Exclusive
ข้าวเหนียวหน้าหมู ยังเป็นอาชีพทำเงินให้กับคนค้าขายหลายต่อหลายคน ตรงกับประโยคที่ “เส้นทางเศรษฐี” มักใช้เกริ่นขึ้นต้นในหลายอาชีพว่า ทำง่าย ขายคล่อง เห็นได้จาก เจ๊อ้อย ข้าวเหนียวหน้าหมู คนสู้ชีวิต หนึ่งธุรกิจที่ประสบความสำเร็จของ คุณธัญรัศม์ นาคประเสริฐ หรือ เจ๊อ้อย วัย 62 ปี แต่กว่าจะมีวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เจ๊อ้อยเคยเป็นมนุษย์เงินเดือน ทำงานออฟฟิศ แต่เงินเดือนที่ได้ไม่พอใช้จ่าย จึงหันมาเอาดีทางด้านค้าขาย สับเปลี่ยนอยู่หลายอย่าง ทั้งอาหาร และของหวาน แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ “ชีวิตสะบักสะบอมอยู่พอสมควร เพราะอยู่ในช่วงพิษเศรษฐกิจฟองสบู่แตก ขายของได้กำไรวันละร้อยบาท ไม่พอเลี้ยงครอบครัว ลูก 3 คน แม่ 1 คน มิหนำซ้ำยังต้องผ่อนบ้านอีก” เจ๊อ้อย เล่าต่อ หลังจากนั้นเปลี่ยนมาขายข้าวเหนียวหน้าหมู เพราะเห็นว่าเป็นอาหารหลัก คนนิยมกิน ช่วงแรกรับหมูฝอย หมูแผ่น จากร้านอื่นมาขาย แล้วทอดหมู ทอดไก่เสริมเอา “โชคดีได้ผลตอบรับจากลูกค้าจึงทำธุรกิจของเรารุ่งเรืองมาตลอด” ปัจจุบันเจ๊อ้อยยึดอาชีพนี้มาร่วม 20 ปี ถามถึงการทำข้าวเหนียวหน้าหมู เจ๊อ้อย บอก ไม่รู้จักแม้กระทั่งหวดนึ่งข้าวเหนียว เพราะจับแต่ปากกามาตลอด “โดย
ระยะหลังมานี้ ได้เห็นคนรุ่นใหม่หลายคน เรียนจบปริญญาตรี มุ่งหน้าบ้านเกิด ยึดอาชีพของบรรพบุรุษ โดยตั้งใจว่าจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ สินค้า ของครอบครัวให้ก้าวล้ำไปอีก เช่นเดียวกับ คุณพัชรพร แก่นนาคำ วัย 27 ปี ผู้ผลิตกระเป๋าคล้า จากอำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ เธอเรียนจบเทคโนโลยีสาขาออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ออกแบบเฟอร์นิเจอร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี พอเรียนจบปุ๊บ ก็ไม่ได้ร่อนใบสมัครงานเป็นมนุษย์เงินเดือนเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ แต่กลับมายึดอาชีพดั้งเดิมของครอบครัว นั่นคืองานหัตถกรรมจากคล้า คล้า เป็นไม้เนื้ออ่อน ขึ้นเป็นกอ นำมาจักสานเป็นเสื่อ แต่คนทางภาคอีสาน มักนำมาสานกระติ๊บ ซึ่งครอบครัวของคุณพัชรพร ก็สานกระติ๊บ เสื่อ กระเป๋า เป็นหลัก เมื่อเธอเข้ามาทำ ก็พยายามดัดแปลงรูปแบบให้ทันสมัย จับกลุ่มวัยรุ่นมากขึ้น อีกทั้ง เศษเล็กเศษน้อยของวัตถุดิบ ก็นำมาทำกระเป๋าใบเล็กๆ พวงกุญแจ ราคาก็ถูกลง ซื้อง่ายขายคล่องขึ้น งานที่คุณพัชรพร ทำอยู่นี้นับเป็นงานฝีมืออย่างยิ่ง เพราะต้นคล้าสดที่ตัดมา ต้องนำมาผ่านกรรมวิธีลอกเปลือก และตากแดดอีกนานนับสัปดาห์ กว่าจะได้กระเป๋าหนึ่งใบ นั่งสาน 1-2 วัน และเย็บอีก 1 วัน ซึ่งงาน
