Exclusive
“โกโก้ในตำนาน” แบรนด์สุดแมสของ “ต้าห์อู๋ – พิทยา แซ่ฉั่ว” นักร้อง นักแสดงชื่อดัง ที่ผันตัวมาเป็นเจ้าของธุรกิจ ซึ่งเขาได้แชร์ประสบการณ์การทำธุรกิจในงาน สสว. UNLOCK ปลดล็อกธุรกิจ SME ไทย ไว้อย่างน่าสนใจ เริ่มจากจากบูธนักศึกษาสู่ธุรกิจ ต้าห์อู๋เริ่มบทสนทนาถึง “จุดเริ่มต้นแบรนด์” มาจากงานเกษตรแฟร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเปิดพื้นที่ให้นิสิตขายสินค้า และเขาเองก็ขายของมาตลอดตั้งแต่ปีหนึ่งถึงปีสี่ โดยพัฒนาสินค้าเรื่อยมา ก่อนลงตัวที่ “โกโก้” พร้อมสร้างแบรนด์ “โกโก้ในตำนาน” หลังเห็นสัญญาณตอบรับที่ดี ทั้งจากกลุ่มลูกค้าและยอดขาย โดยเลือกใช้ “สีแดง” เป็น CI ของแบรนด์ทั้งตัวร้านและแก้ว รวมถึง “การขูดโกโก้” อันเป็นซิกเนเจอร์ ที่เริ่มมาจากการพยายามหาไอเดียสร้างสินค้าให้น่าดึงดูดและแปลกใหม่ กลยุทธ์ “ออกงานแฟร์” ปัจจุบัน “โกโก้ในตำนาน” ยังคงเลือกใช้กลยุทธ์ออกบูธตามงานแฟร์ต่างๆ โดยต้าห์อู๋มองว่า นอกจากช่วยให้เข้าถึงลูกค้าจำนวนมากจากการหมุนเวียนของผู้คนที่เข้ามาเที่ยวงานแล้ว ยังช่วยสร้างความรู้สึกสดใหม่ และกระตุ้นให้เกิดความอยากลองอยากซื้อสินค้ามากขึ้น “ธุรกิจผมยังเป็นน้องใหม่มาก ประ
เมื่อพูดถึง “ขันอะลูมิเนียมลายไทย” หลายคนอาจนึกถึงของใช้ประจำบ้านในอดีต ใช้ในเทศกาลสงกรานต์ หรืองานบุญต่างๆ แต่สำหรับสองพี่น้อง คุณเฟิร์น-ธนัชชา ตั้งสุขสว่างพร และ คุณหมิว-สาริศา ตั้งสุขสว่างพร สิ่งของชิ้นนี้ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ที่อยู่คู่ครอบครัวมาหลายสิบปี แต่ยังเป็นมรดกที่ส่งต่อจากรุ่นอากง พวกเธอหยิบของใกล้ตัวที่หลายคนมองข้ามมาสร้างมูลค่าใหม่ ภายใต้แบรนด์ “Suchai Craft” พร้อมพิสูจน์ว่าขันอะลูมิเนียมลายไทยไปได้ไกลกว่าที่หลายคนคิด ครอบครัวของคุณเฟิร์นและคุณหมิวทำธุรกิจอะลูมิเนียมมาตั้งแต่รุ่นอากง หลังอพยพมาจากเมืองจีนตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเริ่มจากเป็นลูกจ้างในโรงงานอะลูมิเนียม สั่งสมประสบการณ์และฝีมือก่อนหันมาสร้าง “โรงงานสุชัยโลหะการ” ธุรกิจของตัวเอง อากงทดลองทำสินค้าหลากหลาย หนึ่งในนั้นคือ เครื่องหนีบผมอะลูมิเนียม ลองผิดลองถูกอยู่หลายอย่างก่อนมาลงตัวที่ขันอะลูมิเนียมลายไทย สินค้ายอดนิยมที่คนไทยใช้ตามงานบุญ เทศกาลสงกรานต์ และในชีวิตประจำวัน “พวกเราคลุกคลีกับผลิตภัณฑ์นี้มานาน รู้กระบวนการทำ กว่าจะได้หนึ่งชิ้นใช้ทั้งฝีมือคนและอุตสาหกรรมช่วยผลิต มันมีความคราฟต์ และความสวย
