Exclusive
ช่วงเศรษฐกิจขาลง หลายคนบ่นอุบ ข้าวของขายกันไม่ค่อยจะได้ ลดแลกแจกแถมก็แล้ว ยังไม่กระตุ้นการซื้อสักเท่าไหร่ ทำให้บรรยากาศค้าขายโดยภาพรวมยามนี้ ออกไปในแนว “ทรงกับทรุด” เสียเป็นส่วนใหญ่ แต่จะว่าไปอาจไม่ใช่เป็นทุกวงการที่ขายไม่ค่อยดี เพราะเมื่อมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้ประกอบการรายหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ได้ข้อมูลมาน่าสนใจ แม้เริ่มทำได้ไม่กี่ปี แต่ทุกวันนี้มีทั้งบ้าน-มีทั้งรถ เป็นของตัวเอง แถมมีออร์เดอร์เข้าทุกวัน แบบไม่ขาดสาย คุณวรวุฒิ เลิศชูสกุล อนุญาตให้เรียกแบบกันเองว่า คุณนัท เจ้าของกิจการผลิตและจำหน่ายเครื่องประดับสไตล์ไทยประยุกต์ เน้นการออกแบบไปที่ลวดลายของ “พญานาค” ภายใต้ชื่อเรียกขานแบรนด์ว่า “จักรานาคา” เริ่มต้นแนะนำตัวให้รู้จัก พื้นเพเป็นคนเชียงใหม่ ปัจจุบันอายุ 48 ปี ก่อนหน้านี้เคยทำมาแล้วหลายอาชีพ ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับอาหารและขนม วนเวียนอยู่ในแวดวงดังว่าอยู่หลายปี รู้สึกอิ่มตัว จึงเริ่มมองหาอาชีพใหม่ “เคยทำร้านอาหารมาหลายปี แต่รู้สึกว่าค้าขายเกี่ยวกับเนื้อสัตว์ไม่ค่อยขึ้น เลยหันมาทำขนม แต่ก็ยังไม่ดีขึ้นเท่าไหร่ พอถึงจุดหนึ่งจึงเกิดความเบื่อหน่าย เหมือนชีวิตถึงจุดตก เลยออกเดินสายทำบุ
ถ้าพูดถึง ข้าวเปียก หลายคนอาจจะงง แต่ถ้าบอกว่า เป็นกวยจั๊บญวน ก็อาจจะเห็นภาพมากขึ้น เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีโอกาสไปพบกับ ร้านบ้านข้าวเปียก ที่ อ.เมือง จ.บึงกาฬ และพบว่าเป็นร้านที่ ลูกค้าให้การตอบรับมากทีเดียว เรียกว่าได้ลูกค้าทั้งคนในพื้นที่ และนักท่องเที่ยว หากร้านใด ขายอาหารพื้นเมือง ที่ได้รับความนิยมจากคนทั้งสองกลุ่มนี้ ก็นับว่าประสบความสำเร็จแล้วระดับหนึ่ง คุณมุกดากร อ่อนสูงเนิน เจ้าของร้าน เล่าให้ฟังว่า ลูกค้าจะมาตั้งแต่เช้า 6 โมงเช้าอะไรแบบนั้นเลยทีเดียว บางคนมาวิ่งออกกำลังกาย มาชมพระอาทิตย์ขึ้นริมแม่น้ำโขง แล้วก็แวะมาทานกัน ในขณะที่บางคนก็พิเศษกว่านั้นคือ นอกจากกินที่ร้านแล้วยังซื้อใส่บาตรยามเช้ากันอีกด้วย ข้าวเปียก ของที่ร้านนี้ เด่นที่เส้นเหนียวนุ่มกำลังดี น้ำซุปร้อนๆ อร่อยคล่องคอ ในขณะที่ทานกับหมูยอ และกลิ่นหอมเจียว เข้ากันดีทีเดียว สนนราคาชามละ 30-40 บาท นอกจาก ข้าวเปียก อาหารขึ้นชื่อ อาหารหลักของที่ร้านแห่งนี้แล้ว ยังมีไข่กระทะ อาหารเช้าตัวเด่นอีกตัวหนึ่ง รวมทั้งโจ๊ก ขนมปัง กาแฟ คุณมุกดากร บอกว่า ช่วงเช้าลูกค้าจะเยอะมาก ขายได้ถึงราวบ่าย 2 มีลูกน้อง 6 คน ยอดขายวันหนึ่ง หมื
