Exclusive
ผ่านไปทำงานที่อำเภอเมือง จังหวัดตราด เมื่อไม่กี่วันก่อน หลังจากอิ่มอร่อยกับมื้อเย็นแถวตลาดโต้รุ่งแล้ว ก็เดินเล่นเตร็ดเตร่ก่อนเข้าที่พัก “ตราดเซ็นเตอร์” เห็นป้ายไฟตรงทางเข้าโรงแรม สว่างไสวไม่แพ้กัน เขียนตัวหนังสือเด่นชัด “บัวลอยไข่หวาน” แถมมีลูกศรชี้ทาง เลยเดินไปมองหาเหมือนโดนมนต์สะกด พร้อมนึกในใจ “ร้านนี้ต้องไม่ธรรมดา” ถัดมาจากป้ายไฟแรก ไม่ถึงร้อยเมตร เห็นอีกป้ายดักอยู่ตรงตรอกขวามือ จึงเลี้ยวเข้าไปด้วยความสนใจ ไม่ไกลจากนั้นมองเห็นตึกแถวสามชั้นคูหาใหญ่เปิดไฟสว่าง มีคนยืนอออยู่หน้าร้านหลายชีวิต มีทั้งขับรถเก๋ง ขี่มอเตอร์ไซค์ จักรยาน เลยคิดว่าคงมาถูกทางแล้ว เห็นป้ายหน้าร้าน บ่งบอกข้อความสินค้าเด่น “บัวลอยไข่หวานสมุนไพร ธัญพืช หลากสีธรรมชาติ ใส่มะพร้าวอ่อน” แค่นั้นก็น้ำลายไหลแล้ว คณะจากกรุงเทพฯ สั่งเลยแบบไม่รีรอคนละถ้วย ไม่ต้องถามไถ่ราคา “ใส่ไข่ถ้วยละ 30 บาท ไม่ใส่ไข่ถ้วยละ 25 บาท จ๊ะ” เจ้าของร้านอาวุโสสุดในร้าน ส่งยิ้มใจดี ก่อนก้มหน้าก้มตาทำขนมตามออร์เดอร์ ระหว่างยืนดูการทำงานของเธอด้วยความเพลิดเพลิน จึงชวนคุยไปพลาง ได้ความว่า ขายบัวลอยไข่หวานมาได้กว่า 20 ปีแล้ว แต่ก่อนขายอยู่ในตลาด สมั
เพจ “ศุภชัย เสมอมิตร โหน่งโชว์” มีเนื้อหาหลักนำเสนอเกี่ยวกับการทำอาหารสารพัดเมนู ดูง่ายๆ แต่น่าอร่อย โดยคนปรุงเป็นผู้ชายไว้หนวดเข้ม พูดจาฉะฉาน ลีลาเป็นเอกลักษณ์ และแม้เพิ่งจะเปิดเพจดังว่ามาได้ไม่ถึงปี แต่มีคนติดตามเกือบเก้าแสนแล้ว เกี่ยวกับเรื่องนี้ คุณโหน่ง –ศุภชัย เสมอมิตร อายุสี่สิบปีเศษ เจ้าของเพจต้นเรื่องครั้งนี้ สละเวลามาพูดคุยด้วย ย้อนความเป็นมาว่าพื้นเพเป็นคนอำเภอแกลง จังหวัดระยอง จบการศึกษาระดับปวส.ก่อสร้าง จากวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ปัจจุบันเป็นพนักงานบริษัทรับเหมาก่อสร้าง รับทำหน้าที่โฟร์แมน ตระเวนไปตามไซต์ก่อสร้างถนนหนทางต่างๆ “มีภรรยา 1 ลูก 4 เป็นผู้ชาย 3 คน ผู้หญิง 1 คน สาเหตุที่เป็นคนชอบทำอาหาร เพราะปกติจะใช้ชีวิตในแคมป์ก่อสร้างต้องอยู่คนเดียว ไม่ได้อยู่กับครอบครัว ช่วงที่ต้องอาศัยอยู่ในแคมป์ตอนเย็นหลังเลิกงาน มักมีกิจกรรมบันเทิงกับลูกน้อง พักผ่อนหย่อนใจกันด้วยอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งผมจะอยู่แผนกทำกับแกล้ม คอยสรรหาเมนูมาทำกินกันเรื่อยๆ เลยได้ฝึกวิชาการทำอาหารอย่างสม่ำเสมอ” คุณโหน่ง เล่ามาอย่างนั้น และว่า ก่อนหน้านี้ กิจกรรมยามว่าง คือ ถ่ายรูปอาหารจาน
