Featured
ตี๋น้อยบาร์บีคิว คือร้านปิ้งย่างภายใต้อาณาจักรสุกี้ตี๋น้อย แต่ทำไม ถึงยังเลือกเปิดร้านปิ้งย่างอีกร้าน จะไม่แย่งลูกค้ากันเองหรือ? คำถามที่หลายคนคงคิดเมื่อเห็นข่าวการเปิดร้านปิ้งย่างใหม่ “นายพรานหมูกระทะ” ในเมื่อสุกี้ตี๋น้อยมี “ตี๋น้อย บาร์บีคิว” อยู่แล้ว ทำไมถึงยังลงทุนเปิด “นายพรานหมูกระทะ” เพิ่มอีกแบรนด์หนึ่ง ทั้งที่ดูเผินๆ แล้วต่างก็เป็นธุรกิจปิ้งย่างบุฟเฟต์เหมือนกัน ในทางการตลาด นี่คือกรณีศึกษาที่น่าสนใจของแนวคิด Brand Cannibalization หรือ “การกินส่วนแบ่งตลาดกันเอง” ซึ่งปกติแล้วเป็นสิ่งที่หลายบริษัทพยายามหลีกเลี่ยง แต่สำหรับบางองค์กร การยอมให้แบรนด์ในเครือแข่งขันกันเอง อาจเป็นกลยุทธ์ที่ดีกว่าปล่อยให้คู่แข่งจากภายนอกเข้ามาแย่งลูกค้าไป Brand Cannibalization คืออะไร Brand Cannibalization คือสถานการณ์ที่แบรนด์หนึ่งของบริษัทเข้าไปดึงยอดขายจากอีกแบรนด์หนึ่งของบริษัทเดียวกัน ตัวอย่างเช่น หากลูกค้าที่เคยกินตี๋น้อย บาร์บีคิว เปลี่ยนมากินนายพรานหมูกระทะแทน รายได้อาจไม่ได้เพิ่มขึ้นจริง เพราะเป็นการย้ายเงินจากกระเป๋าซ้ายไปกระเป๋าขวา โดยปกติแล้ว นักการตลาดมักมองว่าการ Cannibalization เป็นเรื่อง
การทำกายภาพบำบัดไม่เพียงช่วยให้ร่างกายฟื้นตัว แต่ยังช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด แต่ความจริงที่เกิดขึ้นคือ ผู้ป่วยกว่า 97% ไม่สามารถทำตามแผนการรักษาได้อย่างต่อเนื่อง เพราะติดข้อจำกัดเรื่องการเดินทาง และภาระเวลาของลูกหลานที่ต้องดูแล ช่องว่างดังกล่าวทำให้ “ชานนท์ อมรชัยศักดา” วิศวกรโยธาก่อตั้งแพลตฟอร์ม “OLDK” ให้บริการจองทำกายภาพบำบัดที่บ้านขึ้นมา เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้สะดวกขึ้น วิศกรโยธาปั้นสตาร์ทอัพให้บริการด้านสุขภาพ อาชีพของชานนท์เป็นทั้งวิศวกรโยธาสายงานบริหารงานก่อสร้าง ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาบริหารโครงการหมู่บ้านจัดสรร และทำธุรกิจนำเข้าสินค้ามาขายออนไลน์ ควบคู่กับการเป็นสตาร์ทอัพปั้นแพลตฟอร์ม OLDK บริการจองทำกายภาพบำบัดที่บ้าน ธุรกิจนี้เกิดจากการมองเห็นช่องว่างของบริการด้านสุขภาพ สังคมผู้สูงอายุในประเทศไทยที่เข้าสู่ระดับสูงวัยแบบสมบูรณ์มาตั้งแต่ปี 2566 ซึ่งมีอัตราการเพิ่มขึ้นปีละ 1 เปอร์เซ็นต์ คาดว่าในปี 2574 จะแตะสัดส่วน 28% กลายเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society) ซึ่งอาจเป็น “ระเบิดเวลา” ในการดูแลรักษาสุข
