Featured
คร่ำหวอดอยู่ในวงการ “เวดดิ้ง” มาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาฝึกงาน ก่อนเริ่มต้นชีวิตลูกจ้างในตำแหน่งเซลส์ สั่งสมประสบการณ์อยู่ไม่นาน ได้เลื่อนขั้นเป็นผู้จัดการ กระทั่งอายุย่างเข้าสามสิบต้นๆ กลายเป็นเจ้าของธุรกิจ “เวดดิ้ง สตูดิโอ” ด้วยทุนหลักล้านจากน้ำพักน้ำแรงตัวเอง “พื้นเพเป็นคนกรุงเทพฯ ครอบครัวไม่ได้ทำธุรกิจมาก่อน คุณพ่อ-คุณแม่รับราชการทั้งคู่ ส่วนตัวผมชอบเรื่องภาพถ่ายพรีเวดดิ้ง เลยเลือกเข้าไปฝึกและทำงานในบริษัทเวดดิ้งสตูดิโอ เรียกว่าทำงานวงการนี้ตั้งแต่อายุยังไม่ถึงยี่สิบครับ” คุณสรรค์ สุดเกตุ ผู้บริหารและเจ้าของห้องเสื้อ “วนัช กูตูร์” วัย 38 ปี เริ่มต้นบทสัมภาษณ์ ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เป็นกันเอง ก่อนคุยให้ฟังต่อ สำหรับธุรกิจแรกของตัวเขาเอง เปิดราวปี 2556 ชื่อ Signature bridal atelier เป็นกิจการ “เวดดิ้ง สตูดิโอ” ให้บริการเกี่ยวกับงานแต่งงานแบบครบวงจร เช่น ถ่ายภาพ พรีเวดดิ้ง มีชุดวิวาห์ให้เช่าทั้งบ่าวสาว รับแต่งหน้า-ทำผม เป็นต้น คุณสรรค์ สุดเกตุ ผู้บริหารและเจ้าของห้องเสื้อ วนัช กูตูร์ ย้อนไปราว 5 ปีที่แล้ว ต้องยอมรับว่า “เวดดิ้ง สตูดิโอ” จัดว่าอยู่ในช่วง “ขาลง” เรื่อยๆ คุณสรรค์ เองก็เ
คนไทยจำนวนมากรักและหลงใหลการบริโภคทุเรียน เพราะติดใจในรสชาติความอร่อยของทุเรียน แต่หลายครั้งที่ต้องซ้ำใจ เพราะถูกให้หลอกซื้อ “ ทุเรียนอ่อน ” เนื่องจากแยกทุเรียนอ่อนกับทุเรียนแก่ไม่เป็น หากใครไม่อยากถูกหลอกให้ช้ำใจเหมือนที่ผ่านมา ขอแนะนำเคล็ดลับการซื้อทุเรียนแก่ โดยใช้วิธีง่าย ๆ คือ “ดู ดีด ดม ดูด” ดู…ขั้ว ก้านขั้วต้องแข็ง สากมือ (ถ้าเป็นทุเรียนอ่อน ก้านจะนิ่ม) ปลิงบวม พูใหญ่ เด่น เห็นเส้นกลางพูชัด หนามใหญ่ ปลายหนามแห้ง ฐานหนามกว้าง ทุเรียนแก่จัด สุกกำลังดี จะมีกลิ่นหอมคงที่ มองเห็นเส้นกลางพูชัดเจน ยกเว้นก้านยาว (หรือทุเรียนหนามถี่) สุกในปลิงหรือปลิงเพิ่งหลุด พูหลวม ดีด…ใช้นิ้วมือดีดที่โคนหนามฟังเสียงหลวมๆ ดังก๊อกๆ การดีดหนามที่พูจะช่วยตรวจสอบคุณภาพทุเรียนอ่อนหรือแก่ แล้วยังสามารถช่วยตรวจสอบทุเรียนทุกพูหลวมเท่ากันจะมีโอกาสเป็นทุเรียนที่สุกสม่ำเสมอ เวลาสุกจะมีเนื้อนิ่มสม่ำเสมอ เนื้อไม่แข็งกรุบ การดีดช่วยให้ได้ทุเรียนที่มีความสุกแก่ในช่วงเวลาที่ต้องการรับประทาน หลวมมาก 1-2 วัน ถึงตึงมาก 3-4 วัน จะสุก ดม…ดมด้วยจมูก ทุเรียนแก่จัดใกล้สุกจะมีกลิ่นสาบอ่อนๆ ทุเรียนสุกแล้วจะมีกลิ่นหอม กลิ่นจ