หลังละครบุพเพสันนิวาสออนแอร์ไปเพียงเดือนกว่า ๆ พี่หมื่นเดช แม่หญิงการะเกดก็ฮิตติดกระแสโด่งดังไปทั่วพระนคร ซึ่งในช่วงเวลานี้เองคนทำธุรกิจหันมาเกาะกระแสละครดังกล่าวสร้างเม็ดเงินกันยกใหญ่ หยิบจับตัวละคร และเนื้อเรื่อง มาสร้างสรรค์ไอเดียยึดเป็นคอนเซ็ปต์ให้ตัวสินค้ากันสารพัด เหมือนกับร้านเค้กของ คุณแอ้-พีระนุช ดีจิตร วัย 33 ปี ร้านนี้หยิบคาแร็กเตอร์จากตัวละครดังมาทำ Cake Pop แสนน่ารัก โพสต์ขายผ่านเฟซบุ๊กไปไม่ทันข้ามคืน คอละครให้ความสนใจกันจำนวนมาก เส้นทางเศรษฐีสายตรงหาคุณแอ้ เธอเล่าว่า เปิดร้านเค้กเข้าปีที่ 5 แล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศอยู่ฝ่ายบัญชี ทำได้ 7 ปี พอเข้าช่วงปีสุดท้ายมีความคิดอยากหางานอดิเรกทำ คุณแอ้อาศัยช่วงเวลาปีสุดท้ายของการทำงาน ลงเรียนทำเค้ก เพราะเป็นคนชอบทานขนม ทานเค้ก ฝึกด้วยตนเองบ้างผสมกันไป ซึ่งในระหว่างฝึกมีลูกค้าเข้ามาอุดหนุนจากการโพสต์ขายผ่านเฟซบุ๊กอยู่บ้าง เมื่อความรู้แน่น ได้สูตรที่ลงตัวจึงลาออกมาเปิดร้านเค้กชื่อร้าน CakeAholics ที่จังหวัดระยอง “แอ้ฝึกทำเค้กธรรมดา พวกเค้กปอนด์ก่อน ฝึกไปเรื่อยๆ รู้สึกว่าถ้าเปิดร้านแล้วไม่มีความแตกต่าง รูปแบบไม่น่าสนใจ
คุณสมพงษ์ จิระพรพงศ์ ประธานชมรมร้านอาหารจังหวัดสมุทรสาคร กล่าวถึงการจัดงานเทศกาลอาหารทะเลจังหวัดสมุทรสาคร ครั้งที่ 17 ซึ่งมีขึ้นระหว่างวันที่ 8-12 มี.ค.ที่ผ่านมา บนพื้นที่ 49 ไร่ เชิงสะพานท่าจีน ตรงข้ามตลาดทะเลไทย ติดถนนพระราม 2 ต.ท่าจีน อ.เมือง จังหวัดสมุทรสาคร ว่า เทศกาลอาหารทะเลนี้ จัดต่อเนื่องมาทุกปี มีวัตถุประสงค์ เพื่อแสดงศักยภาพการเป็น “เมืองประมง”และนครแห่งอาหารทะเล เพื่อมุ่งสู่การเป็นครัวอาหารทะเลของโลก อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดสู่การกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการน้อยใหญ่ คุณสมพงษ์ กล่าวอีกว่า การจัดงานนี้ใช้เงินเอกชนลงทุนเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ที่ผ่านมาสามารถสร้างรายได้หมุนเวียนได้ครั้งละหลายสิบล้านบาท และเป็นงานเกิดจากกลุ่มคนที่รักบ้านนี้เมืองนี้ รักอาชีพประมงทะเล เมื่อมาเป็นพ่อค้าจึงช่วยกันนึกว่าบ้านเรามีของดีอะไร โชว์ให้คนอื่นทราบบ้าง “5 วันของการจัดงานเป็นการแค่จุดประกาย ให้เกิดผลกระทบออกไปเป็นวงกว้างมากขึ้น และตั้งใจไว้ว่าตราบใดที่ยังมีเรี่ยวแรง ก็จะช่วยกันทำงานเพื่อถิ่นฐานบ้านเกิดต่อไป” ประธานชมรมร้านอาหารจังหวัดสมุทรสาคร กล่าว
อดีตครูสอนหนังสือโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญ (โรงเรียนสำหรับพระและเณร) จากที่ไม่เคยคิดจะทำธุรกิจ แต่ชีวิตผกผันหลังจากที่ได้ไปช่วยพ่อตาสานกระบุง กระจาด ในวันหยุด ได้เห็นของแปลกๆ ใหม่ๆ เกิดไอเดียนำผิวไม้ไผ่มาสานโคมไฟ โชคดีได้ ท่าน ว.วชิรเมธี ศิลปินแห่งชาติ สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ร้านสตาร์บัค ลูกค้ากลุ่มโรงแรม รีสอร์ต มาอุดหนุนซื้อไปใช้ตกแต่งสถานที่ กลายเป็นธุรกิจเล็กๆ แต่รายได้ไม่ธรรมดา เลี้ยงครอบครัวสบายๆ คุณณัฐวุฒิ ธรรมเมืองมูล หรือ คุณหมู ชายหนุ่มวัย 39 ปี เจ้าของโคมไฟหวาย แพมณิชา เท้าความว่า กิจการโคมไฟเป็นธุรกิจของครอบครัวฝ่ายภรรยา โดยพ่อตารับหน้าที่สานกระบุง ตะกร้า ภาชนะทุกชนิดที่สานจากไม้ไผ่ ตั้งอยู่ที่บ้านป่าบงหลวง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ และจากการที่ได้เห็นทุกคนทำงานจักรสานรู้สึกว่าไม่ยาก เกิดความรู้สึกอยากลองทำบ้าง คุณหมู เล่าต่อว่า การที่ได้เห็นพ่อตาและสมาชิกในครอบครัวสานกระบุง ตะกร้า มีรายได้เข้ามาทุกวัน บางวันก็ทำไม่ทันตามความต้องการของลูกค้า เลยเกิดความคิดว่าอยากเข้ามาช่วย “เมื่อ 12 ปีที่แล้ว ผมเห็นสมาชิกในครอบครัวสานกระบุง ตะกร้า ทำขายได้เรื่อยๆ ทำขายแทบไม่ทัน จึง
เมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัย” แบบเต็มตัว เรื่องราวของ “คนทำงาน” ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี จึงอาจเพิ่มจำนวนมากขึ้นในทุกกลุ่ม อย่างเรื่องราวของ คุณยายอารมณ์ บุญชัย ที่ปัจจุบันอายุ 81 ปีแล้ว แต่ยังมีเรี่ยวแรง “เป็นหลัก” ในการดูแลกิจการบังกะโลของตัวเองและน้องสาวนับสิบหลัง ที่ตั้งอยู่บนเกาะเต่า อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยคุณยายอารมณ์ รับผิดชอบงานหลักๆ ไว้เกือบคนเดียว นับตั้งแต่ รับลูกค้า ซึ่งกว่าร้อยละเก้าสิบเป็นคนหนุ่มสาวต่างชาติ งานบัญชี งานด้านบำรุงรักษาสถานที่ ฯลฯ ส่วนงานด้านการทำความสะอาดภายในบังกะโลนั้น คุณยาย มีลูกจ้างมาช่วย 2 คน คุณยายอารมณ์ ให้สัมภาษณ์เพจ The Islands’ Guardian-สำนักข่าวชาวเกาะ ไว้น่าสนใจว่า พื้นเพดั้งเดิมเป็นคนเกาะสมุย สมัยก่อนที่บ้านฐานะยากจน คุณพ่อ-คุณแม่ของคุณยาย เลยต้องออกทะเลตระเวนหาที่ทำกิน กระทั่งมาหักร้างถางพงที่ดินบนเกาะเต่า ก่อนปลูกมะพร้าวขายมีพ่อค้ามารับซื้อ จนในราวปี พ.ศ. 2532 หลังเหตุการณ์ “พายุเกย์” ซัดถล่ม สวนมะพร้าวกว่าหนึ่งร้อยไร่ที่ปลูกไว้เสียหายเป็นจำนวนมาก ครอบครัวเลยตัดสินใจ ตัดต้นทิ้งแล้วนำไม้มะพร้าวมาทำเป็นบังกะโลให้