“หมูกระทะจะเยียวยาทุกสิ่ง” คนไทยชอบกินหมูกระทะ ไม่ว่าจะเจอวิกฤตอะไรขอกินหมูกระทะก่อน ตลาดปิ้งย่างจึงยังขยายตัวเกือบทุกปี เป็นเซกเมนต์เนื้อหอมที่ใครก็อยากเข้ามาจับจองก้อนเค้กด้วยมูลค่ากว่า 9,000 ล้านบาท เพราะตลาดนี้ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งท่ามกลางตลาดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มในประเทศที่แข่งขันกันดุเดือด BNN Restaurant Group เจ้าของสุกี้ตี๋น้อยที่มองเห็นโอกาสในตลาดนี้ว่ายังมีช่องว่างที่แบรนด์สามารถเข้ามาเติมได้ จึงได้เปิดตัว “นายพรานหมูกระทะ” ร้านหมูกระทะบุฟเฟต์แบบติดแอร์ ลุยตลาดบุฟเฟต์ปิ้งย่าง ขยายโอกาสทางธุรกิจ โดยมีจุดขายที่การปิดดึกตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ใช้ชีวิตกลางคืน นายพรานหมูกระทะเปิดให้บริการตั้งแต่ 10.30 น. ถึง 05.00 น. ของทุกวัน บุฟเฟต์ทานได้ไม่จำกัดในเวลา 2 ชั่วโมง นายพรานหมูกระทะ แตกต่างจาก ตี๋น้อย บาร์บีคิว อย่างไร ความแตกต่างจาก “ตี๋น้อยบาร์บีคิว” คือ ตี๋น้อยบาร์บีคิวจะเน้นคนที่ชอบทานเนื้อสัตว์ ซึ่งมีทั้งเนื้อริปอาย เนื้อใบพาย เนื้อน่องลาย เนื้อออสเตรเลีย บาร์สลัด กุ้งก้ามกราม แต่นายพรานจะเป็นชุดหมูหมักสไตล์ไทย น้ำจิ้ม 3 รสชาติ ได้แก่ น้ำจิ้มนายพรานสูตรเด็ดเฉพาะ น
ใครจะคิดว่าโอกาสเล็กๆ จากการได้ “ชิ้นเนื้อทอด” จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจใหม่ของคนรุ่นใหม่ ที่ไม่เคยมีพื้นฐานด้านอาหารมาก่อน แต่กลายเป็นแบรนด์ที่กำลังเติบโต และพูดถึงมากขึ้นในตลาด วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีโอกาสได้พูดคุยกับ คุณจั๊ม-สสิน วิโรจนาภิรมย์ เจ้าของแบรนด์ “เนื้อทอดเทวดา” ที่หลังจากเรียนจบมาเขาก็ได้รับภารกิจปั้นแบรนด์นี้ทันที จนสามารถสร้างรายได้กว่า 6 หลักต่อเดือน ปั้นแบรนด์ “เนื้อทอดเทวดา” คุณจั๊มเล่าว่า หลังจากเรียนจบที่มหาวิทยาลัยมหิดล อินเตอร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ก็ได้เริ่มต้นทำธุรกิจ “เนื้อทอดเทวดา” ซึ่งถือเป็นงานแรกในชีวิต แม้พื้นฐานครอบครัวจะทำธุรกิจก่อสร้าง และไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับสายอาหารมาก่อน แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นจาก “โอกาส” เมื่อคุณพ่อของเขาได้มีโอกาสลิ้มลองเนื้อทอดสูตรหนึ่งจากเพื่อน และมองเห็นศักยภาพของสินค้า ทั้งในแง่รสชาติและโอกาสทางการตลาด จากนั้นทางครอบครัวจึงตัดสินใจ “ซื้อกิจการเนื้อทอดเทวดา” เข้ามาพัฒนา พร้อมมอบหมายให้คุณจั๊มเข้ามารับหน้าที่บริหารเต็มตัว โดยมีโจทย์สำคัญคือการ “รีแบรนด์” ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ทั้งภาพลักษณ