ดร. พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เผยว่า นิทรรศการ ‘ร้อยคนไทยหัวใจนวัตกรรม’ (100 Face of Thailand’s Innovation Inspirers) เป็นความตั้งใจของ NIA เพื่อสร้างความตระหนักและรับรู้ด้านนวัตกรรมให้คนไทยเข้าใจว่า นวัตกรรมไม่ได้มีแค่การทำ กิจจกรรมวิจัยพัฒนาอย่างเดียว แต่นวัตกรรมเกิดจากคนที่สร้างแรงบันดาลใจจนเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยแนวคิดนี้มีมาตั้งแต่ 2 ปีก่อน สำหรับแรงบัลดาลใจที่ NIA ส่งต่อเพื่อปลุกคนไทยให้ตื่นตัวนั้น จัดทำในรูปแบบหนังสือ ควบคู่กับโรดโชว์นิทรรศการ ดร. พันธุ์อาจ กล่าวว่า ในหนังสือจะรวบรวม 100 บุคคลต้นแบบ จาก 100 วิถีชีวิต มีตั้งแต่เด็กรุ่นใหม่ไปจนถึงวัยเกษียณ ที่คัดเลือกจากคณะกรรมที่แต่งตั้งโดย NIA มาบอกเล่าเรื่องราวการดำเนินชีวิตผ่านตัวอักษร เพื่อสร้างการรับรู้ให้คนไทยเกิดดแรงบันดาลใจ เกิดการตื่นตัว กล้าคิดนอกกรอบ ก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ โดยคาดว่าจะจัดทำขึ้นปีละเล่ม และพัฒนาต่อปรับเป็น 2 ภาษา ไทย-อังกฤษ “เพื่อให้คนจดจำได้ว่ามนุษย์หรือบุคลเหล่านี้เป็นคนสร้างแรงบันดาลใจจนเกิดเป็นนวัตกรรม บางคนมีชื่อเสียง ประชาชนรู้จักจำห
อาชีพเลี้ยงไก่อยู่คู่คนไทยมาแต่โบราณ ปัจจุบันยังมีให้เห็น ทั้งเลี้ยงไก่เนื้อไว้ขาย เลี้ยงไก่บ้านเพื่อการกีฬายังคงอยู่ แม้ไก่จะไม่ใช่สัตว์เศรษฐกิจชนิดเดียวในไทย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า มันสามารถสร้างรายได้ให้กับคนประเทศเราไม่น้อย “เส้นทางเศรษฐี” มีโอกาสลงพื้นที่สำรวจฟาร์มที่จังหวัดนครราชสีมา กับโครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์รูปแบบ Contract Farming ที่เรียกว่า ระบบฟาร์มข้อตกลง หรือ ระบบฟาร์มสัญญา ที่บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ นำเข้ามาใช้งานกว่า 40 ปีแล้ว คุณคะนองเดช พินิจด่านกลาง วัย 40 ปี หนึ่งในเกษตรกรระบบคอนแทรกต์ฟาร์มมิ่ง เจ้าของคะนองเดชฟาร์ม ตั้งอยู่ที่ 225 หมู่ 2 ตำบลแหลมทอง อำเภอหนองบุญมาก จังหวัดนครราชสีมา เล่าว่า แต่เดิมเป็นเกษตรกรปลูกมันสำปะหลังและอ้อย กับพ่อแม่ มีรายได้เพียงปีละครั้ง ผลผลิตขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ราคาขายก็ไม่แน่นอน กระทั่งซีพีเอฟขยายโครงการเลี้ยงไก่เนื้อมาในเขตพื้นที่ ตนมองว่าเป็นระบบที่ดี มีมาตรฐาน และวงจรการผลิตอยู่ในโซนเดียวกัน อีกทั้งเป็นโอกาสดีในการประกอบอาชีพ จึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการส่งเสริมกับบริษัท ปี 2549 รวมระยะเวลา 12 ปีแล้ว คุณคะ
