โมเดล “มหัศจรรย์ชุมชน” สร้างอาชีพอย่างมีคุณค่า พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน เมื่อเร็ว ๆ นี้ เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ เอสซีจีซี (SCGC) ผู้นำธุรกิจพอลิเมอร์เพื่อความยั่งยืน นำโดย คุณเปิ้ล น้ำทิพย์ สำเภาประเสริฐ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารแบรนด์และกิจการเพื่อสังคม พาคณะสื่อมวลชน ลงพื้นที่จังหวัดระยองเพื่อเยี่ยมชมวิสาหกิจชุมชนในโครงการ “มหัศจรรย์ชุมชน” ซึ่งเป็นโมเดลการพัฒนาชุมชนด้านอาชีพและสร้างรายได้ มุ่งลดความเหลื่อมล้ำตามเป้าหมาย SDG & ESG
โมเดล “มหัศจรรย์ชุมชน” เป็นการสร้างชุมชนเข้มแข็งด้วยหลักพึ่งพาตนเอง ต่อยอดการสร้างอาชีพให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งที่มาของโมเดลนี้เกิดจากการทำงานร่วมกับชุมชนอย่างใกล้ชิด ทำให้เห็นถึงศักยภาพ วิธีคิด และวิถีการดำเนินชีวิตของชุมชนหลากหลายกลุ่ม นำมาสู่การถอดบทเรียนเป็นโมเดล ‘มหัศจรรย์ชุมชน’ นั่นคือ 1) พึ่งพาตนเอง ด้วยการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ไม่หยุดนิ่ง 2) ประกอบอาชีพด้วยความสุจริต 3) สร้างโอกาสให้กับผู้อื่น และ 4) ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานของ SCGC

คุณเปิ้ล น้ำทิพย์ กล่าวตอนหนึ่งว่า SCGC ทำงานด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนในจังหวัดระยองมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านการส่งเสริมและพัฒนาวิสาหกิจชุมชน การจัดตลาดนัดชุมชนภายในโรงงาน การใช้บริการต่าง ๆ จากท้องถิ่น ซึ่งช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชนทุกๆ ปี โดยในปี 2566 ที่ผ่านมา สร้างรายได้ให้กับชุมชนในพื้นที่ระยองกว่า 56 ล้านบาทและเพื่อให้เข้าถึงโมเดล “มหัศจรรย์ชุมชน” อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น คุณเปิ้ล น้ำทิพย์จึงนำคณะสื่อมวลชนไปเยี่ยมชมและสัมผัสพลังมหัศจรรย์ของ 3 ชุมชน 3 กลุ่มวัย ได้แก่ ผู้สูงวัย กลุ่มสตรี และคนรุ่นใหม่ ซึ่งแต่ละกลุ่มมีความมหัศจรรย์อยู่ในตัวตนอย่างแท้จริง
มหัศจรรย์พลังผู้สูงวัย : วิสาหกิจชุมชนส่งเสริมอาชีพผู้เลี้ยงชันโรงบ้านทับมา

กลุ่มผู้สูงอายุที่สร้างคุณค่าให้ตนเองด้วยการเลี้ยงแมลงชันโรง ที่ให้น้ำผึ้งเพื่อสร้างรายได้ พร้อมสร้างความสุขในวัยเกษียณ ภายใต้แบรนด์ “บ้านมีชันดี” นอกจากนี้ ยังต่อยอดสู่การผลิตสินค้ามูลค่าเพิ่มจากน้ำผึ้งชันโรง เช่น สบู่ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว น้ำมันหอมระเหย เป็นต้น รวมทั้งสร้างเครือข่ายผู้เลี้ยงชันโรงในพื้นที่ระยอง เพื่อแบ่งปันวิชาชีพการเลี้ยงชันโรงและกระจายรายได้สู่สังคม