ในยุคที่ผู้คนหันมาให้ความสำคัญกับ “Longevity” หรือการมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ การดูแลสุขภาพจึงไม่ได้หมายถึงแค่การเข้ายิมหรือออกกำลังกายหนักเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการดูแลสุขภาพใจ การจัดการความเครียด การนอนหลับที่มีคุณภาพ และการสร้างบาลานซ์ให้กับชีวิต ผ่านศาสตร์แห่งการบำบัด เริ่มต้นด้วย “Ikigai” (อิคิไก) แนวคิดหรือปรัชญาการค้นหาความหมายของชีวิตของชาวญี่ปุ่น มาจากสองคำรวมกัน คือ “อิคิรุ” แปลว่า การใช้ชีวิต และ “ไก” แปลว่า คุณค่า ปรัชญานี้สอนให้มนุษย์ “รู้จักเห็นคุณค่าของชีวิต” รู้จักชื่นชมความงามของสิ่งรอบตัว ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไรหรือเป็นใครก็ตาม โดยเฉพาะในยุคที่เต็มไปด้วยความกดดัน หลายคนเกิดความเครียด และหมดไฟในการทำงาน ปรัชญานี้สามารถเข้าไปช่วยเติมพลังใจ สร้างความสุขให้เราได้ ผ่านหลักการ 4 ข้อ 1. อะไรคือสิ่งที่เรารัก 2. อะไรคือสิ่งที่เราทำได้ดี 3. สิ่งที่ทำให้เกิดรายได้ และ 4. สิ่งที่สังคมต้องการ ซึ่งในชีวิตคนเราสามารถพบอิคิไกได้เยอะมาก เช่น รู้สึกดีใจที่เรายังมีชีวิตอยู่ ได้มานั่งทานขนมหรืออาหารอร่อยที่แม่ตั้งใจทำ แค่นี้ก็เกิดเป็นความสุขเล็กๆ ในแต่ละวัน
วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล LINE MAN Wongnai นำโดย ยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สรุปความสำเร็จโครงการคนละครึ่ง พลัส ในปีที่ผ่านมา โดยมีอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมคณะ เยี่ยมชมบูธ LINE MAN ซึ่งมีร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส เลือกขายบน LINE MAN มากกว่า 65% ของร้านค้าทั้งหมด ขณะที่มูลค่าการใช้จ่ายผ่าน LINE MAN คิดเป็นสัดส่วนกว่า 63% ของยอดใช้จ่ายรวมผ่านฟู้ดดีลิเวอรี และมียอดสั่งซื้อสะสมรวมกว่า 12 ล้านออร์เดอร์ตลอดโครงการคนละครึ่ง พลัสเมื่อปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ LINE MAN ยังนำผู้ประกอบการร้านอาหารที่ได้รับประโยชน์จากโครงการมาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์การเติบโตของธุรกิจ พร้อมชวนนายกฯ ชักชาไทยโชว์กลางทำเนียบ เปิดฤกษ์สั่งเดลิเวอรีไทยช่วยไทย พลัสวันแรก ยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai กล่าวว่า “LINE MAN ยังคงเป็นแพลตฟอร์มฟู้ดดีลิเวอรีที่มีร้านค้าเข้าร่วมโครงการภาครัฐมากที่สุดในประเทศ และสามารถรักษาอันดับ 1 ได้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่โครงการคนละครึ่ง คน