ขณะที่หลายอาชีพกำลังเผชิญปัญหา “คนล้นงาน” และ “เสี่ยงตกงาน” ได้ทุกเวลา แต่อาชีพ “นักบิน” ดูเหมือนไม่เป็นเช่นนั้น ทั้งยังมีข่าวด้วยว่าเป็นอาชีพหนึ่งที่กำลัง “ขาดแคลน” และเป็นปัญหาของสายการบินหลายแห่งในโลก กระทั่งทำให้ นายวูยานี จารานา ผู้บริหารคนใหม่ของสายการบินเซาท์แอฟริกัน แอร์เวย์ส (South African Airways) หรือ เอสเอเอ (SAA) ที่ประสบปัญหาขาดทุนหนักในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา กระทั่งมีหนี้ท่วมถึง 680 ล้านดอลลาร์ หรือราว 22,576 ล้านบาท มองเห็น “ทางรอด” ที่อาจเป็นโอกาสช่วยให้สายการบินเอสเอเอยังสามารถอยู่รอดต่อไปได้ ด้วยการสร้างรายได้จากการ “ให้เช่านักบินและลูกเรือ” แก่สายการบินต่างชาติที่กำลังประสบปัญหาขาดแคลนนักบินและลูกเรือ “เวลานี้พวกเราต่างเป็นห่วงความอยู่รอดของสายการบินเรา” ทัลลิ ทัลลิ โฆษกสายการบินเอสเอเอ บอกกับสื่อ พร้อมทั้งเปิดเผยว่า เฉพาะปี 2560-2561 สายการบินเอสเอเอ ขาดทุนถึง 420 ล้านดอลลาร์ (ราว 13,944 ล้านบาท) ดังนั้น เป้าหมายหลักของนายจารานา ยามนี้ก็คือ พยายามลดปัญหาการขาดทุน ขณะเดียวกันก็พยายามสร้างผลประกอบการให้เป็นบวก โดยไม่ต้องปลดพนักงาน ซึ่งทางออกนี้ยังสามารถช่วยสายการบินใหญ่
ยำทวาย เป็นอาหารที่คนรุ่นเก่าๆ เท่านั้นถึงจะรู้จัก กลางเก่าหน่อยยังไม่ค่อยรู้จักเลย บางคนตั้งชื่อเล่นให้ยำนี้ว่า “ยำคนแก่” เพราะมันคือยำที่ใช้ผักต้มจนนิ่มเป็นหลัก ราดด้วยน้ำยำที่ทำจากน้ำพริกแกงผัดกับกะทิ แต่ปรุงรสให้ออกเปรี้ยวนำ ไม่เค็มนำเหมือนแกงเผ็ด ที่แกล้งเรียกอย่างนั้น เนื่องจากคนแก่ (ที่ไม่มีฟัน) ใช้เหงือกเคี้ยวผักนิ่มๆ ได้ โดยไม่ต้องอาศัยฟัน จริงๆ ใครที่เคยได้กินยำทวายแล้วจะบอกว่า “อร่อยมาก เสียดายไม่เคยรู้จักมาก่อนหน้านี้” นักเรียนของโรงเรียนแม่บ้านทันสมัย น้อยคนนักที่จะเคยกินยำทวาย พอได้กินชอบทุกคน ยกเว้นเด็กๆ ที่ไม่กินผัก เลยสุดวิสัยจะบังคับให้กิน ในบทความจาก “พระนครบันทึก : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก – ประไพวิริยะพันธุ์ ฉบับที่ ๙๔ (เม.ย.-มิ.