ครูประไพ คชรินทร์ ประธานวิสาหกิจชุมชนส่งเสริมอาชีพผู้เลี้ยงชันโรงบ้านทับมา เล่าว่า ตัวเธอเองแม้จะเกษียณ แต่เป็นคนไม่ชอบอยู่นิ่ง เลยคิดว่ามีงานอะไรบ้างที่สามารถทำให้ผู้สูงวัยทำได้และไม่เหนื่อย ไม่ลำบาก เกิดความสุขกับตัวเอง “ตอนแรกนึกถึงผึ้ง น่าจะเลี้ยงได้ แต่ลูกชายท้วงติงคนสูงวัยอาจโดนผึ้งต่อยได้ และเมื่อถึงระยะหนึ่งแล้วผึ้งจะย้ายถิ่น จึงเกิดคำถามต่อ การทำน้ำผึ้ง นอกจากผึ้งแล้ว ยังมีตัวอะไรได้อีก จนได้คำตอบว่าตัวชันโรง เลยตั้งต้นทดลองการเลี้ยงชันโรง หาความรู้เพิ่ม เพราะความจริงแล้ว รู้จักตัวชันโรงมาตั้งแต่เด็ก ว่าเป็นสัตว์ท้องถิ่น เป็นแมลงชนิดหนึ่ง แต่ชาวบ้านเรียกว่าแมลงรำคาญ” ครูประไพ บอกอย่างนั้นช่วงทดลองเลี้ยง ไม่ใช่ว่าจะประสบผลสำเร็จเลย เริ่มต้นล้มลุกคลุกคลาน จากทดลอง 3 กล่อง ทำได้แค่ 1 กล่อง แต่ 1 กล่องนั้น เป็นจุดบันดาลใจว่าเราสามารถทำได้ พอปี 2563 เกิดโควิด หลายคนไม่ได้ออกไปไหนเลย จึงมีเวลาศึกษาเรียนรู้อย่างเข้มข้น จนได้องค์ความรู้มาพอประมาณ กระทั่งเกิดแนวร่วมเพิ่มขึ้น สุดท้ายจึงเกิดการรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชนส่งเสริมอาชีพผู้เลี้ยงชันโรงบ้านทับมา “เมื่อมาเจอกับ SCGC ถือเป็นโอกาสที่ดีมาก เขามองเห็นคุณค่าในตัวเรา ทำให้เกิดพลังบวกที่จะสร้างงาน พาไปเปิดประสบการณ์ ทำให้เริ่มพัฒนาตัวเอง จากงานที่ยากลำบาก ก็เริ่มก้าวไปได้ง่ายขึ้น เราเพิ่งสร้างกันมา 3 ปี เป็นวิสาหกิจเล็ก ๆ แต่ SCGC ช่วยโอบอุ้มให้เราเดินไปได้อย่างมั่นคง” ครูประไพ บอกจริงจัง การสร้างอาชีพของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนส่งเสริมอาชีพผู้เลี้ยงชันโรงบ้านทับมานั้น ไม่เน้นสร้างเงิน แต่เน้นสร้างความสุขก่อน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงวัย “เชื่อว่า ผู้สูงวัย สามารถถ่ายทอดภูมิปัญญาสู่ชุมชนได้ การเก็บความสุขไว้คนเดียว อาจเป็นการเห็นแก่ตัวเกินไป การทำงานของวิสาหกิจฯ ทำให้เพื่อนบ้านมีความสุข สามารถนำผลิตภัณฑ์มาขายได้ ยกตัวอย่าง คุณยายท่านหนึ่ง เดินไม่ได้ ลูกหลานต้องพาไปรักษา พอวันหนึ่งท่านเห็นพวกเรามีพลังบวก ท่านก็มีน้ำใจเผื่อแผ่ถ่ายทอดภูมิปัญญาบอกจะให้สูตรน้ำพริก จากเดิมล้มป่วยลุกไม่ได้ กลับลุกและยืนได้อีกครั้ง เมื่อได้น้ำพริกคุณยายมา เราก็ช่วยหาช่องทางจำหน่าย เมื่อขายของได้หมด คุณยายก็เกิดพลังฮึดขึ้นอีก ” ครูประไพ บอกเล่าให้ฟัง
มหัศจรรย์พลังหญิง : วิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์จากผ้าชุมชนมาบชลูด
กลุ่มสตรีที่มีข้อจำกัดจากการดูแลครอบครัว แต่สามารถเอาชนะอุปสรรคจนยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง รวมกลุ่มกันตัดเย็บกระเป๋าภายใต้แบรนด์ “Chalud” ที่มาพร้อมกับสโลแกน “ทุกรอยเย็บ มาจากรอยยิ้ม” สร้างรายได้ให้คนในชุมชนอย่างยั่งยืน

