุว่าสตรีคนนี้นอกจากจะถูกใช้งานโดยไม่จ่ายค่าจ้างแล้วตั้งแต่ปี 2556-2558 ยังถูกทำร้ายทางร่างกายและด้วยวาจาอีกด้วย บ้านของครอบครัวนโซบุนดู / ภาพ nydailynews.com นายนโซบุนดู ยังยอมรับอีกว่าในปี 2559 ได้ปลอมแปลง แจ้งข้อมูลเท็จต่อการยื่นเรื่องต่อวีซ่าให้กับสาวใช้ ขณะที่ภรรยายอมรับเช่นกันว่าได้บังคับใช้แรงงาน โดยออกเอกสารบังคับให้ทำงานเกินตามที่กฎหมายกำหนด สตรีชาวไนจีเรียต้องทำงานทุกวันตั้งแต่เวลา 05.30 น. ถึง 1.00 น. ไม่มีเวลาพัก และต้องกินอาห
เมื่อวันที่ 6 ม.ค. เดลี่เมล์รายงานเรื่องราวประทับใจของพ่อลูกในมณฑลฝูเจี้ยน ภาคตะวันออกของจีน ที่ร่วมกันออกกำลังกาย หลังจากลูกชายสังเกตพ่อเริ่มมีอาการซึมเศร้าจึงชวนไปฟิตหุ่นด้วย จากร่างกายที่เคยลงพุงพลุ้ยเผละ กลายเป็นซิกซ์แพ็กกำยำทั้งพ่อลูก อีกทั้งสุขภาพจิตยังดีขึ้นด้วย นายติง กั๋วเหลียง ช่างภาพวัย 32 ปี ชวนนายติง ยู่หวาง คุณพ่อวัย 53 ปี เข้าฟิตเนสลดพุงตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2560 พร้อมกับมีการบันทึกภาพก่อนการออกกำลังไว้ ทั้งคู่ใช้เวลา 5 วันต่อสัปดาห์ในการออกกำลัง โดยใช้เวลาเกือบ 7 เดือน จนหน้าท้องที่กลมดิ๊กก็ได้กลายเป็นหน้าท้องซิกซ์แพ็ก โดยเฉพาะกับพ่อก่อนหน้านี้พ่อเป็นคนขี้อายไม่ค่อยพูด และหลังจากร่วมออกกำลังกายก็มีความสุขมากขึ้น ดูมีพลังมากขึ้น และดูหนุ่มขึ้น / ภาพจาก เพจ XYJesse มากกว่านั้นนายกั๋วเหลียงยังเชิญภรรยาตัวเองและคุณแม่ร่วมออกกำลังกายลดหุ่นเสริมสุขภาพ พร้อมกับร้องขอให้ทั้งคู่ถ่ายรูปตนกับคุณพ่อทุกๆ 10 วัน หลังออกกำลังกาย พร้อมกับโพสต์รูปภาพลงโลกโซเชี่ยล และเพจเฟซบุ๊ก XYJesse ของนายกั๋วเหลียง / ภาพจาก เพจ XYJesse โดยน้ำหนักก่อนหน้าของพ่อนายกั๋วเหลียงอยู่ที่ 83 กิโลกรัม
เพียงคืนเดียวที่ได้พักอยู่ในจังหวัดเล็กๆ ชื่อ “น่าน” ก็ทำให้คุณดนิตา สุภพัฒน์บงกช หรือคุณหนิง ตัดสินใจใช้ชีวิตที่เหลือต่อจากนี้ ที่นี่ คือ “บ้าน” แต่ทว่าในวัยก้าวสู่เลขสี่ ความหวั่นวิตกกับความเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดขึ้นในใจ กาแฟ โดนกลุ่มเป้าหมาย ตอบโจทย์คนเมืองน่าน “ตอนนั้นเพื่อนเดินทางเพื่อจะเข้ามาติดต่อเรื่องงานที่จังหวัดน่าน เลยขอติดรถเพื่อนมาด้วย ถือโอกาสเที่ยวและดูตลาด เพื่อหาลู่ทางนำผลิตภัณฑ์ของทางบ้านมาวางจำหน่าย แต่เพียงคืนเดียวที่ได้อยู่ก็พบกับความสุข ที่นี่มีจักรยานคันเดียวสามารถเดินทางไปได้รอบเมือง ผู้คนน่ารัก สงบ อีกทั้งยังเป็นเมืองท่องเที่ยวจึงมองเห็นโอกาสในการทำธุรกิจ” “เดินทางมาที่น่านในเดือนกันยายน ปี 2556 จากนั้นเดือนตุลาคมก็เริ่มมองหาสถานที่เพื่อเปิดร้าน โดยเบื้องต้นคิดนำผลิตภัณฑ์ดูแลผมและผิวสินค้าโอท็อปของครอบครัวมาเปิดตลาด ชูความเป็นสมุนไพร อย่าง มะกรูด อัญชัน ซึ่งต่อมาในเดือนธันวาคมก็ได้พื้นที่ร้านให้เช่าในราคาหลักพันบาท จึงเริ่มลุย” ความกังวลกับตัวเลขอายุเริ่มบรรเทาลง ด้วยเพราะเห็นตัวอย่างเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเดินทางจากบ้านเกิดมาอยู่จังหวัดน่าน เปิดร้านค้าขายเครื่อง