ย. ๒๕๕๕)” (http://lek-prapai.org/home/view.php?id=752) ได้ไปสัมภาษณ์ คุณจินดา เมตตาจิตต์ ซึ่งเป็นลูกหลานเชื้อสายทวายแต่อดีตในสมัยกรุงธนบุรี ชาวทวาย เข้ามาอาศัยอยู่แถวยานนาวาในปัจจุบัน สืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน ได้ชื่อว่า บ้านทวาย คุณจินดา บอกว่า คนทวายไม่ใช่มอญและก็ไม่ใช่พม่า แต่เป็นอีกเชื้อชาติหนึ่ง ผู้หญิงแต่งกายคล้ายสาวพม่า ผมมวยเกล้ากลม
เรื่องราวชีวิตของแม่ใจสู้ ค้าขายมาสารพัด หวังเพียงให้ลูกๆ ได้เรียนหนังสือสูงๆ แม้ปัจจุบันสังขารเริ่มจะอ่อนแรงไปตามวัย แต่ยังตั้งหน้าตั้งตาหารายได้ ความขยันขันแข็ง หวังส่งต่ออาชีพทำ “บ๊ะจ่าง” ให้ลูกหลาน มีช่องทางสร้างรายได้เลี้ยงตัวอีกทาง เจ้าของเรื่องราวนี้ คนเก่าแก่ในเมืองมหาชัย-สมุทรสาคร หลายท่านอาจรู้จักกันดีที่ชื่อ “เจ๊ม้วยนี้” หรือ คุณมณี ปราณีธยาศัย อายุ 70 ปี ท่านเป็นลูกหลานชาวจีน ที่บรรพบุรุษข้ามน้ำข้ามทะเลจากเมืองซัวเถา มาตั้งถิ่นฐานอยู่ในเมืองไทย โดยมาตั้งรกรากที่ ตำบลท่าฉลอม เมืองสาครบุรี ชื่อสมัยก่อน หรือจังหวัดสมุทรสาคร ในปัจจุบัน ในวัยเด็ก คุณมณี ต้องทำงานหนักเพื่อแบ่งเบาภาระครอบครัว โดยมีแม่เป็นต้นแบบที่ฝึกให้ทุกอย่าง โดยเฉพาะการทำอาหารเลี้ยงคนในบ้านที่มีอยู่หลายคน ซึ่งรวมถึงการทำบ๊ะจ่าง ที่ต้องช่วยกันทำเมื่อใกล้เทศกาลไหว้บ๊ะจ่าง ที่จะไหว้กันในวันที่ 5 เดือน 5 “สมัยก่อนต้องช่วยทำกันทั้งบ้าน ทำเป็นกันหมดล่ะ พี่น้อง 4 คน เป็นผู้หญิงหมด ทำอาหารเก่งหมด ดูแม่ทำแล้วก็ทำได้ทั้งนั้นคาวหวาน แป๊ฉ่าย ขนมเทียน ขนมเข่ง บ๊ะจ่าง” คุณมณี เคยว่าไว้อย่างนั้น เมื่อแยกครอบค
วันนี้อิ่มอร่อยพาไปบ้าน ท่าห้วย ต.ฉลุง อ.เมือง จ.สตูล ไปกินของดีราคาถูก แม้สินค้าบางอย่างราคาแพงหูฉี่ แต่ของดี ของถูกยังมีอยู่จริง อย่างก๋วยเตี๋ยวไก่ฉีกชามละ 10 บาท ข้าวมันไก่ 10 บาท ราดหน้า 10 บาท งานนี้เล่นเอาลูกค้าเด็กเล็ก เด็กโตพากันมาอุดหนุนกันไม่ขาดสาย ชนิดที่พบว่าหลายคนเป็นลูกค้าติดต่อกันมาตั้งแต่เรียนประถมจนเรียนมัธยมก็ยังแวะเวียนเข้ามาอุดหนุนร้านนี้ จนหลายคนเรียกกันติดปากว่า ร้านก๋วยเตี๋ยว 10 บาทท่าห้วย เพราะก๋วยเตี๋ยวเป็นเมนูขึ้นชื่อสุดของร้าน และตั้งอยู่บ้านท่าห้วย หมู่ที่ 2 ต.ฉลุง อ.เมือง จ.สตูล เจ้าของร้านคือ คุณดารุณี และคุณอุสมาน หลงเจ๊ะ อายุ 36 และ 38 ปี สองสามีภรรยาที่ตัดสินใจเลิกทำอาชีพสวนยางพารามาเปิดร้านขายของชำ แต่ด้วยภรรยา มีฝีมือในการทำก๋วยเตี๋ยวขายเมื่อเป็นสาวๆ จึงมาเปิดขายคู่ร้านของชำ แต่ขายไปขายมา ต้องตัดสินใจยกเลิกกิจการขายของชำ เนื่องจากบริการลูกค้าไม่ทัน เลยยกกิจการขายของชำให้พี่สาวขายแทน ส่วนตัวเองก็ตั้งหน้าตั้งตาลุยขายก๋วยเตี๋ยวชามละ 10 บาทเป็นต้นมาถึงวันนี้ก็ร่วม 4 ปีแล้ว เหตุผลที่ขายก๋วยเตี๋ยวไก่ฉีกชามละ 10 บาทเพราะต้องการให้นักเรียน นักศึกษาที่มีเงิ
