Exclusive
ข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับดอกดาวเรือง นี้ เปิดเผยโดยศูนย์สารสนเทศสมุนไพรอภัยภูเบศร ระบุว่าที่ผ่านมามี การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ พบว่าดาวเรือง มีสารลูทีน ที่ช่วยปกป้องสายตา ซึ่ง สารลูทีน และ ซีแซนทีน เป็นสารสีเหลืองที่มีอยู่มากบริเวณจุดโฟกัสของจอประสาทตา เชื่อว่าสารทั้งสองช่วยดูดซับแสงสีฟ้าและแสงยูวีซึ่งมีพลังงานสูง และเป็นสารต้านออกซิเดชัน ช่วยป้องกันเซลล์รับแสงของตาไม่ให้ได้รับอันตรายจากอนุมูลอิสระ จากงานวิจัยพบว่า ผู้ที่มีสารลูทีนและซีแซนทีน สะสมอยู่ที่จอประสาทตามาก จะมีความเสี่ยงการเกิดต้อกระจกและโรคจอประสาทตาเสื่อม(Age-related macular degeneration :AMD) อันมีสาเหตุมาจากอายุที่เพิ่มขึ้นได้น้อยมาก ดังนั้น ดาวเรื่อง ซึ่งเป็นสมุนไพรที่มีสารเหล่านี้อยู่ปริมาณมาก จึงเป็นตัวช่วย ทางเลือกหนึ่งในการดูแลสุขภาพตาได้ การนำดาวเรืองไปปรุงให้สุกก่อนบริโภคจะช่วยเพิ่มการออกฤทธิ์ของลูทีนได้ดี และจะมีการดูดซึมลูทีนไปใช้ประโยชน์ได้ดีขึ้นหากรับทานควบคู่กับอาหารที่มีไขมัน ส่วนประกอบ ดอกดาวเรือง ต้มเข้มข้น 45 กรัม แป้งเค้ก 330 กรัม ไข่ไก่ 6 ฟอง นมผง 3 ช้อนโต๊ะ น้ำตาล 210 กรัม วนิลา 1 ช้อนโต
หลังเข้าร่วมการเปิดตัวเป็นทางการของ “สำนักงานผู้แทน” EXIM BANK (เอ็กซิม แบงก์) หรือ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ที่เมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา และพิธีลงนามใน MOU ระหว่าง EXIM BANK กับ ธนาคารของรัฐบาลสหภาพเมียนมา หรือ Myanma Foreign Trade Bank (MFTB)เมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทางผู้บริหาร EXIM BANK นำโดย คุณพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการฯ ได้พาคณะสื่อมวลชนหลายแขนงจำนวนกว่าห้าสิบชีวิต บินลัดฟ้าด้วยสายการบินภายในใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงเศษ จากเมืองย่างกุ้งไปยังเมืองมัณฑะเลย์ เพื่อศึกษาและเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอันดับต้นๆของเมียนมา จุดหมายแรกที่คณะฯของเราเดินทางไป ได้แก่ เมืองอังวะ เมืองหลวงเก่า ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากใจกลางเมืองมัณฑะเลย์เท่าไหร่นัก นั่งรถบัสประมาณสี่สิบนาที ก็ถึงท่าเรือข้ามฟาก ซึ่งยังถูกใช้งานเป็นประจำสำหรับนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่น เมื่อรถบัสแล่นเข้าที่จอด บรรยากาศบริเวณท่าเรือมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที บรรดาพ่อค้าแม่ขายของที่ระลึก สังเกตเห็นส่วนใหญ่เป็นเด็กสาววัยรุ่น ปะแป้ง “ทานาคา”หน้าแฉล้ม มายืนออกันหลายสิบชีวิตที่ แขนข้างหนึ่งของพวกเธอจะคล้องตะก