ในอดีต ชาวประมงในหมู่บ้านคั่นกระได จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ใช้อวนตาถี่จับสัตว์น้ำ แบบเน้นเอาปริมาณ ซึ่งอวนตาถี่ดังกล่าวนั้น นับเป็นเครื่องมือประมงแบบทำลายล้างที่กวาดจับสัตว์น้ำแทบทุกชนิด โดยเฉพาะลูกปลาเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น ปลาทู ปลาอินทรี จนทรัพยากรทางทะเลหน้าหมู่บ้านคั่นกระไดเสื่อมโทรมลงไปมาก ส่งผลให้ ชาวประมงหมู่บ้านคั่นกระได ต้องออกเรือไปไกลมากขึ้น เพื่อจับปลาจากหมู่บ้านอื่นๆ จนทำให้ทรัพยากรทางทะเลร่อยหรอไปทีละหมู่บ้าน กระทั่งได้รับสมญานามจากหมู่บ้านที่ไปเยือนว่า “กองปราบปลา” เนื่องจากหาปลาแบบล้างผลาญไปจนถึงเขตจังหวัดชุมพร แต่แล้วเมื่อเจ้าของพื้นที่ยื่นคำขาดให้ออกไปจากเขตแดนของพวกเขาภายใน 24 ชั่วโมง ชาวประมงจากหมู่บ้านคั่นกระได จึงต้องล่าถอยกลับคืนถิ่นของตัวที่ท้องทะเลมีแต่ความเสื่อมโทรมอย่างหนัก จนชาวประมงหลายรายต้องเปลี่ยนไปทำอาชีพรับจ้างก่อสร้าง กระทั่งปี 2551 ภายใต้การสนับสนุนของสมาคมรักษ์ทะเลไทย ชาวประมงบ้านคั่นกระได ได้รวมกลุ่มกันเพื่อฟื้นฟูความอุดมสมสมบูรณ์ของทะเลหน้าบ้านให้กลับคืนมา เริ่มจากการเลิกใช้อวนตาถี่ สร้างซั้งกอเพื่อเป็นบ้านให้เกิดกับสัตว์น้ำวัยอ่อน ทำธนาคารปู ห้ามเร
ย้อนทบทวนสภาพเศรษฐกิจ ปี 2560 ที่ผ่านมา คนทำมาค้าขายในหลายๆวงการ ต่างออกมาพูดบ้าง บ่นบ้าง เป็นเสียงเดียวกัน ปีนี้ไม่ “เซ้ง-ลี้-ฮ้อ” เอาซะเลย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าเล็ก เจ้าใหญ่ หันไปทางไหนเห็นแต่หน้าจ๋อยๆ พวกที่ทุนหนาหน่อยอาจยังพอประคองกันไปได้ ส่วนพวก “สายป่านสั้น” ก็มีอันล้มหายตายจาก ต้อง“ม้วนเสื่อ”กลับบ้านไปตั้งหลักกันอยู่หลายราย แม้บรรยากาศในการทำธุรกิจดังว่าจะส่งผลกระทบไปยังผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อย หากสำหรับ CARNIVAL (คาร์นิวัล) ร้านขายรองเท้าผ้าใบหรือเรียกให้ร่วมสมัยว่า รองเท้า“สนีกเกอร์”มัลติแบรนด์ แล้วหล่ะก็ บอกเลยว่า เรื่องที่จะ “ขายไม่ได้” หรือ “ขายไม่ดี”นั้น เป็นประเด็นไกลตัวสำหรับกิจการดังว่านี้เหลือเกิน เพราะข้อมูลที่ได้รับมาจากซีอีโอหนุ่มไฟแรงนั้น เขายืดอกภูมิใจ ก่อนบอกเสียงดังให้ฟังกันชัดๆ “เปิดมา 7 ปี ผลประกอบการน่าพอใจตั้งแต่ปีแรก ยิ่งเข้าปีที่ 3-4-5 ยอดขายโตแบบก้าวกระโดดเป็นเท่าตัว ส่วนปีล่าสุดนี้ตัวเลขรายรับอยู่ที่เก้าหลักหรือหลักร้อยล้านบาท ครับ” แม้จะเป็นช่วงเวลาของบ่ายวันทำงาน แต่บรรยากาศภายในร้าน CARNIVAL สาขาสยามสแควร์ ซอย 11 ก็คึกคักไปด้วยลูกค้าทั้งชายหญิงหล