ในวันที่เข้ามารับช่วงต่อธุรกิจในฐานะทายาทรุ่นสามของโรงแรมอลิซาเบธ “คุณเปา – สุรกิจ เมธานุกิจ” ต้องเผชิญกับวิกฤตและช่วงขาลงของธุรกิจที่ยากเกินรับมือ ทว่า เขากลับพลิกเกมด้วยกลยุทธ์ CEO Branding แบบจับพลัดจับผลู ลุกขึ้นมาปั้นคอนเทนต์นำเสนอเรื่องราวของโรงแรมในมุมต่างๆ จนสามารถกอบกู้ธุรกิจและพาโรงแรมกลับมาเป็นที่รู้จักได้อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม การทำคอนเทนต์ของคุณเปาไม่ได้หยุดอยู่แค่การโปรโมตธุรกิจตัวเอง เขายังใช้พื้นที่บนโลกออนไลน์พาคนไปรู้จักร้านค้าและธุรกิจรอบโรงแรม ผ่านคอนเทนต์ “รีวิวเพื่อนบ้าน” ในย่านประดิพัทธ์ สะพานควาย ด้วยเป้าหมายอยาก “อยากให้โรงแรมเป็น Destination ของต่างชาติ บินมากินราดหน้า แล้วเดินเที่ยวสะพานควายต่อ” รีวิวเพื่อนบ้านและของดีในย่าน “ถ้าเราดีคนเดียว มันก็ยังไงๆ อยู่ แต่ถ้าดีไปด้วยกันทั้งย่าน ผมว่าดีมากเลย สมมติเราทำสำเร็จสะพานควายเป็นบรรทัดทองสาขาสอง มันดีทั้งต่อพ่อค้าแม่ค้า ดีทั้งต่อลูกค้าเราด้วย แล้วก็ทำให้ย่านนี้มีชื่อเสียง” คำบอกเล่าของคุณเปาที่อยากเติบโตไปพร้อมกันทั้งย่านและชุมชน ก่อนเล่าย้อนไปถึงเสน่ห์ของย่านประดิพัทธ์ สะพานควาย มีประวัติศาสตร์ยาวนาน
คุณเคยคิดไหมว่า ถ้าอินฟลูเอนเซอร์หันมาทำธุรกิจ พวกเขาจะเลือกทำอะไร?ชานมไข่มุก ขนม เสื้อผ้าแฟชั่น หรือแม้กระทั่งหมูกระทะ…แล้วถ้าบอกว่า มีอินฟลูเอนเซอร์คนหนึ่งเลือกทำธุรกิจ “ถุงยางอนามัย” คุณจะเชื่อไหม? หลายคนน่าจะรู้จัก “นอท บ้านกูเอง” ครีเอเตอร์สายกวนที่หยิบเรื่องรอบตัวมาทำให้กลายเป็นคอนเทนต์สนุกๆ และมีผู้ติดตามใน Facebook กว่า 1.2 ล้านคน ล่าสุด เขาได้ทำแบรนด์ถุงยางอนามัยที่ชื่อว่า “OI” ซึ่งเป็นสินค้าที่คนส่วนใหญ่รู้จักและเข้าใจถึงความสำคัญ แต่ในตลาดยังมีข้อจำกัดบางอย่างอยู่ ทำให้เขาตั้งคำถามว่า “อะไรคือสิ่งที่ขาดหายไปจากถุงยางอนามัยในมุมมองของคนรุ่นใหม่?” วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ พาไปพูดคุยกับ คุณนอท-สัณหณัฐ ทิราชีพ โดยจะเล่าตั้งแต่จุดเริ่มต้น เบื้องหลังการสร้างแบรนด์ OI ไปจนถึงมุมมองการทำธุรกิจควบคู่ไปกับการเป็นครีเอเตอร์ โดยคุณนอทเล่าว่าแบรนด์ถุงยางอนามัยนี้ เริ่มจากการทำคอนเทนต์ต่อเนื่องนานกว่า 30 วัน ก่อนจะเฉลยและเปิดตัวธุรกิจจริงในวัน April Fool’s Day จุดเริ่มต้นของแบรนด์ถุงยางอนามัย คุณนอทมองย้อนกลับมาที่อาชีพอินฟลูเอนเซอร์ของตัวเอง และตั้งคำถามถึงความยั่งยืนของอ
นอกจากจะเป็นนักแสดงมากความสามารถที่แฟนๆ รักและติดตาม อีกหนึ่งบทบาทที่ คุณดัง – ณัฎฐ์ฐชัย บุญประเสริฐ ทุ่มเทและตั้งใจไม่แพ้กัน คือการเป็นเจ้าของแบรนด์ NAVORI ขนมเปี๊ยะพรีเมียมของ Gen Z ที่ปรับรสชาติให้แตกต่าง ไม่ใช่แค่ความอร่อย แต่ยังเป็นขนมที่มีความเทรนดี้ตามสไตล์คนรุ่นใหม่ NAVORI ขนมเปี๊ยะพรีเมียมของ Gen Z ในงาน สสว. UNLOCK ปลดล็อกธุรกิจ SME