หมูหมักเสียบไม้ ปิ้งเตาถ่าน กลิ่นหอมตลบอบอวนชวนหิว ใครเดินผ่านเป็นอันต้องซื้อกินคนละไม้สองไม้ มีหลายคนที่หันมายึดอาชีพนี้กันเยอะแยะไปหมด แต่ไม่มีร้านไหนขายในราคาไม้ละ 3 บาทเหมือนกับร้านของคุณเด่น ส่วนใหญ่แล้ว ราคาจะอยู่ที่หลักสิบบาท ถึงอย่างนั้นคุณเด่น ไม่เคยคิดขึ้นราคาเพราะราคานี้ถือเป็น “จุดเด่น”ของร้านไปแล้ว คุณเด่น เสนาบุญ วัย 44 ปี ชาวกำแพงเพชร และ คุณสุนันทา ผลกอง วัย 42 ปี ชาวยโสธร สองสามีภรรยาที่ยึดอาชีพขายหมูปิ้งไม้ละ 3 บาท ขายมากว่าสิบปีแล้ว ในอดีตหลังเรียนจบมัธยมฯ 6 คุณเด่นเข้ามาเป็นเด็กเสิร์ฟในกรุงเทพฯ แถวสนามมวยลุมพินี จากนั้นจึงได้พบรักกับคุณสุนันทา กระทั่งร่วมกันสร้างครอบครัว มีลูกสองคน ทั้งคู่ยึดอาชีพเสิร์ฟอาหารอยู่หลายปี ด้วยค่าครองชีพที่ต้องกินต้องใช้ในกรุงเทพฯ นั้นสูงพอตัว ทำให้เงินเดือนที่ได้จากการเป็นเด็กเสิร์ฟไม่พอใช้ ประจวบเหมาะกับมีญาติขายหมูปิ้งอยู่แล้วมาแนะนำให้ขายหมูปิ้งด้วยกัน คุณเด่น จึงอาศัยดูวิธีทำแล้วมาเปิดร้านขายเอง เริ่มต้นขายแรกๆ คุณเด่น บอกว่ามีเพียงรถเข็นหนึ่งคัน เดินขายไปเรื่อยยังไม่มีจุดจอดขาย จนวันนึงเข็นมาตรงหลัง มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย
ทุกคนล้วนมีความรัก รักตัวเอง รักครอบครัว คนรอบข้าง ไปจนถึงคู่รัก ปัจจุบันความคิดเห็นเกี่ยวกับความรักเริ่มต่างออกไป เมื่อผู้คนเริ่มรักตัวเอง เเละต้องการเเต่งงานกับตัวเอง เเนวโน้มการเเต่งงานกับตัวเองเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน โดยเฉพาะในหมู่ของสาวโสดที่หันมารักตัวเองกันมากขึ้น พร้อมที่จะเเต่งงานกับตัวเอง ส่งผลให้ธุรกิจด้านนี้เปลี่ยนรูปแบบ รับจัดงานเเต่งให้สำหรับคนที่ต้องการจะเเต่งกับตัวเอง IMarriedMe เว็บไซต์รับจัดงานเเต่ง เผยถึงค่าใช้จ่ายสำหรับจัดงานราวๆ 6,000 บาท ซึ่งในงานจะมีวงดนตรี คนทำพิธีภายในงาน รวมถึงสถานที่ อาหาร ทางร้านได้จัดเตรียมไว้ให้หมดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทางด้านตัวแทนของเว็บไซต์ IMarriedMe กล่าวว่า “เรามีทุกอย่างที่คุณต้องการในงานเเต่งกับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นชุดแต่งงาน