Exclusive
ย้อนทบทวนสภาพเศรษฐกิจ ปี 2560 ที่ผ่านมา คนทำมาค้าขายในหลายๆวงการ ต่างออกมาพูดบ้าง บ่นบ้าง เป็นเสียงเดียวกัน ปีนี้ไม่ “เซ้ง-ลี้-ฮ้อ” เอาซะเลย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าเล็ก เจ้าใหญ่ หันไปทางไหนเห็นแต่หน้าจ๋อยๆ พวกที่ทุนหนาหน่อยอาจยังพอประคองกันไปได้ ส่วนพวก “สายป่านสั้น” ก็มีอันล้มหายตายจาก ต้อง“ม้วนเสื่อ”กลับบ้านไปตั้งหลักกันอยู่หลายราย แม้บรรยากาศในการทำธุรกิจดังว่าจะส่งผลกระทบไปยังผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อย หากสำหรับ CARNIVAL (คาร์นิวัล) ร้านขายรองเท้าผ้าใบหรือเรียกให้ร่วมสมัยว่า รองเท้า“สนีกเกอร์”มัลติแบรนด์ แล้วหล่ะก็ บอกเลยว่า เรื่องที่จะ “ขายไม่ได้” หรือ “ขายไม่ดี”นั้น เป็นประเด็นไกลตัวสำหรับกิจการดังว่านี้เหลือเกิน เพราะข้อมูลที่ได้รับมาจากซีอีโอหนุ่มไฟแรงนั้น เขายืดอกภูมิใจ ก่อนบอกเสียงดังให้ฟังกันชัดๆ “เปิดมา 7 ปี ผลประกอบการน่าพอใจตั้งแต่ปีแรก ยิ่งเข้าปีที่ 3-4-5 ยอดขายโตแบบก้าวกระโดดเป็นเท่าตัว ส่วนปีล่าสุดนี้ตัวเลขรายรับอยู่ที่เก้าหลักหรือหลักร้อยล้านบาท ครับ” แม้จะเป็นช่วงเวลาของบ่ายวันทำงาน แต่บรรยากาศภายในร้าน CARNIVAL สาขาสยามสแควร์ ซอย 11 ก็คึกคักไปด้วยลูกค้าทั้งชายหญิงหล
จากจุดเริ่มอยากใช้วิชาความรู้ที่สั่งสม มาคิดประดิษฐ์ผลิตของใช้ในชีวิตประจำวันให้กับคนใกล้ตัว เนื่องจากของที่มีอยู่ในตลาดนั้น ไม่ตอบโจทย์ความต้องการ เมื่อทุ่มเทความพยายามทั้งแรงกาย แรงใจ และมันสมอง ความตั้งใจดังว่าก็มาถึงปลายทางความสำเร็จ ที่เรียกได้ว่า “ได้ทั้งเงิน ได้ทั้งกล่อง” กันเลยทีเดียว สำหรับ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่แปรรูปจากวัตถุทางการเกษตร แบรนด์ “ณ นนท์” เจ้าของรางวัลสุดยอด Startup 2017 และสุดยอด SMEs จังหวัดนนทบุรี ประจำปี 2017 โดยทางสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เป็นผู้มอบให้ ก่อนลงลึกในรายละเอียดของธุรกิจรายนี้ คุณแจ๊ค -ชัยมงคล จุลภาพ ในฐานะหัวเรือสำคัญ มีข้อมูลส่วนตัวมาแนะนำให้รู้จักเล็กน้อย ปัจจุบันอายุ 39 ปี การศึกษาปริญญาตรีด้านวิทยาศาสตร์เคมี และปริญญาโทด้านเทคโนโลยีวิศวกรรม ก่อนหน้านี้เคยเป็นพนักงานประจำโรงงาน ปัจจุบันลาออกมาทำธุรกิจของตัวเอง เพราะอยากทำงานที่ได้ใช้ความรู้จริงๆ “หลายโรงงานทำในจุดที่ไม่รู้ เช่น เรื่องความปลอดภัยต่างๆ เวลาแนะนำไปก็ไม่สนใจ เลยคิดว่าในเมื่อเรามีความรู้อยู่แล้วออกมาทำธุรกิจเองดีกว่า” คุณแจ๊ค บอกอย่างนั้น และว