นายบริรักษ์ ชูสิทธ์ พาณิชย์จังหวัดกระบี่ เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงพาณิชย์วัดค่าครองชีพจากส้มตำและพบว่า จังหวัดที่ราคาส้มตำแพงที่สุด ได้แก่ จังหวัดกระบี่ ราคาถุงละ 60 บาท รองลงมาเป็นจังหวัดระยอง ถุงละ 55 บาท ส่วนกรุงเทพมหานคร ราคาเฉลี่ย 35 บาท และ จังหวัดที่ราคาถูกสุดได้แก่ ศรีสะเกษ ถุงละ 30 บาทนั้น โดยเจ้าหน้าที่สำรวจข้อมูลจากร้านอาหารมุสลิม ซ้อฝีย๊ะธารา ตั้งอยู่ที่สวนสาธารณะธาราเทศบาลเมืองกระบี่ ซึ่งเป็นร้านที่ได้รับความนิยมของประชาชน พบเมนูอาหารของร้านแสดงราคาชัดเจน ส้มตำเริ่มต้นราคาจานละ 50-280 บาท ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบ เช่น ตำไข่เค็ม ตำปูม้าสด ตำถาดน.ส.ปัทมา ชีวานิช เจ้าของร้านซ้อฝีย๊ะธารา เปิดเผยว่า ราคาสินค้าในจังหวัดกระบี่มีราคาสูง ค่าครองชีพสูง ซึ่งร้านใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ สดใหม่ทุกวัน เช่น ถั่วฝักยาว กิโลกรัมกว่า 100 บาท กุ้งแห้งกิโลกรัมละ 350 บาท ปูม้าสดกิโลกรัมละ 300 บาท มะละกอกิโลกรัมละ 15 บาท พริกสด กิโลกรัมละ 200 บาท ส้มตำ 1 จาน ราคา 50-60 บาท ถือว่าไม่แพง สำหรับจังหวัดท่องเที่ยวอย่างจังหวัดกระบี่ ถือมีค่าครองชีพสูงที่สุดในประเทศไทยก็ว่าได้
จากความต้องการของผู้บริโภคที่นิยมรับประทานแตงร้าน จึงทำให้ผลผลิตเป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งทำให้ คุณเอกนรินทร์ คงแท่น อยู่บ้านเลขที่ 143 หมู่ที่ 6 ตำบลแม่รำพึง อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มองเห็นถึงโอกาสของพืชชนิดนี้ เพราะเป็นพืชล้มลุกออกผลผลิตไว สามารถเก็บผลผลิตได้เร็วตามไปด้วย เกษตรกรผู้ปลูกจึงมีรายได้ทันใช้จ่าย ไม่ต้องรอผลผลิตนานเป็นแรมปีเหมือนพืชชนิดอื่นๆ อีกด้วย ปรับเปลี่ยนสวนยางพารา มาปลูกพืชล้มลุก คุณเอกนรินทร์ เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนทำงานอยู่ที่บริษัทเอกชนเกี่ยวกับทางด้านช่าง ต่อมามีเหตุให้ต้องกลับมาอยู่บ้านเกิดที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยในช่วงนั้นก็ได้มีสวนยางพาราเป็นสิ่งที่ครอบครัวทำเป็นอาชีพกันมาอย่างยาวนาน เมื่อประสบปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของราคา เขาถึงได้คิดปลูกพืชที่มีอายุสั้นมาปลูก เพื่อเพิ่มรายได้ให้มีทันใช้กับรายจ่ายในชีวิตประจำวัน คุณเอกนรินทร์ คงแท่น “พอเริ่มที่จะปลูกพืชชนิดอื่น ก็เลยมีความคิดที่อยากจะปลูกพืชล้มลุก เพราะสมัยที่เด็กๆ ก็เคยเห็นแม่ปลูกไว้กินในครัวเรือน ไม่ได้ทำจริงจังอะไร เราก็คิดว่าพืชชนิดนี้ น่าจะใช้เวลาสั้นกว่าทำอย่างอื่น ก็เลยเริ
ปลื้ม! สองผัวเมียขาย “ถังทอง-เบื้องกรอบ” เดือนละ 6-7 หมื่น ส่งลูกเรียน-ใช้หนี้ ธ.ก.ส. สามีเผยเบื่อชีวิตลูกจ้างเมืองนอกกว่า 10 ปี ขอกลับบ้านอยู่กับครอบครัวลูกสาวรู้งานปิดเทอมช่วยพ่อแม่ค้าขายส่งน้องเรียน เมื่อวันที่ 5 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่าได้มีสองสามีภรรยาคนขยันสู้ชีวิตทำขนมถังทองและเบื้องกรอบขายหน้าตลาดสดสบบง อ.ภูซาง จ.พะเยา ทุกวัน เพื่อหารายได้ส่งลูกสาวกำลังเรียนมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ชั้นปีที่ 1 ลูกชายวัย 12 ปี เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และเลี้ยงดูแลแม่วัย 62 ปี รวมทั้งนำรายได้จากการขายขนมถังทองและเบื้องกรอบส่วนหนึ่งออมเพื่อชำระหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) โดยเฉลี่ยมีรายได้จากการขายขนมทั้งสองชนิดวันละ 2,000-2,500 บาท นายศรชาย กองมงคล อายุ 40 ปี จ.