คุณวรรณา วรรณชาติ วัย 64 ปี เจ้าของร้านขนมเบื้องโบราณรัตนะ มีหน้าร้าน อยู่ที่ หน้าสำนักงานเขตหลักสี่ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ คุณวรรณา เล่าให้ฟังว่า ช่วยแม่ขายขนมเบื้องมาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ซึ่งก่อนหน้านั้น แม่ก็ช่วยยายมาก่อน รุ่นต่อรุ่น จึงนับว่าเป็นขนมสูตรโบราณอย่างแท้จริง ขนมเบื้องโบราณนี้ ไม่ใส่ครีมขาวๆ แบบที่เห็นทั่วไป แต่น้ำตาลทาหน้าขนมเบื้อง ทำจากน้ำตาลโตนด และไข่แดง ถ้าเป็นครีมขาวๆ จะใส่น้ำตาลทราย และไข่ขาว ที่คุณวรรณ ว่า “ขนมเบื้องไส้ครีม เขาจะทำกลับด้าน กับของเรา” นอกจากนี้ตัวแป้งยังทำจากถั่วทอง ไม่ใช่ถั่วเขียวผ่าซีก และโม่เอง ทำให้ตัวแป้งกรอบ และกรอบนาน เก็บในตู้เย็นได้นาน 1 สัปดาห์โดยที่ยังกรอบอยู่ ส่วนไส้ มีหลักๆ อยู่ 3 ไส้คือ ไส้หวาน ไส้เค็ม และไส้ธัญพืช ที่เพิ่งมาประยุกต์เพิ่มในตอนหลัง เพื่อเอาใจกลุ่มลูกค้าวัยรุ่น ไส้หวานมีฝอยทองเป็นส่วนผสมหลัก ส่วนไส้เค็มมีกุ้งผัด มะพร้าว พริกไทยดำ และผักชี ขายชิ้นละ 12 บาท คุณวรรณา เผยว่า วันหนึ่งขายได้พันกว่าชิ้น ส่วนถ้าเป็นเสาร์-อาทิตย์ ก็เพิ่มป็นสองเท่า คุณวรรณา ทำขนมเบื้องมากว่า 50 ปีสิ่งที่ทำให้อยู่ได้คือความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ใช้วัตถุด
เป็นอีกหนึ่งสีสันวันแม่ปีนี้ “มาลัยข้าวตอก” สื่อแทนใจมอบให้แม่ สวยงามความหมายดี ซึ่งการทำข้าวตอกนั้นเป็นประเพณีที่ชาวอีสานสืบต่อๆ กันมานาน คุณฟลุค-เขมิกา ชัญโต อายุ 25 ปี เจ้าของร้าน มาลัยข้าวตอก บ้านฟ้าหยาด เล่าว่า มาลัยข้าวตอกมีความหมายดี รุ่งเรือง เฟื่องฟูเหมือนดั่งข้าวตอก และเก็บได้นาน 6 เดือนถึง 3 ปี โดยตนทำขายมาตั้งแต่วันแม่ปีที่แล้ว สำหรับในปีนี้ได้เริ่มเปิดรับออร์เดอร์ไปเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา กระแสตอบรับดีมาก ทำแทบไม่ทัน โดยออร์เดอร์ล่าสุดอยู่ที่ 60 พวง ราคาขายพวงละ 250 บาท หากห่อกล่องของขวัญด้วยราคาอยู่ที่ 299 บาท ขอบคุณรูปภาพจาก เฟซบุ๊ก มาลัยข้าวตอก บ้านฟ้าหยาด