Pet Lover Center (เพ็ท เลิฟเวอร์ เซ็นเตอร์) คือ ร้านค้าปลีกอาหารและแอกเซสซอรี่สำหรับสัตว์เลี้ยง ต้นแบบอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ เปิดมานานกว่า 40 ปี ธุรกิจได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง จึงเติบโตแตกไลน์ขยายเป็นเพ็ทช็อปขนาดใหญ่ที่มีทั้งสินค้าและบริการและสัตว์เลี้ยงแบบครบวงจร โดยใช้ชื่อว่า The Pet Safari (เดอะ เพ็ท ซาฟารี) ล่าสุด กิจการทั้งสองแบรนด์นี้ มีสาขาอยู่ในประเทศสิงคโปร์ 61 สาขา ประเทศมาเลเซีย 16 สาขา ก่อนจะลัดฟ้ามาเปิดเป็น The Pet Safari Bangkok (เดอะ เพ็ท ซาฟารี แบงค็อก) แห่งแรกในเมืองไทย ตั้งอยู่บนพื้นที่เกือบ 600 ตารางเมตร บริเวณชั้น G พาราไดซ์ เซอร์วิส โซน ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค ถนนศรีนครินทร์ กรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิดใหม่ หวังตอบโจทย์ “คนเมืองรักสัตว์” ที่ต้องการชีวิตสะดวกสบาย ไม่ต้องตระเวนไปหลายแห่ง แบบที่เจ้าของและสัตว์เลี้ยง สามารถช็อปปิ้งพร้อมกันได้ในห้างเดียว คุณวิโรจน์ ลิมตราจิตต์ ผู้ได้รับสิทธิ์มาสเตอร์แฟรนไชส์ของทั้งสองแบรนด์ ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด The Pet Safari Bangkok ย้อนความเป็นมาให้ฟัง ราวสองปีก่อนหน้านี้ ครอบครัวของเขาลงทุนทำธุรกิจ นำ Pet Lover Center มาเปิ
จุดกำเนิด…เกิดขึ้นของแต่ละธุรกิจบนโลกมนุษย์ใบนี้ ย่อมมีที่มาแตกต่างกันออกไป บ้างได้รับมรดกตกทอดมาจากรุ่นปู่ย่า บ้างหาแรงบันดาลใจจากอินเตอร์เน็ต ขณะที่บางรายเก็ทไอเดียใหม่ๆเพราะได้ออกไปท่องเที่ยว ฯลฯ แต่สำหรับผู้ประกอบการ เจ้าของเรื่องราวนับจากนี้ กระซิบเกริ่นมาว่า “เพราะผีบอกมา พวกเขาจึงชวนกันลงขันทำธุรกิจนี้” บรื๋ออออออ…….อออออออออออออ คุณซันซัน – ฐิติภรณ์ วิชญาโนทัย ตัวแทนร้านขนมผีบอก – Ghost Sweets (โกสท์ สวีทส์) ผู้ผลิตเครปเค้กเกรดพรีเมี่ยมตามออร์เดอร์ มีให้เลือก 5 รส ได้แก่ ชาไทย ชาเขียว มะพร้าวกะทิ น้ำผึ้งมะนาว และ ช็อกโกแลต เริ่มต้นให้ฟังด้วยน้ำเสียงร่าเริง ร้านขนมผีบอกนี้ เพิ่งเปิดขายได้ไม่ถึงปี เป็น “อาชีพเสริม” ของหุ้นส่วน 4 คน ซึ่งต่างมีงานประจำทำกันอยู่ก่อนแล้ว แต่มีความชอบเหมือนกัน คือ ตระเวนหาของอร่อยทาน จนเมื่อไม่นานมานี้ มีโอกาสไปเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ และได้ทาน “เครปเค้ก” ฝีมือคุณน้าท่านหนึ่ง ซึ่งหน้าตาและสีสัน สุดแสนจะธรรมดา แต่พอตักเข้าปาก แค่ได้ชิมคำแรกเท่านั้น …ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียว “อร่อย…จุงเบย” เลยถามไถ่ถึงขั้นตอนการทำ คุณน้