แหวน คำกล่าวคำสาบาน ใบสมรส สำหรับการแต่งงานกับตัวเองถือเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าคุณจะเริ่มต้นชีวิตใหม่กับตัวเอง และการสวมแหวนนั้นก็เพื่อเอาไว้ย้ำเตือนว่าคุณจะรักตัวเองทุกวัน” มีกลุ่มคนออกมาโพสต์มากมายพร้อมติดเเท็ก#Sologamy ในทวิตเตอร์ถึงกรณีนี้ว่า “การแต่งงานกับตัวเองไม่ใช่เรื่องผิดอะไร เพราะหล
เกษสุดา ไรวา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ขวาสุด: รูปบน) และวิทูร ศิลาอ่อน กรรมการผู้จัดการใหญ่สายปฎิบัติการและบุคคล (ซ้ายสุด: รูปบน) บมจ. เอส แอนด์ พี ซินดิเคท รับรางวัล ไอพีแชมป์เปี้ยน 2017 ผู้ประกอบการธุรกิจดีเด่น สาขาเครื่องหมายการค้า ประเภทธุรกิจขนาดใหญ่ จากวินิจฉัย แจ่มแจ้ง (กลาง : รูปบน) ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้มอบ โดยมีภัทรา ศิลาอ่อน ประธานกรรมการ และประเวศวุฒิ ไรวา ประธานกรรมการบริหาร ร่วมแสดงความยินดี ณ ศูนย์แสดงสินค้าไบเทค บางนา เมื่อเร็วๆ นี้
วันแห่งความโศกเศร้าที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น การสูญเสียคนรักไปอย่างที่ไม่มีวันกลับนั้น เป็นเรื่องที่ทำใจได้ยาก แต่เมื่อไม่มีใครหนีพ้น คนเป็นเจ้าภาพคงต้องนึกถึงการจัดงานศพ ส่วนผู้มาร่วมงาน สิ่งทำได้ดีที่สุด คือ แสดงความอาลัยต่อผู้ล่วงลับด้วย “พวงหรีด” ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว มักเป็นโครงทรงกลม ประดับด้วยดอกไม้หลากสี เขียนคำไว้อาลัยต่อท้ายด้วยชื่อผู้ให้ วางไว้จนกว่างานจะเส็จสิ้น แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ทุกวันนี้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดงานศพตามแต่รสนิยมของเจ้าภาพซึ่งรวมถึง…พวงหรีด ด้วย คุณเต้าหู้ กับ ผลงานพวงหรีด “ห่วงยาง ห่วงใย” “พอพูดถึงพวงหรีด คนส่วนใหญ่จะนึกถึงอะไรที่เป็นทรงกลมๆ มีดอกไม้ประดับ แต่ด้วยความคนที่ชอบทำงาน DIY นำสิ่งของต่างๆมาผสมผสานให้เป็นของใหม่ขึ้นมา เลยอยากทำพวงหรีด จากตุ๊กตาตัวหนึ่งที่แทนความหมายของคำว่าห่วงใย และไม่อยากให้เศร้าเลยทำรูปแบบสีสันสดใส สนุกสนาน ทำให้หายเศร้า สะท้อนว่าอย่าเศร้าเลย มีชีวิตต่อไปเถอะ คนที่อยู่ก็ยังดำเนินชีวิตต่อ” คุณเต้าหู้ – ณฤต เลิศอุตสาหกูล นักออกแบบอิสระในนาม HOO DIY ชายหนุ่มผู้หลงรักงาน DIY เป็นชีวิตจิตใจ ดีกรี