ไม่นานมานี้ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” มีโอกาสเดินทางไปเมืองอังวะ เมืองหลวงเก่า ของประเทศเมียนมา ที่อยู่ไม่ไกลจากใจกลางเมืองมัณฑะเลย์เท่าไหร่นัก นั่งรถบัสประมาณสี่สิบนาที ก็ถึงท่าเรือข้ามฟาก ซึ่งยังถูกใช้งานเป็นประจำสำหรับนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่น เมื่อรถบัสแล่นเข้าที่จอด บรรยากาศบริเวณท่าเรือมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที บรรดาพ่อค้าแม่ขายของที่ระลึก สังเกตเห็นส่วนใหญ่เป็นเด็กสาววัยรุ่น ปะแป้ง “ทานาคา” หน้าแฉล้ม มายืนออกันหลายสิบชีวิต ที่แขนข้างหนึ่งของพวกเธอจะคล้องตะกร้าพลาสติกใบเล็กๆ ภายในบรรจุของที่ระลึก อย่าง สร้อยคอ สร้อยข้อมือ ที่พวกเธอบอกทำมาจากหยก กระดิ่งทองเหลือง หมวก พัด ฯลฯ เมื่อคณะนักท่องเที่ยวลงจากรถบัส พวกเธอจะเข้าประกบแบบค่อนข้างประชิดตัว ร้องขายของเป็นภาษา เมียนมาบ้าง ภาษาอังกฤษบ้าง ภาษาไทยแบบกระท่อนกระแท่นบ้าง แต่ทัวร์ลิสต์ไทยหลายคน ยังไม่สนใจเท่าไหร่นัก อาจเป็นเพราะเพิ่งเดินทางมาถึงจึงอยากชมวิวรอบๆ ก่อน ของที่ระะลึก วางขายแถวท่าเรือข้ามฟากไปเมืองอังวะ นั่งเรือข้ามฟากลำละสิบกว่าคน ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที ก็ถึงท่าเรือเมืองอังวะ ขณะเรือกำลังเทียบท่า มองเห็นพ่อค้าแม
เมื่อวันก่อน ตอนไปเดินเล่นในอีเวนต์กลางห้างดัง เห็น “พ่อค้าหน้าหนวด” บุคลิกแบบฉบับเด็กรุ่นใหม่ กำลังขมีขมันปั่นเครื่องบดปลาหมึกย่าง เลยปรี่เข้าไปสั่งเมนูโปรด ระหว่างรอจึงชวนคุยฆ่าเวลา ได้ความมาว่า พ่อค้า “เด็กแนว” ผู้ที่อยู่ตรงหน้ามีชื่อว่า คุณเบียร์ – ศาสตรา ถนอมลาภ อายุยี่สิบกว่าๆ ส่วนอาชีพนี้ เริ่มต้นมาได้สองปีกว่าแล้ว ปัจจุบันขายประจำอยู่ที่ตลาดนัดมะลิ เมืองทองธานี แต่ก่อนหน้านี้เคยขายที่ตลาดนัดหัวมุม ย่านเกษตร-นวมินทน์ มาก่อน สำหรับประวัติความเป็นมาส่วนตัว คุณเบียร์ เล่าพลางบดปลาหมึกไปด้วย สรุปความได้ว่า จบปวช.ช่างยนต์ จากวิทยาลัยเทคนิคดอนเมือง หลังเรียนจบตอนอายุได้ 18 ปี เคยทำงานเป็นพนักงานที่ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดชื่อดังอยู่ได้ประมาณ 5 ปี พออายุ 23 ปี ลาออกมาขายของรองเท้ามือสอง “ตอนทำงานในร้านอาหาร เกือบได้เป็นผู้จัดการแล้ว แต่รู้สึกเบื่อ ต้องอยู่กับที่ ไม่สนุกกับงาน เลยลาออกมาขายของตามตลาดนัด ไปมาหมดแล้วตั้งแต่ รัชดาไนท์ ตลาดรถไฟ จตุจักรกรีน ”คุณเบียร์ เล่าประสบการณ์ที่ผ่านมา ก่อนบอกต่อ สินค้าก่อนหน้านี้ เป็นพวกรองเท้า-เสื้อผ้ามือสอง ส่วน “ปลาหมึกบด”นี้ เพิ่งเริ่มขายเมื