มีผลสำรวจจากหลายสำนัก วิเคราะห์ไปในทิศทางเดียวกันว่า คนไทยกำลังเผชิญกับปัญหาชักหน้าไม่ถึงหลัง รายได้ไม่พอรายจ่าย ส่งผลให้คนจำนวนมาก ตกอยู่ในภาวะ “ไม่จำเป็น-ไม่ซื้อ” จนกระทบยอดขายเหล่า SMEs กันถ้วนหน้า โดยเฉพาะบรรดาผู้ค้ารายย่อยนั้น อยู่ในอาการน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ซ้ำยังระบุ เหตุเพราะแรงซื้อในประเทศไม่มี ทุกวันนี้พ่อค้า-แม่ขาย น้อยใหญ่ จึงขายของกันแทบไม่ได้ จนรายเล็กรายน้อยต่างทยอยปิดกิจการไปแล้วก็มาก คนที่ “สายป่านสั้น” จึงต้องมีอันเป็นไปตามกฎของโลก…ทุนนิยม กิจการรับทำสปา-กระเป๋า รองเท้า ในตลาดนัด ในฐานะเจ้าของเรื่องราวนับจากนี้ เป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างของผู้ประกอบการรายจิ๋วแต่หัวใจไม่เสาะ เหมาะกับสมญา “นักสู้ SMEs” ผู้เป็นดั่งฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของบ้านเราที่แสนจะซบเซาเหลือเกินในยามนี้ เริ่มต้นทำความรู้จักกับกิจการ Banana Bags and Shoes (บานาน่า แบ็กส์ แอนด์ ชูส์) ซึ่งตั้งอยู่ภายในตลาดนัดรัชดาซอย 4 คุณกล้วย – เดือนรัชดา นาคะเสถียร อายุสี่สิบเศษ เจ้าของธุรกิจ สละเวลามานั่งพูดคุยกันด้วยบุคลิกร่าเริง แนะนำตัว จบการศึกษาระดับมหาบัณฑิต จากคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยสยา
ในประเทศไทยการเลี้ยงไก่ยังคงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรในต่างจังหวัดก็สร้างอาชีพจากไก่ได้ไม่น้อย แต่การจะสร้างอาชีพจากไก่ได้นั้น ต้องมีปัจจัยหลายด้าน ทั้งเรื่องพื้นที่การเลี้ยง อาหาร การดูแล การป้องกันโรค แหล่งรับซื้อ และที่สำคัญที่สุดคือพันธุ์ไก่ เมื่อหลายวันก่อนไปศึกษาดูงาน โครงการการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไก่ประดู่หางดำแบบครบวงจร ณ บ้านห้วยห้าง อำเภอเวียงเชียงรุ้ง จังหวัดเชียงราย ที่ทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยฝ่ายเกษตรจัดขึ้น เพื่อสร้างอาชีพการเลี้ยงไก่ประดู่หางดำให้กับเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ภาคเหนือ และยกระดับไก่พันธุ์ประดู่หางดำ ผ่านการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าภายใต้ตราสินค้า “กลุ่มเกษตรกรเวียงเชียงรุ้ง” รศ.ดร.ประภาพร ขอไพบูลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายเกษตร สกว. กล่าวว่า กล่าวถึงที่มาของโครงการวิจัย ว่า ช่วงปี 2545 – 2550 กรมปศุสัตว์ได้ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ทำการวิจัยพัฒนาพันธุ์ไก่พื้นเมืองแท้ 4 พันธุ์ ได้แก่ ไก่แดงสุราษฎร์ ไก่ชีท่าพระ ไก่เหลืองหางขาวกบินทร์บุรี ไก่ประดู่หางดำเพื่อพัฒนาต่อยอดไก่พื้นเมืองทั้ง 4 สายพันธุ์และขยายผลไปยังเกษตรกรให