พิษณุโลก หัวเมืองใหญ่ภาคเหนือตอนล่าง เป็นศูนย์กลางด้านการค้าและการศึกษาแหล่งใหญ่ระดับประเทศ จังหวัดนี้จึงมักมีบรรยากาศค้าขาย “ของดี-ของเด็ด”มาอวดกันอยู่เป็นประจำ อย่างรายนี้เป็นโรตีสารพัดไส้ เรียกขานตัวเองว่า “โรตีเลิศรส” ที่ว่ากันว่าขายดิบขายดี คิวยาวตลอดๆ ลูกค้าบางรายมาสั่งไว้ตั้งแต่ร้านเปิดพอร้านปิดค่อยมารับ หลายรายนั่งเล่นโทรศัพท์คอยอยู่หน้าร้าน บางครั้งนานเกือบสองชั่วโมงก็ไม่หนี โรตีร้านนี้มีรถเข็นขายอยู่ 2 สาขา ที่ตลาดบ้านคลอง เป็นของสามี และที่ชุมชนประชาอุทิศ เขตอำเภอเมือง เป็นของภรรยาและลูกชาย มีเจ้าของกิจการอารมณ์ดี ชื่อว่า คุณบุญลือ ใจสอน อายุห้าสิบปี สละเวลาหลังปิดร้าน มาให้ข้อมูล แบบกันเอง เริ่มต้นแนะนำตัว พื้นเพเป็นคนอำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร แต่ย้ายไปอยู่ที่อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ตั้งแต่เด็ก ก่อนหน้านี้เคยประกอบอาชีพทำไร่ข้าวโพด ช่วงแรกพอไปได้ แต่มาระยะหลังฟ้าฝนแล้งแถมหน้าดินเสื่อมโทรม ผลผลิตจึงได้มาไม่คุ้มกับที่ลงทุนไป จึงเริ่มมองหาอาชีพอื่น กระทั่งพี่ชาย ชวนให้ไปขายโรตีที่จังหวัดพิษณุโลก เนื่องจากเขาเปิดร้านขายอยู่ก่อนและมีวิชาที่ได้เรียนรู้มาจากพี่เขยซึ่งเป็น
ยุคที่การจราจรสุดเมืองใหญ่สุดแสนจะวิกฤติ ส่งผลให้การออกไปจับจ่ายใช้สอยลำบากมากขึ้น แต่นั่นคงไม่เป็นอุปสรรคอีกแล้ว พราะยามนี้ มีอาชีพ “รับหิ้วสินค้า Sale”โดยเฉพาะ มาคอยบริการรับกระแสสินค้าลดราคาที่กำลังล่อตาล่อใจ “ขาช็อปฯ”น้อยใหญ่ทั้งหลาย สนใจสินค้าตัวไหน แค่ อินบ็อกซ์ เจรจา โอนเงิน รอรับของอยู่บ้านแบบสบายๆ ได้เลย คุณแอร์-พัชรา สุภาวัฒน์เจริญกุล อายุ 29 ปี เป็นอีกคนที่หันมา “รับหิ้วของ Sale” เป็นอาชีพเสริมจากงานประจำที่ทำอยู่ เธอเล่าว่า ทำมาได้ประมาณ 1 เดือนแล้ว เพราะอยู่ใกล้แหล่งที่มีสินค้าลดราคาเยอะ สามารถหิ้วได้ จึงลองทำดู โดยใช้เวลาว่างหลังเลิกงาน ช่วงวันหยุด และพักกลางวัน ออกไปหิ้ว แต่ต้องวางแผนก่อนออกไปหิ้ว เช่น ถ้าเวลาน้อยจะหิ้วบริเวณใกล้เคียงเพื่อกลับมาทำงานให้ทัน เน้นที่ใกล้ๆ สามารถเดินไปได้ จะไม่รับรายการหิ้วไกลและเดินทางไปยาก สรุปเน้นความสะดวกของตัวเองเป็นหลัก แต่ถ้าเป็นนักหิ้วมืออาชีพ ต้องมีเวลา มีรถถึง จะคล่องตัวกว่าที่เธอทำ “ส่วนใหญ่เวลาไปหิ้วของ จะอาศัยการเดินเพื่อประหยัดต้นทุน เพราะบางครั้งไปหิ้วแล้วสินค้าไม่มีก็เยอะ ความเสี่ยงที่จะไม่ได้ก็มีค่ะ” คุณแอร์ บอกร