หลังศึกษาจบด้านสื่อสารมวลชน จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง สาวผู้มีใจรักการ “ให้” ก็ใช้ชีวิตทำงานเพื่อสังคมกับมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ โดยย้ายถิ่นฐานมาอยู่จังหวัดเชียงใหม่ และนี่จึงเป็นจุดหักเหให้สาวเมืองหนองคายผู้ใช้ชีวิตเผชิญอยู่ในกรุงเทพฯ นานหลายปี กลายเป็นคนเชียงใหม่ ลงหลักปักฐานสร้างอาชีพในพื้นที่แห่งนี้ ชาวบ้านมีรายได้ องค์กรอยู่ได้ด้วย ด้วยหัวใจเต็มเปี่ยมไปด้วยการ “ให้” เธอจึงไม่ได้ยืนหยัดในพื้นที่นี้เพียงลำพัง แต่ได้ชักชวนเพื่อนๆ ร่วมทางฝัน จนบัดนี้บ้านของเธอกลายเป็นชุมชนคนสร้างอาชีพ อยู่ร่วมกันในอาณาจักรเล็กๆ ชื่อ “เวิ้งมาลัย” คุณมาลัย สัญกาย หรือ คุณกุ้ง คือหญิงสาวเจ้าของ เวิ้งมาลัย ที่เรากล่าวถึง โดยเธอเล่าว่า หลังจากทำงานให้กับมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ บวกกับคลุกคลีอยู่จังหวัดเชียงใหม่ โดยย้ายมาอยู่ตั้งแต่ปี 2541 ต่อมาจึงเลือกซื้อที่ดินในซอยวัดอุโมงค์ อำเภอเมือง ขนาด 136 ตารางวา ปลูกบ้านหลังขนาดพอเหมาะ ต่อมา ทางมูลนิธิมีโครงการผลิตสินค้า ซึ่งหัวใจสำคัญข้อหนึ่งเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านให้มีงานทำ ซึ่งจากการพูดคุยจึงเห็นพ้องต้องกันว่าสินค้านำมาจำหน่ายไม่ควรจงใจหรือบังคับให้ผู้ซื้อซื้อด้วยความจำใจ
อดีตข้าราชการครูวัยเกษียณใช้ทักษะและความชำนาญด้านฝีมือช่างและงานศิลป์ที่มีติดตัว รังสรรค์รากไม้ไร้ค่าให้กลายเป็นผลงานสุดทึ่ง ที่ผสมผสานระหว่างภูมิปัญญา สถาปัตยกรรม และประติมากรรม เรียกว่า “จินตนาการจากรากไม้” จำลองเป็นรีสอร์ตสุดเหมือน ฐานชุกชี และประติมากรรมธรรมชาติ ใช้ประดับตกแต่ง ถูกอกถูกใจต่างชาติรุมอุดหนุน สร้างรายได้นับแสนบาทต่อเดือน คุณนิพนธ์ หัสดี ในวัย 78 ปี เท้าความว่า จบ ปวช. ช่างก่อสร้างที่อุเทนถวาย จากนั้นต่อปริญญาตรี วิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนคร ยึดอาชีพครูมายาวนาน 36 ปี ตำแหน่งสุดท้าย คือ อดีตรองผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว กระทั่งปี 2532 ลาออกมาดูแลบุพการี และรับบำนาญเลี้ยงตัวเอง ด้วยความที่คุณนิพนธ์ เป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์ เขา บอกว่า ไม่อยากอยู่ว่างๆ อยากหากิจกรรมที่มีประโยชน์ โดยส่วนตัวชอบงานไม้ เลยอยากสร้างชิ้นงานที่ทำจากไม้ เลยเป็นที่มาของไอเดีย “ผมเกิดไอเดียเพิ่มมูลค่ารากไม้ ให้กลายเป็นผลงานประติมากรรม จากการที่ได้นั่งมองรากไม้ไร้ค่า ที่มีรูปทรงแตกต่างกันไป คิดว่าหากนำมาสร้างบ้าน หรือจำลองเป็นเป็นรีสอรต์ สะท้อนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนไ
ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ห้างสรรพสินค้า เดอะ พรอมมานาด ย่านมีนบุรี จัดอีเวนต์รับวันปีใหม่ไทย โดยมีการออกบู๊ธของกิน-ของใช้ ไทยย้อนยุค เอาใจคนกรุงเทพฯที่ไม่ได้ออกไปเดินทางท่องเที่ยวต่างจังหวัด ไฮไลต์ในงานครั้งนี้ ซึ่งดูเหมือนจะมีประชาชนให้ความสนใจกันไม่น้อย เห็นจะได้แก่ มุมนิทรรศการ “ ๙ ขนมไทย ตำรับโบราณ “ท้าวทองกีบม้า” ราชินีแห่งขนมไทย“ หนึ่งในบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์สมัยอยุธยา ที่มีบทบาทเด่นใน “บุพเพสันนิวาส” ละครดังแห่งยุค สำหรับขนมไทย ตำรับโบราณ ทั้ง ๙ ชนิด ฝีมือรังสรรค์ของ “ท้าวทองกีบม้า”ดังกล่าวนั้น ประกอบด้วย ทองหยิบ สัมปันนี ลูกชุบ สังขยา ทองม้วน ขนมผิง ฝอยทอง ทองหยอด และ กะหรี่ปั๊บ
เรือสำเภาตามหลักฮวงจุ้ยศาสตร์จีนโบราณเสมือนสัญลักษณ์ของการค้าขาย ความมั่นคง การเดินทาง ฉะนั้นการมีเรือสำเภาจำลองประดับไว้ในบ้าน ร้านค้า หรือองค์กร จึงเป็นการช่วยเสริมโชคลาภ ค้าขายร่ำรวย ทั้งยังช่วยหนุนนำเสริมดวงชะตาชีวิตของผู้ครอบครองให้ประสบความสำเร็จในด้านต่างๆอย่างราบรื่น คุณณัฐวลัย โปทา หรือคุณหล้า บ้านเลขที่ 355/5 หมู่3 ตำบลหนองหาญ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ มีอาชีพผลิตเรือสำเภาจำลอง จำหน่ายทั้งแบบปลีก-ส่ง เพื่อเป็นของฝาก ของขวัญ หรือของที่ระลึก รวมถึงยังถือเป็นวัตถุเสริมมงคลในการประกอบอาชีพการทำงานหรือค้าขาย โดยผลิตเรือสำเภาจำลองในชื่อ “ณัฐวลัย เรือใบจำลอง” คุณหล้าเล่าว่าความจริงแล้วอาชีพนี้พี่ชายเคยทำมาก่อน แต่หาตลาดขายไม่ได้ ทำแล้วไม่รู้จะไปขายที่ไหน จึงโอนมาให้เธอฝึกทำ จนมีความชำนาญจึงลองหาตลาดปรากฏว่าได้รับความสนใจ อีกทั้งยังขายได้ราคาดี ขณะเดียวกันทำไม่ทันเพราะตัวเองยังทำงานประจำอยู่ ดังนั้นจึงตัดสินใจลาออกจากงานแล้วมุ่งผลิตเรือไม้สำเภาจำลองเป็นอาชีพสร้างรายได้อย่างเดียว “สมัยที่พี่ชายทำอยู่ มีชาวบ้านในละแวกทำกันด้วยประมาณ 4-5 ราย แต่พอหาตลาดขายไม่ได้ก็เลยหยุดทำกันหมด