ใครเลยจะคิดว่ารถไฟไทยชั้นประหยัดที่คนไทยบ่นกันถึงความไม่น่าอภิรมย์ เป็นขนส่งสาธารณะที่คนพยายามจะหลีกเลี่ยงให้ได้มากที่สุด แม้จะประหยัดสตางค์ในกระเป๋าก็ตาม แต่ความธรรมดานี้ดันไปเตะตาสาวชาวจีนเข้าอย่างจัง ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น จุดเริ่มต้นของกระแสนี้มาจากภาพถ่ายของ “ฟางหยวน” (Fang Yuan หรือ Moka Fang) นางแบบและแฟชั่นบล็อกเกอร์ชื่อดัง ภรรยาของซูเปอร์สตาร์ฮ่องกง กัวฟู่เฉิง (Aaron Kwok) ที่โพสต์ภาพถ่ายบนรถไฟไทยในบรรยากาศย้อนยุค พร้อมวิวชนบทและแสงธรรมชาติที่สาดเข้ามาทางหน้าต่าง จนทำให้ภาพนั้นถูกแชร์ต่ออย่างมาก ชาวเน็ตจีนต่างอยากตามรอยไปถ่ายภาพเพื่อให้ได้รูปสวย ๆ แบบเธอ จนรถไฟไทยกลายเป็นโลเคชั่นถ่ายภาพใหม่ ที่นักท่องเที่ยวสาวชาวจีนกำลังพากันหลงใหลเสน่ห์ของความธรรมดารถไฟไทย จนเกิดเป็นกระแสไวรัลบนแพลตฟอร์ม Xiaohongshu แอปโซเชียลยอดนิยมของจีน ภาพเหล่านั้นไม่ได้ดูหรูหรา แต่กลับเต็มไปด้วยเสน่ห์บางอย่างที่ผู้คนรู้สึกได้ทันที ทั้งลมที่พัดผ่านหน้าต่างพัดลมเพดานแบบเก่า เบาะนั่งไม้ วิวทุ่งนาและบ้านเรือนริมทาง ให้ความรู้สึกคล้ายกับภาพยนตร์ญี่ปุ่นยุคเก่า รูปถ่ายเหมือนหลุดออกมาจากหนัง หลังจากภาพเหล่านี้กลายเ
จากจุดเริ่มต้นของการนำ “กล้วยน้ำว้า” ผลผลิตจากสวนของเกษตรกรไทย มาต่อยอดเป็นเมนูขนมพื้นบ้านอย่าง “กล้วยบวชชี และกล้วยปิ้ง” รวมถึงขนมไทยอีกหลากหลายรายการ วันนี้แบรนด์ “แม่ซู่กี๊ ขนมไทย” ภายใต้ บริษัท เจ เอช แอนด์ สโนว์ กรุ๊ป จำกัด ได้พัฒนาแนวคิดการแปรรูปวัตถุดิบไทยให้กลายเป็นขนมที่เข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่ โดยยังคงเอกลักษณ์รสชาติแบบไทย พร้อมวางจำหน่ายในร้านเซเว่น อีเลฟเว่นทั่วประเทศ เบื้องหลังความสำเร็จของขนมไทยบนชั้นเชลฟ์ ไม่ได้มีเพียงรสชาติที่คุ้นเคยเท่านั้น แต่ยังมาจากการบริหารวัตถุดิบต้นน้ำอย่างเป็นระบบ โดยบริษัทรับซื้อกล้วยน้ำว้าจากเกษตรกรเฉลี่ยกว่า 48,000 กิโลกรัมต่อเดือน เพื่อนำมาแปรรูปเป็นสินค้าหลากหลายเมนู พร้อมขยายพอร์ตสินค้าในเซเว่นฯ ถึง 12 รายการ ด้วยกำลังการผลิตกว่า 120,000 ชิ้นต่อวัน ทำให้แบรนด์แม่ซู่กี๊ ขนมไทยสามารถครองใจลูกค้าในเซเว่นฯ ได้อย่างต่อเนื่องจนธุรกิจเติบโต “คุณก้อง” ก้องปพัฒน์ เรืองจินดาชัยกิจ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจ เอช แอนด์ สโนว์ กรุ๊ป จำกัด เล่าย้อนกลับไปถึงเส้นทางการเข้าสู่ร้านเซเว่นฯ เริ่มต้นขึ้นในปี 2554 เมื่อบริษัทตัดสินใจนำสินค้าเข้าไปเสนอเป็นบิงซ