แม้เคยอยู่ในกระแสมาตั้งแต่เริ่มต้น แต่ระยะหลังต้องยอมรับว่ามีช่วง“ขาลง” บ้าง ทางผู้บริหาร “รุ่นลูก” จบใหม่ จึงขอเข้ามาดูแลรับช่วงต่อจาก “รุ่นแม่” แบบเต็มตัว เรื่องราวเกี่ยวกับร้านอาหาร “หอมปลาเผา” รัชดาฯ ซอย 18 นี้มี คุณเต๋า–ธนภูมิ จูงพล อายุ 24 ปีเศษ ผู้บริหารกิจการเจ้าของเรื่องราวดังกล่าว เป็นผู้ถ่ายทอดข้อมูล เริ่มให้ฟัง ตัวเขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะนิเทศศาสตร์ สาขาประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เคยค้าขายออนไลน์มาตั้งแต่สมัยเรียน ก่อนหน้านี้เข้ามาช่วยงานที่ร้านอาหาร “หอมปลาเผา” ของคุณแม่ “นันณภัส จูงพล” บ้าง แต่ไม่ได้รับผิดชอบอะไรเป็นพิเศษ พอเรียนจบจึงได้เข้าไปช่วยแบบเต็มตัว “คุณพ่อเสียตั้งแต่ผมยังอยู่ในท้อง คุณแม่เป็นคนดูแลพวกเราสามคนพี่น้องมาตลอด เช้าไปทำงานบริษัทแถวสีลม ตกเย็นกลับมาหรือช่วงวันหยุดจะต้องทำอาหารอร่อยๆ ให้ลูกทาน เรียกว่าเป็นเวิร์กกิ้ง วูแมน เต็มตัวเลยครับ” คุณเต๋า เล่าก่อนยิ้มกว้าง และว่า กระทั่งเมื่อราวสี่ปีที่แล้ว คุณแม่คิดอยากเปิดร้านอาหารงานที่ตัวเองรัก เพื่อหารายได้เสริมอีกทาง จึงเริ่มมองหาทำเล กระทั่งมาลงตัวที่รัชดาฯ ซอย 18 ก่อนจะแบ่งหน้าที่กันใน
ในบ้านเรามะพร้าวถือเป็นพืชที่ได้รับความนิยม เพราะใช้ประโยชน์ได้หลายทาง น้ำและเนื้ออ่อนใช้รับประทาน เนื้อแก่ใช้คั้นน้ำกะทิเป็นวัตถุดิบหลักทำของคาวและหวาน ส่วนกะลานั้นนำไปประดิษฐ์เป็นเครื่องใช้และของตกแต่งต่างๆ มะพร้าวจึงเป็นพืชเศรษฐกิจทำเงินชั้นดี ราคาดีบ้าง ราคาตกบ้าง แล้วแต่ยุค และหนึ่งในธุรกิจเกี่ยวกับมะพร้าวที่น่าสนใจ เหมาะกับช่วงฤดูร้อน แก้กระหายได้อย่างดี นั่นก็คือ น้ำมะพร้าว คุณต้อง-นัฐพงษ์ ท้วมเกร็ด นักกฎหมายหนุ่มวัย 31 ปี ซึ่งในตอนนี้ผันตัวเองมาเป็นนักธุรกิจเอสเอ็มอีหน้าใหม่ เจ้าของ Coco Crack (โคโค่ แคร็ก) ธุรกิจมะพร้าวน้ำหอมจุกก๊อก ที่มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ส่งตรงจากธรรมชาติ เปิดง่าย แค่ปลายนิ้ว Coco Crack เริ่มเปิดตัวจริงจังเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา แต่กว่าจะถึงจุดนี้ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย คุณต้อง นักธุรกิจหนุ่ม เจ้าของไอเดีย เล่าให้ฟังว่า ตนเลือกทำธุรกิจน้ำมะพร้าวเป็นเพราะเติบโตมากับมะพร้าว อีกทั้งที่อำเภอสามพรานบ้านเกิดนั้นมีมะพร้าวเป็นของขึ้นชื่อ หากินได้เกือบตลอดปี ที่สำคัญ ได้รสชาติแบบมะพร้าวจริงๆ คุณต้อง เล่าต่อว่า จากนั้นย้ายเข้ามาเรียนคณะนิติศาสตร์ ในกรุงเทพฯ ทำให้คิดถึงน