พี่โต ประคอง เกิดมงคล ประธานวิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์จากผ้าชุมชนมาบชลูด เล่าให้ฟังว่า ตัวเธอเป็นช่างตัดเสื้อผ้ามาก่อน ต่อมาตลาดเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง ผู้คนหันไปซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปกันมากขึ้น คนที่มีอาชีพช่างตัดผ้าจึงต้องเปลี่ยนตัวเอง คือแทนที่จะทำมาหากินคนเดียว ก็ต้องสร้างแนวร่วมเพื่อที่จะได้รับงานล็อตใหญ่ ๆ และชวนน้อง ๆ ที่มีความสามารถในการตัดเย็บมารวมกลุ่มกันเป็นวิสาหกิจชุมชน “กลุ่มของเราเป็นแม่บ้าน ที่ไม่สามารถออกไปทำงานนอกบ้านได้ เนื่องจากมีภาระต้องดูแล อย่างดูแลลูก ดูแลพ่อแม่ ดูแลคนแก่ติดบ้านติดเตียง ช่วงแรกมีสมาชิกประมาณ 30 คน รับตัดเย็บเสื้อผ้ามาพันกว่าชุดเป็นของโรงเรียน แต่สุดท้ายทำไม่ทัน เลยต้องเปลี่ยนแนวความคิดใหม่ เพราะการเย็บเสื้อผ้าต้องเข้ามาทำงานที่กลุ่มด้วยกัน ต้องเอาแต่ละชิ้นส่วนมาประกอบกัน ซึ่งบางคนเข้ามาเย็บที่กลุ่มไม่ได้ เราเลยเปลี่ยนมาเย็บกระเป๋า ใช้เวลาวันหนึ่ง เย็บได้ 1 ใบ ก็ได้เงินแล้ว” พี่โต เผยอย่างนั้น ปัจจุบัน พี่โต ดัดแปลงบ้านพักให้เป็นหน้าร้าน สำหรับเป็นช่องทางโชว์สินค้าและขายออนไลน์เป็นหลัก “เดือนแรกขายกระเป๋าได้ 800 บาท ดีใจมาก เพราะเป็นการเติบโตอีกครั้งหนึ่งที่เปลี่ยนจากทำเสื้อผ้ามาทำกระเป๋า อยู่กับบ้านก็ทำได้ ดูแลครอบครัวไปด้วยได้ อย่างไรก็ตาม ถึงเราจะรวมกลุ่มกันได้ แต่ถ้าไม่มีแรงสนับสนุน คงไม่สามารถไปต่อได้อย่างยั่งยืน ที่ผ่านมา SCGC เข้ามาสนับสนุนในหลายด้านเกือบ 10 ปี ช่วยให้เราสามารถต่อยอดอาชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม เค้าส่งเสริมให้ทำสินค้า BCG (Bio – Circular – Green) เน้นแนวคิดลดโลกร้อนเป็นหลัก โดยใช้วัสดุให้เกิดประโยชน์สูงสุด” ประธานวิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์จากผ้าชุมชนมาบชลูด กล่าว
มหัศจรรย์พลังคนรุ่นใหม่ : วิสาหกิจชุมชนบ้านรลิณ กรีน ลีฟวิ่ง
กลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่าเดิม ต่อยอดสู่การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ภายใต้แบรนด์ “บ้านรลิณ” ปลอดภัยต่อผู้บริโภคด้วยวัตถุดิบจากธรรมชาติ 100%