จากจุดเริ่มอยากใช้วิชาความรู้ที่สั่งสม มาคิดประดิษฐ์ผลิตของใช้ในชีวิตประจำวันให้กับคนใกล้ตัว เนื่องจากของที่มีอยู่ในตลาดนั้น ไม่ตอบโจทย์ความต้องการ เมื่อทุ่มเทความพยายามทั้งแรงกาย แรงใจ และมันสมอง ความตั้งใจดังว่าก็มาถึงปลายทางความสำเร็จ ที่เรียกได้ว่า “ได้ทั้งเงิน ได้ทั้งกล่อง” กันเลยทีเดียว สำหรับ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่แปรรูปจากวัตถุทางการเกษตร แบรนด์ “ณ นนท์” เจ้าของรางวัลสุดยอด Startup 2017 และสุดยอด SMEs จังหวัดนนทบุรี ประจำปี 2017 โดยทางสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เป็นผู้มอบให้ ก่อนลงลึกในรายละเอียดของธุรกิจรายนี้ คุณแจ๊ค -ชัยมงคล จุลภาพ ในฐานะหัวเรือสำคัญ มีข้อมูลส่วนตัวมาแนะนำให้รู้จักเล็กน้อย ปัจจุบันอายุ 39 ปี การศึกษาปริญญาตรีด้านวิทยาศาสตร์เคมี และปริญญาโทด้านเทคโนโลยีวิศวกรรม ก่อนหน้านี้เคยเป็นพนักงานประจำโรงงาน ปัจจุบันลาออกมาทำธุรกิจของตัวเอง เพราะอยากทำงานที่ได้ใช้ความรู้จริงๆ “หลายโรงงานทำในจุดที่ไม่รู้ เช่น เรื่องความปลอดภัยต่างๆ เวลาแนะนำไปก็ไม่สนใจ เลยคิดว่าในเมื่อเรามีความรู้อยู่แล้วออกมาทำธุรกิจเองดีกว่า” คุณแจ๊ค บอกอย่างนั้น และว
แม้เคยอยู่ในกระแสมาตั้งแต่เริ่มต้น แต่ระยะหลังต้องยอมรับว่ามีช่วง“ขาลง” บ้าง ทางผู้บริหาร “รุ่นลูก” จบใหม่ จึงขอเข้ามาดูแลรับช่วงต่อจาก “รุ่นแม่” แบบเต็มตัว เรื่องราวเกี่ยวกับร้านอาหาร “หอมปลาเผา” รัชดาฯ ซอย 18 นี้มี คุณเต๋า–ธนภูมิ จูงพล อายุ 24 ปีเศษ ผู้บริหารกิจการเจ้าของเรื่องราวดังกล่าว เป็นผู้ถ่ายทอดข้อมูล เริ่มให้ฟัง ตัวเขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะนิเทศศาสตร์ สาขาประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เคยค้าขายออนไลน์มาตั้งแต่สมัยเรียน ก่อนหน้านี้เข้ามาช่วยงานที่ร้านอาหาร “หอมปลาเผา” ของคุณแม่ “นันณภัส จูงพล” บ้าง แต่ไม่ได้รับผิดชอบอะไรเป็นพิเศษ พอเรียนจบจึงได้เข้าไปช่วยแบบเต็มตัว “คุณพ่อเสียตั้งแต่ผมยังอยู่ในท้อง คุณแม่เป็นคนดูแลพวกเราสามคนพี่น้องมาตลอด เช้าไปทำงานบริษัทแถวสีลม ตกเย็นกลับมาหรือช่วงวันหยุดจะต้องทำอาหารอร่อยๆ ให้ลูกทาน เรียกว่าเป็นเวิร์กกิ้ง วูแมน เต็มตัวเลยครับ” คุณเต๋า เล่าก่อนยิ้มกว้าง และว่า กระทั่งเมื่อราวสี่ปีที่แล้ว คุณแม่คิดอยากเปิดร้านอาหารงานที่ตัวเองรัก เพื่อหารายได้เสริมอีกทาง จึงเริ่มมองหาทำเล กระทั่งมาลงตัวที่รัชดาฯ ซอย 18 ก่อนจะแบ่งหน้าที่กันใน