ขณะที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกมีมติกึกก้องว่า หากจะไปเที่ยวประเทศไหนสักแห่ง สาธารณรัฐเช็กเป็นประเทศแรกที่ควรไป และเป็นประเทศเดียวที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง ฉันก็มีมติกึกก้องของฉันว่าตลาดเช็กเป็นตลาดน่ารัก น่าเดินน่าจับจ่ายน่าเจรจา น่าแลกยิ้มแลกหัวเราะด้วยเป็นที่สุด สาธารณรัฐเช็ก หรือเช็กรีพับลิกนั้น เคยเป็นประเทศเดียวกับสโลวัก เรียกว่า เชโกสโลวาเกีย แต่เขาแยกประเทศกันมานับแต่ปี 2535 โน่น ภูมิประเทศที่สวยงาม อาคารบ้านเรือนที่สร้างและออกแบบเหมือนจะให้เป็นสมบัติของโลก ประพรมไปทั่วผืนดินเช็ก ทดแทนที่ประเทศไม่มีทางออกทะเลได้อย่างสมบูรณ์ ไม่น่าเชื่อว่าประเทศนี้จะผ่านสงครามมาอย่างหนัก บ้านเรือนสวยงามถูกละเว้นไว้จากหายนะประหนึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลใจ แต่ก็มีไม่น้อยที่ถูกทึ้งทำลาย ซึ่งเขาก็พยายามซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพใกล้เคียงกับของเดิม เป็นเรื่องน่ายกย่องสำหรับประเทศเล็กๆ ที่ไม่ได้ร่ำรวย และเผชิญปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำยาวนานหลายสิบปี ทั้งจากสงคราม และผลพวงหลังจากนั้น รวมทั้งการแตกเป็นหลายประเทศของยุโรปตะวันออก เช็ก ใหญ่กว่าประเทศไทยอักโขอยู่ ในเช็กมีแหล่งโบราณสถานที่ถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโกถ
ฉันชอบไปเดินตลาดในแฟลตคลองจั่น ซึ่งเป็นศูนย์รวมของชาวใต้ ที่นั่นมีอาหารและวัตถุดิบสำหรับปรุงอาหารใต้ทุกชนิด หรือจะเป็นอาหารปรุงสำเร็จก็มากมายจนเลือกไม่ถูก รวมถึงของกินเล่นที่ฉันชอบมากๆ คือ ข้าวเกรียบปลา ที่เรียกว่า กรือโป๊ะ กือโป๊ะ หรือ กะโป๊ะ ซึ่งได้อิทธิพลมาจากมลายูที่เรียกว่า เกโรโปะก์ (Keropok) ภาษาอินโดนีเซีย เรียกว่า กรุปุ๊ก (Krupuk / Kerupuk) และภาษาฟิลิปิโน เรียกว่า โกรเปก (Kropek) กล่าวกันว่า ชาวอินโดนีเซียเป็นต้นตำรับของข้าวเกรียบที่เราๆ กินกันอยู่ในทุกวันนี้ โดยมีวัตถุดิบหลักคือ แป้งข้าวเจ้าและแป้งมัน ซึ่งในอดีตอาจจะใช้แป้งสาคูเป็นหลักเพราะหาได้ง่ายในท้องถิ่น แล้วผสมส่วนผสมอื่นๆ ลงไปทำให้เกิดข้าวเกรียบหลากหลายชนิด เช่น ข้าวเกรียบกุ้ง (Krupuk udang) ข้าวเกรียบปลา (Krupuk kemplang / Krupuk ikan) ข้าวเกรียบมันสำปะหลัง (Krupuk singkong/Krupuk kampang/ Krupuk putih) ข้าวเกรียบหัวหอม (Krupuk bawang) แม้กระทั่งเมล็ดของต้นเหมียงหรือต้นเหลียงก็สามารถเอามาทำข้าวเกรียบได้เรียกว่า เอมปิง (Emping) นอกจากนี้ยังมีข้าวเกรียบอีกสารพัดชนิด ซึ่งคนที่เคยไปอินโดนีเซียจะต้องพบกับข้าวเกรียบหลากชนิ