น้องปอ-รัณยณา จั่นเจริญ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านรลิณ กรีน ลีฟวิ่ง ให้ข้อมูลว่า เคยทำงานเป็นพนักงานบริษัท รับผิดชอบงานด้านโลจิสติกส์อยู่ 13 ปี แต่รู้สึกอิ่มตัว ก่อนลาออกมาทำผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ เพราะอยากช่วยแก้ปัญหาให้น้องสาวที่ผิวแพ้ง่าย เลยชอบไปหาความรู้จากการเดินตลาดอีโค่ จนไปเจออาจารย์ท่านหนึ่ง ขายผลิตภัณฑ์ทำนองนี้ รู้สึกสนใจก่อนขอสมัครเรียนรู้การทำ ก่อนนำมาปรับเป็นสูตรของตัวเอง ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ของวิสาหกิจชุมชนบ้านรลิณ กรีน ลีฟวิ่ง มี 6 อย่างคือ กลุ่มทำความสะอาดทั่วไป มี 3 อย่าง ได้แก่ น้ำยาล้างจาน น้ำยาซักผ้า และน้ำยาอเนกประสงค์ ส่วน กลุ่มทำความสะอาดร่างกาย มี 3 อย่างคือ สบู่เหลว แชมพู และน้ำยาบ้วนปาก สำหรับวัตถุดิบหลักในผลิตภัณฑ์ธรรมชาตินี้ น้องปอ บอกว่า ถ้าเป็นกลุ่มทำความสะอาดทั่วไป อย่าง น้ำยาซักผ้า จะทำมาจากสับปะรดพันธุ์ทองระยอง ซึ่งเป็นผลไม้จีไอของจังหวัดระยอง ส่วนน้ำยาล้างจาน กับน้ำยาอเนกประสงค์ จะทำมาจากมะนาวและน้ำหมัก ขณะที่แชมพูกับสบู่เหลวนั้น ทำมาจากสมุนไพรสด ที่ปลูกแบบออร์แกนิกโดยสมาชิกของกลุ่มเอง หลังจากได้ผลิตภัณฑ์ออกมาแล้ว การทำให้เป็นที่รู้จักพร้อมที่จะควักเงินซื้อนั้น ยากง่ายแค่ไหน น้องปอ เล่าว่า ช่วงแรก ๆ ขายยากอยู่เหมือนกัน เพราะด้วยความที่ค่อย ๆ เริ่มเป็นอาชีพเสริม ยังทำงานประจำอยู่ จึงต้องอาศัยการบอกปากต่อปาก ขายคนใกล้ตัวก่อน กระทั่งช่วงโควิด ทำยอดขายได้ดีขึ้น เพราะคนต้องการผลิตภัณฑ์ประเภทชะล้างกันมาก เลยได้การตอบรับที่ดีมาจนถึงทุกวันนี้ ถามถึงอุปสรรคในการทำธุรกิจนี้ น้องปอ บอกมี 2 ประเด็นคือ วัตถุดิบออร์แกนิกอาจหายากขึ้น และการทำการตลาด คือในจังหวัดระยอง คนที่สนใจผลิตภัณฑ์แบบของเรายังมีน้อย ฐานลูกค้าส่วนใหญ่จึงอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เลยอาจต้องทำการตลาดในท้องถิ่นมากขึ้น
“เป้าหมายที่วางไว้ คนใส่ใจผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ถ้าช่วยกันใช้ น้ำทิ้งจะไม่สร้างภาระให้โลกเพิ่มขึ้น อย่างน้ำยาซักผ้า หรือน้ำยาล้างจาน เราใช้น้ำหมักเป็นเบส ซึ่งมีเอนไซม์ ช่วยบำรุงดิน เป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยโลกได้ ไม่ก่อผลกระทบต่อโลก” น้องปอ บอกจริงจังที่ผ่านมา ทาง SCGC เข้ามาช่วยแนะนำหลายด้าน ทั้งการทำผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐาน การออกแบบบรรจุภัณฑ์ ชี้ช่องทางการตลาด นับว่าเป็นแนวทางที่ดีมากสำหรับวิสาหกิจเล็ก ๆ ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลร่างกายและสิ่งแวดล้อม
เหล่านี้เป็นตัวอย่างของความมหัศจรรย์จาก 3 ชุมชน 3 ช่วงวัย แต่ละกลุ่มสะท้อนแนวคิดการพึ่งพาตนเอง การดูแลใส่ใจสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างน่าประทับใจ เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อเส้นทางอาชีพของผู้คนในสังคม เกิดมหัศจรรย์ชุมชนไปทั่วทุกพื้นที่ของบ้านเรา