ปัจจุบัน กระแสนิยมท่องเที่ยวแบบใกล้ชิดธรรมชาติ วิถีชีวิตสโลว์ไลฟ์ หรือความชอบแบบวิถีฮิปสเตอร์ แล้วแต่จะเรียกขานกันในตอนนี้กำลังมาแรงมากๆ มาแรงทั้งในแง่ของเจ้าของกิจการที่ต้องสร้างจุดขายของสถานที่พัก ที่กิน แหล่งท่องเที่ยว หรือสถานที่บรรยากาศรอบๆ ทั้งยังมาแรงในกลุ่มนักท่องเที่ยวเองด้วยไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือต่างชาติ ด้วยความต้องการของคนยุคปัจจุบันที่ต้องการชีวิตสงบ หลีกหนีความวุ่นวาย หลีกหนีจากชุมชนเมืองเป็นระยะๆ เพื่อไปพักผ่อน พักใจ ทำให้เกิดแนวคิดและไอเดียในการสร้างที่พักรูปแบบต่างๆ มากมายขึ้น หรือสถานที่ท่องเที่ยวเปิดใหม่มีเพิ่มให้เห็นมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการนี้ โฮมสเตย์ “แม่กลางหลวงฮิลล์” สร้างจากน้ำพัก น้ำแรง จุดเริ่มต้นของการสร้างกิจการของแต่ละคน แตกต่างกันไปตามสถานการณ์ที่พบเจอและไอเดียที่มีในขณะนั้น เช่นเดียวกับ คุณนิทัศน์ ภูผาอาวรณ์ เจ้าของโฮมสเตย์ แม่กลางหลวงฮิลล์ วัย 29 ปีคนนี้ก็เช่นกัน เขาเล่าว่า “เริ่มคิดจะสร้างที่นี่เมื่อตอนนั้นอายุเพียง 18 ปี ตอนนั้นยังเรียนไม่จบอะไรเลยด้วยซ้ำ ด้วยพื้นเพเป็นคนในหมู่บ้านแม่กลางหลวง ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ก่อนแล้ว และมี
เรื่องโดย : ไมตรี ลิมปิชาติ จากตัวเมืองสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เราเดินทางตรงไปยังชายแดนไทย-พม่า ระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร ก็ถึงหมู่บ้านที่มีชื่อเป็นภาษากะเหรี่ยงว่า เวียคะดี้ เราใช้เวลาไม่นานก็ถึงหมู่บ้านเพราะเป็นถนนลาดยางอย่างดี รถก็ไม่ติดด้วย สองข้างทางส่วนใหญ่ยังเป็นป่ามีบ้านให้เห็นน้อยมาก จากหมู่บ้านเวียคะดี้ แยกเข้าถนนเล็กๆ ซึ่งมีสภาพไม่ค่อยดีนัก ก็ถึงจุดหมายที่เราเดินทางไปวันนี้คือ มูลนิธิพัฒนรักษ์ ที่ว่าถึงจุดหมายก็เพราะเราจะมาพักค้างคืนกันที่นี่ เนื่องจากถึงที่พักเป็นเวลาที่ดวงอาทิตย์ตกหายไปหลังเทือกเขาฝั่งพม่าเรียบร้อยหลายนาทีแล้ว จึงทำให้มืด ไม่สามารถมองบริเวณทั่วไปได้ เห็นแต่ศาลาอเนกประสงค์ ซึ่งเป็นทั้งที่ประชุม ที่กินอาหาร และทำกิจกรรม ศาลาจุคนได้ประมาณ 30 คน แต่เราไปกันแค่ 4 คน จึงไม่มีปัญหา สามารถกินอาหารและพูดคุยกันได้สบาย ท่ามกลางแสงไฟที่ผลิตมาจากพลังงานแสงอาทิตย์ หลังจากกินอาหารกันเรียบร้อยแล้ว เราก็แยกกันเข้าห้องพัก ตื่นเช้าขึ้นมา นอกจากได้ยินเสียงไก่ขัน ยังได้เห็นว่าบริเวณทั่วไปเกือบทั้งหมดทำเกษตร มีทั้งปลูกพืชผักสวนครัว บ่อเลี้ยงปลาดุก เล้าไก่ และคอกเลี้ยงเป็ด พ