แวดวงงานด้านสื่อสิ่งพิมพ์ ตำแหน่งบรรณาธิการ คงเป็นความฝันใฝ่ของหลายๆ ท่าน ส่วนในกลุ่มคนทำโฆษณา ถ้าพูดถึง “เก้าอี้ผู้กำกับ” อาจไม่มีใครปฏิเสธ…นั่นคือเป้าหมายสูงสุดในอาชีพ ช่วงบ่ายของวันทำงานตามปฏิทินของชาวออฟฟิศ แต่เป็นวันว่างของ เดวิด-วรเดช บีแกนเดอร์ ฟรีแลนซ์หนุ่มลูกครึ่งไทย-สวีเดน ในฐานะผู้กำกับหนังโฆษณา ซึ่งพกพาบุคลิกสุภาพอ่อนน้อม มานั่งพูดคุยกันก่อนเวลานัดหมาย เริ่มต้นบทสนทนา…ด้วยน้ำเสียงร่าเริง “ตอนเรียนมัธยมดื้อมาก แทบเรียนไม่จบ จนวันหนึ่งคิดได้ ถ้ายังเป็นคนแบบนี้อยู่ โตขึ้นจะไปทำอะไร ต้องทำงานโรงงานหรือเสิร์ฟอาหาร แค่นั้นเหรอ ขณะที่เชื่อว่าตัวเองมีศักยภาพพอที่จะเรียนจบปริญญา ความจริงใบปริญญาไม่ใช่สิ่งสำคัญในชีวิตขนาดนั้น แต่คิดว่าคนเป็นพ่อเป็นแม่ คงอยากไปงานรับปริญญาของลูก ผมเลยตั้งหลักใหม่” แต่เพราะเป็นคนไม่ชอบอ่านหนังสือ พอเห็นเพื่อนเคร่งเครียดในการสอบเอ็นทรานซ์ เลยรู้สึกว่าทำไมต้องเครียดขนาดนั้น เขาจึงสมัครเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยของเอกชนทันทีที่จบม.6 โดยไม่ได้ไปสมัครสอบเอ็นทรานซ์ให้เสียเวลา เริ่มต้นใช้ชีวิต “เฟรชชี่” ยังไม่มีอะไรหวือหวา กระทั่งขึ้นปี 2 เริ่มได้จับกล
แม้เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา แต่เรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อย สำหรับ Kid Mai Death Cafe (คิดใหม่ เดธ คาเฟ่) ร้านกาแฟที่มีบรรยากาศอบอวลไปด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับความตาย ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งร้านด้วยโลงศพ โครงกระดูก มุมเขียนพินัยกรรม ฯลฯ แถมยังมีการจัดโปรโมชั่นแบบหลอนๆ เช่น หากใครลงไปนอนในโลง ทางร้านจะลดราคาเครื่องดื่มให้แก้วละ 5 บาท ฯลฯ กระทั่งยามนี้ดูจะเป็นสถานที่สุดฮิตของเหล่าบรรดาวัยรุ่น ที่ต้องพากันมาเช็กอิน/เซลฟี่ ก่อนแชร์ไปบนโลกโซเชียลกันอย่างกว้างขวาง บริเวณทางเดินเข้าร้าน สำหรับที่มาของแนวคิดคาเฟ่สุดแปลกรายล่าสุดนี้ มีคำชี้แจงจากแอดมินเพจ Kid-Ma Death Café’ ว่า เป็นการดำเนินการตามผลของงานวิจัยของ “สถาบันคิดใหม่” ซึ่งเป็นองค์ที่เกิดจากการรวมตัวของ มูลนิธิบ้านอารีย์ สมาคมบ้านปันรัก และ บริษัท คิดใหม่ จำกัด (กิจการเพื่อสังคม) มี ผศ.ดร.วีรณัฐ โรจนประภา เป็นผู้ก่อตั้งและบริหารงาน โดยมุ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยแก้ปัญหาการทุจริตและความรุนแรงในสังคม ด้วยการนำเครื่องมือในทางพระพุทธศาสนาที่พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญอย่างมาก นั่นคือ “มรณานุสติ” หรือ การระลึกถึงความตาย เพรา