พะเยา กล่าวว่า ตนเองเป็นลูกชาวนาพ่อเสียชีวิตตั้งแต่เด็กอยู่กับแม่และน้องชาย จนกระทั่งแต่งงานมีครอบครัว พบว่าภาระที่ต้องรับผิดชอบมีมากขึ้น 10 ปี ที่ผ่านมาจึงได้ดิ้นรนไปทำงานรับจ้างที่เมืองนอก โดยไปเป็นลูกจ้างในโรงงานที่ไต้หวัน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น สุดท้ายเมื่อกลางปีที่ผ่านมาตนเบื่อชีวิตการเป็นลูกจ้างที่เมืองนอกและ
ร้านครัวกรรณิการ์ เปิดมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2537 เป็นธุรกิจในครอบครัวของคุณกรรณิการ์และคุณสิงขร พุทธศาสน์ มีคุณกรรณิการ์ เป็นกุ๊กใหญ่ของร้าน และมีลูกชายเป็นผู้ช่วยกุ๊ก มีอาหารแนะนำคือ ไก่ทอดโกศล สูตรเฉพาะของคุณพ่อโกศล เปรมศรี บิดาของกรรณิการ์ คุณกรรณิการ์ พุทธศาสน์ เจ้าของร้านอาหาร “ครัวกรรณิการ์” ย้อนความเป็นมา พื้นเพของครอบครัวเป็นชาวนครราชสีมา เมื่อราวกว่า 40 ปี คุณพ่อ-คุณแม่ ของเธอพากันมาทำมาหากินในหัวหิน โดยยึดอาชีพชำแหละไก่สดขาย ซึ่งในช่วงเวลานั้น ไก่สดในตลาดหัวหินมักขายกันเป็นตัวๆ แต่คุณแม่ของเธอจะชำแหละแบ่งขายเป็นชิ้นๆ เมื่อมีบางวันขายไม่หมด คุณแม่ของเธอ จึงทำหน้าที่ “ฝ่ายผลิต” คิดหาหนทางระบายสินค้า ด้วยการนำไก่สดดังว่าไปปรุงและทอดออกมาเป็น “ไก่ทอด” สูตรเฉพาะตัว กลิ่นหอม รสชาติดี หน้าตาน่ารับประทาน ส่วนคุณพ่อของเธอ รับหน้าที่ “ฝายขาย” โดยมีเอกลักษณ์ซึ่งคนหัวหินในสมัยนั้นรู้จักกันเป็นอย่างดี จนเรียกกันติดปากว่า “ไก่ทอดโกศล” คือ สวมใส่เสื้อผ้าสีขาวสะอาดตา หิ้วหม้อเคลือบสีน้ำเงินใบเขื่อง เดินเร่ขายไก่ทอดไปตามบ้านพักบังกะโลตามชายหาด และ สนามกอล์ฟต่างๆ ด้วยชื่อเสียงของคุณพ่อ
โลกธุรกิจทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วตามแรงขับเคลื่อนจากเทคโนโลยี ซึ่งสร้างนิยามใหม่เกี่ยวกับความคาดหวังของผู้บริโภคทั่วโลก “เทรนด์วอตชิ่งดอตคอม” นำเสนอ 5 เทรนด์ที่กำลังมาแรงและน่าจับตามองในปี 2561 ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการเข้าใจความต้องการของลูกค้าและแรงเหวี่ยงในภาคธุรกิจมากขึ้น เทรนด์แรก “เอคอมเมิร์ซ” หรือ “พาณิชย์แบบอัตโนมัติ” (Automated Commerce) ที่เป็นผลพวงจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) และระบบอัตโนมัติที่พัฒนาไปไกล จนส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้บริโภค และความคาดหวังที่มาจากแบรนด์ หนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบแบบชัดเจนจากเทรนด์เอคอมเมิร์ซ คือ อุตสาหกรรมค้าปลีก เนื่องจากบรรดานักช็อปคาดหวังประสบการณ์จากการช็อป กระบวนการแก้ปัญหา และมีอุปกรณ์พกพาเป็นเหมือนปัจจัยที่ 5 ที่ขาดไม่ได้ ทำให้มีความต้องการใช้ระบบอัตโนมัติสำหรับการค้นหา เจรจา ซื้อสินค้า จัดส่ง และทำสิ่งต่างๆ อีกมากมาย ยกตัวอย่างเว็บไซต์ JD.com ของจีน ที่สร้างระบบคลังสินค้าแบบอัตโนมัติ รวมถึงใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน ในการวางแผนจัดส่งสินค้าให้ถึงมือลูกค้าภายในวันเดียว หรือวันรุ่งข