สืบเนื่องมาจากการยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท. ได้จัดพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือโครงการผลิตและร่วมมือทางการตลาดหมอนยางพารา โดยดึง 3 ภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ได้แก่ การยางแห่งประเทศไทย, ภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท เลย์เท็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด และ สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางพาราทั่วประเทศ เพื่อร่วมมือในการผลิตหมอนและที่นอนยางพาราภายใต้แบรนด์กลาง กยท. โดยตั้งเป้าปี 2561 จะเริ่มต้นผลิตหมอนยางพาราคุณภาพเยี่ยม ออกสู่ตลาดได้ราว 200,000 ใบ สร้างมูลค่าทางการตลาดรวม 100 ล้านบาทไปเมื่อเร็วๆ นี้นั้น ล่าสุดโครงการความร่วมมือดังกล่าว เริ่มเป็นที่สนใจจากตัวแทนจำหน่ายและผู้ต้องการสั่งซื้อจากทั้งในและต่างประเทศ ทาง กยท.และผู้ร่วมลงนามการผลิตทุกฝ่าย จึงเล็งเห็นถึงโอกาสในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและเทคโนโลยีการแปรรูปยางพารา เพื่อพัฒนามาตรฐานการผลิตให้ดียิ่งขึ้นรองรับการส่งออกปริมาณมหาศาลในอนาคตอันใกล้ และประกอบกับได้รับความร่วมมือทางเทคโนโลยีจากเครือข่ายนวัตกรรมยางพารา ซึ่งประกอบด้วยภาคี 4 ฝ่าย ได้แก่ 1. การยางแห่งประเทศไทย 2. สภาอุตสาหกรรม 3. ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) และ 4. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และยังได้
ฤดูฝนเป็นฤดูของสะตอค่ะ ชาวไทยเรามักจะนำสะตอมาผัดกะปิกุ้งสด เป็นอาหารใต้ยอดนิยมที่สุดในวงการสะตอบ้านเรา นอกจากนี้ยังนำไปกินสดๆ กับน้ำพริก หรือเผาไฟทั้งเปลือกเพื่อเพิ่มความหอมและลดความเหม็นเขียว ไว้กินกับน้ำพริก หรือจะใส่ในแกงก็อร่อย สะตอ เป็นพืชที่พบได้มากทางภาคใต้ และภาคตะวันออกของไทยซึ่งมีอากาศชื้น แต่หากคุณไปทางชายแดนตะวันตกไม่ว่าจะเป็นสังขละบุรี ทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี หรือแม่สอด จังหวัดตาก คุณจะเห็นว่ามีสะตอขายอยู่ในตลาดด้วย เพราะอากาศแถบนี้ก็ไม่ต่างไปจากภาคใต้ จึงมีพืช ผัก ผลไม้เหมือนๆ กัน ดังนั้น คุณจะเห็นว่าชาวพม่าก็กินสะตอด้วย เมื่อลงไปทางใต้ถึงแหลมมลายู และหมู่เกาะในทะเลใต้ ความนิยมของสะตอก็แพร่หลายมากขึ้น ในประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย เขาจะนำไปผัดคล้ายๆ บ้านเรา มีทั้งผัดกุ้งสด และผัดกับน้ำพริก ไม่ว่าแบบไหนนิยมใส่กะปิด้วย เป็นอันว่าสะตอกับกะปิเป็นของคู่กัน ที่เสริมรสให้อร่อยมากขึ้น สูตรผัดสะตอของมลายูนั้นมีหลากหลายค่ะ วันนี้จะผัดกับน้ำพริกที่เขาเรียกว่า “ซัมบัล” (Sambal) อาหารจานนี้จึงเรียกว่า “ซัมบัล เปอไต” (Sambal Petai) ซึ่งหมายถึง สะตอผัดน้ำพริก ก่อนอื่นมาทำน้ำพริกก่อ