หลายคนกว่าจะรู้ตัวว่า ชอบทำอะไร หรืออะไรเป็นสิ่งที่ทำแล้วมีความสุข ก็ใช้เวลาค้นหาอยู่นาน บางคนโชคดีหน่อยที่เจอได้เร็ว ที่บอกว่าเป็นความโชคดี หรือเป็นสิ่งที่ต้องค้นหาก็เพราะว่า หากได้ทำในสิ่งที่ชอบ ที่รัก ก็จะทำให้ เราทำงานนั้นอย่างมีความสุข แบบที่เรียกว่า ทำงานในสิ่งที่รัก ก็เหมือนไม่ต้องทำงาน บรรยายภาพ / คุณมายด์ (คนกลาง) (ขอบคุณภาพจาก คุณมายด์) คุณสุจรรยา หมวดดารักษ์ หรือ คุณมายด์ วัย 37 ปี เป็นอีกคนหนึ่งที่มาได้ทำงานในสิ่งที่ตัวเองชอบ หลังจากผ่านงานประจำมาระยะหนึ่ง งานที่ว่านี้คือ การทำขนมบัวลอย พอพูดถึง ขนมบัวลอย หลายคนก็อาจจะคิดไปว่า ก็เป็นขนมพื้นๆ ใครๆ ก็รู้จัก เป็นขนมอยู่คู่สังคมไทยมานาน แทบจะเรียกได้ว่า เกิดมาก็รู้จักขนมบัวลอยแล้ว แต่ขนมบัวลอย ของคุณมายด์มีความแตกต่าง และความแตกต่างนี้เอง ที่ทำให้มีพื้นที่ทางการตลาด อีกทั้งหากจะต่อยอดธุรกิจออกไปก็ไม่ใช่เรื่องยาก ความแตกต่างที่ว่านี้คือ จากแป้งขาวๆ ก็กลายเป็นแป้งม่วงที่ทำจากมันม่วง แถมมีไส้ไข่เค็มอยู่ด้านใน นอกจากมันม่วง ยังมี สีเหลืองจากฟักทอง สีม่วงอ่อนจากเผือก สีเขียวใบเตย สีฟ้าอัญชัน และสีแดงจากบีทรูท ยังไม่พอ กะท
จากกระแสละครดัง “บุพเพสันนิวาส” ทางช่อง 3 ทำให้มีแฟนละครทั่วบ้านทั่วเมือง และจังหวะนี้เองแบรนด์ดัง ก็เกาะกระแสละครดัง โปรโมตสินค้ากันรัวๆ แทบจะทันทีทันใด สมกับเป็นการตลาดยุคใหม่ ตัวอย่าง เมื่อช่วงละครออนแอร์ (7 มีนาคม) ที่ผ่านมา มีฉาก นางเอก การะเกด ทำมะม่วงน้ำปลาหวาน และนักแสดงก็กินกันอย่างเอร็ดอร่อย ร้านสะดวกซื้อ 7-ELEVEN ก็ปล่อย มะม่วงน้ำปลาหวาน สินค้าประจำร้าน ออกมาแทบจะทันทีทันใด พร้อมแคปชั่นเก๋ๆ “ไม่กงไม่กลับแล้วบ้าน กลับไม่ทัน #ออเจ้า แวะดูกันที่เซเว่นเลยละกัน เห็นบอกจะทำมะม่วงน้ำปลาหวาน แอดนี่เปรี้ยวปากรีบจัดก่อนเลยจ้า ดีนะ #ออเจ้า ไม่อยากกินข้าวผัดกะเพรา” ส่วน บาบิกอน ก็ไม่แพ้กัน จะส่งกระทะไปให้การะเกด ชาวอโยธยา โดยในช่องคอมเมนต์ ก็มีการโต้ตอบ แซวกันระหว่างแอดมินเพจ และ ผู้ติดตาม อย่างสนุกสนาน นี่ล่ะค่ะ การตลาดยุคใหม่ ที่ผู้ประกอบการรายใดปรับตัวได้เร็ว ย่อมได้พื้นที่ไปครอง