เมื่อประมาณสัปดาห์ที่แล้วมีโอกาสได้ไปเดินแถวๆ พลับพลาไชย อีกหนึ่งชื่อที่อยู่เชื่อมกับย่านเยาวราช จะเป็นชุมชนที่มีไทย-จีน อยู่กันเยอะ อยู่ใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวหรือแหล่งธุรกิจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นตลาดสำเพ็ง พาหุรัด และยังมีร้านอาหารดังๆ ให้ได้เข้าไปลองชิม แอน ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ หนึ่งในร้านดังคู่ย่านพลับพลาไชยมาเป็นเวลากว่า 70 ปี ส่งต่อความอร่อยระดับตำนานจากรุ่นสู่รุ่น จากร้านที่ไม่มีชื่อกลายเป็นร้านรางวัลการันตีมิชลิน 6 ปีซ้อน เดินเข้าไปในร้าน ได้พบกับคุณแอน-พรหมพร โอภาสจรัสเรือง วัย 49 ปี ทายาทรุ่นที่ 3 เป็นลูกสาวคนเล็กในครอบครัวท่ามกลางพี่ชายทั้งหมด 4 คน เธอได้เล่าเรื่องราวตำนานความอร่อย กว่าจะเป็นแอน ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่อย่างทุกวันนี้ได้ ใช้เวลานานกว่า 10 ปี ทุกสิ่งที่ได้มาเพราะปริญญาชีวิต คุณแอนเป็นลูกคนที่ 5 ของครอบครัว เป็นลูกสาวคนเดียวในตระกูล มีพี่ชาย 4 คน ด้วยความเป็นครอบครัวคนจีน เขาก็จะเอ็นดูแต่ลูกผู้ชาย (เธอเล่าปนหัวเราะ) จึงทำให้เธอต้องทำงานตั้งแต่อายุ 6 ขวบ ฐานะของครอบครัวไม่ได้มีความมั่งคั่งแต่อย่างไร ล้มลุกคลุกคลานกันมา พอถึงวัยเรียนก็เรียนโรงเรียนวัดแถวๆ นั้น เลิกเรียนมาก็ช่ว
บทความโดย : ดร.ยศพิชา คชาชีวะ กูรูวงการอาหาร เจ้าของคอลัมน์ “ตู้จดหมายพลศรี” นักเรียนสาวคนหนึ่งของโรงเรียนแม่บ้านทันสมัย (ทุกคนที่มาเรียนเป็นสาวหมดเลยครับ 50 อัพก็ยังสาว) ขอสูตรแป้งทอดกรอบจะเอาไปชุบไก่ทอดขาย สูตรแป้งทอดกรอบชุบปีกไก่ ลูกชิ้นทอด ไก่ทอดหาดใหญ่ ไก่ทอดข้าวมันไก่ ไก่ทอดฟาสต์ฟู้ด มีกันหลายสูตรมากมาย สูตรที่ 1 ตำรับที่ง่ายๆ ที่สุด เอาไว้หมักและชุบปีกไก่ คือ ใช้แป้งทอดกรอบสำเร็จรูปโรยหมักไปกับไก่ ใส่ผงปรุงรสรสไก่โรยๆ ลงไป ไก่มีความชื้นอยู่แล้ว แป้งก็จะละลายข้นๆ หมักเก็บไว้ในตู้เย็น 1 คืน เป็นสูตรที่ทำกันทั่วไปและง่ายมาก เวลาทอดก็ตั้งน้ำมันร้อน ไฟกลาง เอาไก่ลงทอดได้เลย ไม่ต้องชุบแป้งอีกแล้ว กินร้อนๆ อร่อยมาก สูตรที่ 2 ยังเป็นแบบง่ายๆ เอาปีกไก่หมักกับผงปรุงรสไก่ ใส่พริกไทยพอหอม ขยำๆ หมักไว้ พอจะทอดเอาแป้งมันสำปะหลังละลายกับน้ำเย็นๆ สัดส่วน 1 : 1 ให้แป้งออกข้นหน่อย แล้วเอาไก่ที่หมักลงชุบแป้งทอดให้กรอบ สูตรที่ 3 แบบยังง้อแป้งทอดกรอบสำเร็จรูปและผงปรุงรสไก่อยู่ แต่เพิ่มส่วนผสมอื่นให้มีแป้งกรอบเคลือบติดหนังไก่ กินกรอบๆ และกรอบทนมากขึ้น หอมเครื่องเทศ แปลงเป็นไก่ทอดหาดใหญ่ได้เลย สูตรนี้