“อยากให้ผู้ป่วยลุกขึ้นมาใช้ศักยภาพของตัวเอง ใช้ความถนัด และแรงบันดาลใจจากประสบการณ์เป็นโรคมะเร็งมาส่งต่อให้ผู้อื่น แชร์กับคนในสังคมผ่านรูปแบบของการทำศิลปะ” คุณออย ไอรีล ไตรสารศรี ผู้ก่อตั้ง Art for Cancer (อาร์ต ฟอร์ แคนเซอร์) เล่าถึงจุดเริ่มต้นของโครงการว่า เมื่อ 5 ปีก่อน เธอป่วยเป็นมะเร็งเต้านม ต้องต่อสู้และผ่านกระบวนการรักษาต่างๆ มากมาย มะเร็งทำให้ทัศนะคติการใช้ชีวิตเปลี่ยนไป มีแรงบันดาลใจที่อยากจะช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลก อาร์ต ฟอร์ แคนเซอร์ คือ ธุรกิจเพื่อสังคมที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งในด้านกำลังใจ และทุนทรัพย์ ผ่านรูปแบบโครงการและการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อผู้ป่วยโดยใช้ศิลปะที่คุณออยเรียนจบด้านนี้มาโดยตรงเป็นตัวขับเคลื่อนกิจกรรม ใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นสื่อกลางในการสร้างทัศนคติที่ดี รวมถึงการสร้างชุมชนเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มผู้ป่วยโรคมะเร็ง อาจจะรักษาหายแล้วหรือยังเป็นอยู่ รวมถึงญาติ ผู้ดูแล เป็นตัวกลางกับภาครัฐและเอกชน เพื่อเชื่อมโยงคนในสังคมพร้อมจะช่วยเหลือผู้ป่วย ประสานในเรื่องของการทำกิจกรรม การทำสินค้า และบริการ &
ไม่กี่วันก่อน ตอนไปท่องเที่ยวที่จังหวัดที่จันทบุรี มีโอกาสได้ชิม ข้าวคลุกพริกเกลือ ฟังชื่อแล้วงงๆ ที่จริงคือข้าวคลุกพริกน้ำส้มเสิร์ฟกับอาหารทะเล ในงานเขามีน้ำจิ้มซีฟู้ดสำเร็จมาออกบู๊ธด้วย ทำให้เรื่องมากขึ้นหน่อย เป็น “ข้าวคลุกพริกเกลือมหาสมบัติ” คือ มีอะไรใส่หมด กุ้งลวก ปลาหมึก ลูกชิ้น ปลาทะเล พวกนี้ลวกเตรียมไว้ ของผมใส่ปูอัดด้วย ใช้ข้าวหุงสวย ขอเป็นข้าวเก่าเม็ดงาม น้ำมันลงกระทะ กระเทียมเจียว ตามด้วยข้าวคลุกๆ แล้วราดน้ำจิ้มซีฟู้ดลงไปตามสะดวก ทีนี้เพิ่มความกลมกล่อม และเสน่ห์ความหอมเหนืออื่นใคร เตรียมน้ำปลาดี เร่งไฟให้กระทะร้อน โชยน้ำปลาลงข้างกระทะ ควันจะฉุยขึ้นทันที ทีนี้ล่ะครับ หอมไปเจ็ดบ้านแปดบ้าน คลุกข้าวให้เข้ากัน ตักใส่ถ้วย ประดับด้วยของทะเล ใบผักชี น้ำจิ้มซีฟู้ด รับรองเป็น ข้าวคลุกพริกเกลือ ที่อร่อยที่สุดตั้งแต่เคยกินมา แถมท้ายน้ำจิ้มซีฟู้ดมี กระเทียม รากผักชี อย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ พริกขี้หนูสวน 1 ช้อนโต๊ะ โขลกให้ละเอียด น้ำมะนาว น้ำกระเทียมดอง น้ำปลา อย่างละ 2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากัน ปั่นละเอียดก็ได้ แซ่บครับ