นับเป็นผู้บุกเบิกนมออร์แกนิกเจ้าแรกในประเทศไทย และเป็นผู้ผลิตนมที่มีนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง สำหรับ “แดรี่โฮม” แบรนด์ผลิตภัณฑ์นมโคออร์แกนิกที่คนไทยรู้จักมายาวนานเกือบ 2 ทศวรรษ ธุรกิจผลิตน้ำนมขนาดเล็ก แต่สินค้าไม่เคยพอขาย ยืนหยัดอยู่ได้ท่ามกลางเจ้าตลาดรายใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ ก่อตั้งโดย คุณพฤฒิ เกิดชูชื่น บุกเบิก นมออร์แกนิก ตั้งแต่ปี 2542 รับซื้อให้ราคาดีกว่าตลาด ก่อนรับบทบาทเป็นเจ้าของธุรกิจ คุณพฤฒิเคยเป็นนักวิชาการสอนปรับปรุงพันธุ์โคนม ที่องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย และเคยทำงานอยู่ที่ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค เก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้านฟาร์มโคนมมายาวนาน 10 กว่าปี กระทั่งปี 2535 เขาลาออกจากงานประจำ เพื่อมาสร้างฝันให้เป็นจริง นั่นคือ อาณาจักรฟาร์มโคนมออร์แกนิก “งานประจำมีข้อจำกัดหลายอย่าง ประกอบกับผมฝันไว้ว่าอยากทำธุรกิจส่วนตัว หลังจากที่ลาออกจากงานในช่วงแรกร่วมหุ้นกับเพื่อนปลูกหญ้าให้วัวกิน แต่เจอปัญหาฝนแล้ง เกษตรกรไม่รับซื้อ เจอภาวะขาดทุน หลังจากปลูกหญ้าขายได้ 4 ปี หันไปจำหน่ายอาหารวัวสำเร็จรูป รายได้พอประคองตัว” การเข้าไปอยู่ในวงการโคนม คุณพฤฒิ บอกว่า ทำให้รู้ถึงปัญหาของเกษตรก
ทุกวันนี้ ผู้คนจำนวนไม่น้อยเริ่มหันมาตั้งคำถามในการจับจ่ายมากขึ้น ไม่ใช่แค่เพราะต้องการประหยัดเงิน แต่พวกเขารู้สึกว่าสิ่งของหลายๆ อย่างไม่จำเป็นต้องซื้อ จะได้ไม่ต้องคอยดูแลรักษา แถมไม่เปลืองทรัพยากรจนกลายเป็นภาระให้โลกอีกด้วย ยกตัวอย่าง “รถยนต์” ที่อาจจะขายดิบขายดีในบ้านเรา แต่คนรุ่นใหม่ในหลายประเทศไม่ได้รู้สึกอยากครอบครอง เพราะเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทำให้มีแอพพลิเคชั่นแบ่งปันกันใช้ ใครทางเดียวกันก็ไปด้วยกัน หารค่าใช้จ่ายแล้วจบ ไม่ต้องมีภาระผ่อน แถมค่าบำรุงรักษาจิปาถะ แนวคิดเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน (Sharing Economy) กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก็สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจที่บริษัทต่างๆ ต้องเผชิญ และบริการให้เช่าสิ่งของก็กลายเป็นทางเลือกที่ช่วยตอบโจทย์เรื่องนี้ ในอนาคตจะไม่ได้มีแค่การเช่าที่อยู่อาศัย แต่จะรวมไปถึงเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ แม้แต่เสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋าสำหรับทำงาน ก็จะไม่ต้องควักเงินซื้ออีกต่อไป “อิเกีย” ห้างค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์รายใหญ่ของโลกก็กำลังปรับตัวรับเทรนด์ชอบใช้ แต่ไม่อยากซื้อ เห็นได้จากคำพูดของ “เจสเปอร์ โบรดิน” ซีอีโอของบริษัท ที่กล่าวในเวทีประชุมเวิลด์ อีโคโนมิ