ไทย คุณดังได้มาแชร์เรื่องราวการปั้นแบรนด์ไว้อย่างน่าสนใจ โดยเริ่มต้นแนะนำแบรนด์ให้ทุกคนรู้จัก รวมถึงการสร้างสรรค์รสชาติของขนมเปี๊ยะที่แตกต่าง “แบรนด์นี้ผมตั้งใจทำมาก เป็นขนมเปี๊ยะของ Gen Z ที่มีความพรีเมียม ออกแบบรสชาติจาก Seasonal Fruit และทำรูปทรงคล้ายผลไม้ให้มากที่สุด อย่างเช่น Tea Peach รสชาติขายดีของร้าน” นอกจากนี้ยังมีอีกหลายรสชาติ ไม่ว่าจะเป็น Ube มันม่วงสายพันธุ์ฟิลิปปินส์, Tea Peach Cheese เพิ่มครีมชีส, ข้าวเหนียวมะม่วง ดิปกะทิคั้นสด หรือ นม Hokkaido ส่งตรงจากญี่ปุ่น เป็นต้น แม้ปัจจุบัน NAVORI จะมีรสชาติหลากหลายและสร้างสรรค์ขึ้นเรื่อยๆ แต่รสชาติแรกที่คุณดังเริ่มทำคือ ถั่วไข่เค็มจากไข่เป็ด โดยเขาคุยกับครอบครัวว่าหากทำรสชาติพื้นฐานให้
ในยุคที่ธุรกิจอาหารและของหวานต้องลงสนามแข่งขันกันตลอดเวลา การทำของให้อร่อยอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป แต่การสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือหัวใจสำคัญของการเติบโต เหมือนอย่าง Guss Damn Good (กัสส์แดมน์กู๊ด) แบรนด์คราฟต์ไอศกรีมของคนไทย ที่ใช้กลยุทธ์แปลงเรื่องราวและความรู้สึก ให้กลายมาเป็นรสชาติไอศกรีมที่แปลกใหม่และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนสามารถดึงดูดแบรนด์ยักษ์ใหญ่เข้ามาร่วมคอลแลบด้วยมากกว่า 200 แบรนด์ วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ชวนทุกคนไปพูดคุยกับ คุณระริน ธรรมวัฒนะ Co-founder / Chief Ice Cream Artist และ คุณนที จรัสสุริยงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Guss Damn Good ถึงเบื้องหลังความสำเร็จ ปรัชญาการทำงาน และความจริงอันเจ็บปวดของการเป็นเจ้าของธุรกิจที่ไม่เคยมีคำว่าง่าย จุดเริ่มต้นจาก “บอสตัน” ย้อนกลับไปเมื่อ 11 ปีที่แล้ว ในวันที่ตลาดไอศกรีมเมืองไทยยังเน้นการใส่ท็อปปิ้งเยอะๆ เพื่อให้ถ่ายรูปสวย กระทั่งคุณระรินได้สัมผัสวัฒนธรรมการกินไอศกรีมคราฟต์ที่เมืองบอสตัน ที่มันไม่ต้องมีท็อปปิ้งเยอะแยะ ทำให้พวกเขาจุดประกายความคิดบางอย่าง “ทำไมคนเขาไปกินไอติมกันเยอะมากในโมเมนต์ต่างๆ อย่างเช่น หิมะตกก็ไปกินไอติมกัน เร
เมื่อพูดถึง “แบรนด์” สิ่งที่คนคิดขึ้นมาในหัวคือ โลโก้ โทนสี รูปแบบกราฟิก ไอคอน ลวดลาย แบรนด์ที่ดีก็คงเป็นแบรนด์ที่โลโก้สวย สีสันจดจำได้ขึ้นใจ ความเข้าใจนั้นทำให้หลายแบรนด์ ‘สอบตก’ เพราะแท้จริงแล้ว คำว่า “แบรนด์” หากขาดคำว่า ‘มีชีวิต’ ก็ไม่ต่างอะไรจากมนุษย์ที่ไร้แรงดึงดูด คนทำแบรนด์ส่วนใหญ่พยายามยัดเยียดการขาย การตลาด เข้าไปในแบรนด์ เพราะคิดว่าเมื่อแบรนด์ทำเงินได้ จึงจะเรียกได้ว่าเกิดมูลค่า นั่นทำให้แบรนด์ขาดชีวิต จงมองแบรนด์ให้เหมือน ‘มนุษย์หนึ่งคนที่มีชีวิต’ จากนั้น สิ่งที่คนทำแบรนด์ต้องทำความเข้าใจต่อ คือ “ความมีชีวิตคืออะไร?” คุยกับ อาจารย์ขาบ-สุทธิพงษ์ สุริยะ นักปั้นแบรนด์และนักออกแบบภาพลักษณ์ธุรกิจอาหาร ภาคการเกษตร และการท่องเที่ยวเกษตรยั่งยืน แห่ง Karb Studio เจ้าของรางวัล Gourmand Awards ซึ่งเปรียบได้กับเวทีออสการ์อาหารโลก 20 ปีซ้อน และเป็นผู้ขับเคลื่อนแนวคิด “Local สู่ เลอค่า” ผู้ที่เชื่อว่าความ Local อยู่ที่ใดก็เลอค่า ถ้ารู้จักเล่าเรื่อง ก่อนจะหา CI หาจิตวิญญาณตัวเองให้เจอก่อน จุดเริ่มต้นของการสร้างแบรนด์ขึ้นมาแบรนด์หนึ่ง ต้องเริ่มจากการนั่งวิเคราะห์ 3 สิ่ง ได้แก่ สิ่งที
ในบ้านไม้อายุร้อยปีย่านสี่พระยา คือที่ตั้งของคาเฟ่โดนัทรสชาติไทยสุดไวรัล “SODO Donut” ธุรกิจของ “คุณเกด-ดุษฎี ทวีพานิชย์” อดีตเภสัชกรและนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เธอเลือกปั้นคาเฟ่โดนัทเพราะเป็นขนมที่คนทั้งโลกรู้จักและเข้าใจง่าย ที่ไม่เพียงสร้างความแปลกใหม่ผ่าน “รสชาติไทย” จากวัตถุดิบท้องถิ่นไทย แต่อยากทำให้ลูกค้าจดจำทั้งรสชาติและที่มาของวัตถุดิบไทยได้ ในคอลัมน์ Entrepreneur “เส้นทางเศรษฐี” พาไปพูดคุยกับผู้ก่อตั้งถึงเส้นทางการเริ่มต้น และแนวคิดการปั้นแบรนด์ SODO Donut ที่เปิดได้เพียง 3 เดือน แต่สามารถสร้างยอดขายได้เกือบ 3 ล้านบาท จุดเริ่มต้นของโดนัทแบบไทยๆ SODO Donut เริ่มต้นมาจากคุณเกด อยากทำโปรเจ็กต์ที่อยากสื่อสารถึงความเป็นไทย ก่อนมาลงตัวที่ “โดนัท” ขนมที่คนทั่วโลกรู้จักและเข้าใจง่าย พร้อมหยิบรสชาติไทยจากวัตถุดิบไทยอันเป็นเอกลักษณ์มาผสมผสานเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นโดนัทรสชาติไทย แม้จะเป็นธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มแรกในชีวิต แต่คุณเกดมีทีมเบื้องหลังคอยสนับสนุน พร้อมวางแผนธุรกิจอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การศึกษาตลาด ความต้องการของผู้บริโภค ไปจนถึงความเป็นไปได้ของผลิตภัณฑ์ ที่สำคัญคือมีความเชื่อมั่
ข้อมูลเป็นทางการของผลิตภัณฑ์ “น้ำปลาร้าแม่บุญล้ำ” ที่ถูกยกให้เป็นเบอร์ต้นๆ ของวงการน้ำปลาร้าพร้อมรับประทาน ณ พ.ศ. นี้ ระบุถึงประวัติความเป็นมา ไว้ว่า “จากจุดเล็กๆ ของการทำปลาร้าเพื่อบริโภคในครัวเรือนของคุณพ่อสนั่น คุณแม่ทองสุข ศรีโยธา ในปี 2510 ได้ค่อยๆ ขยับขยายเติบโต สู่รุ่นลูกคือ คุณพ่ออุทัย คุณแม่บุญล้ำ ปรีเรือง โดยใช้ชื่อกิจการว่า เพชรดำค้าปลาร้า ซึ่งต่อมาในปี 2557 ได้ก่อตั้ง บริษัท เพชรดำฟู้ดส์ จำกัด และมีสินค้าเริ่มแรกคือ น้ำปลาร้าต้มสุกภายใต้แบรนด์ “แม่บุญล้ำ” ของดีประจำจังหวัดกาฬสินธุ์” “ที่สร้างรายได้อันยั่งยืนให้กับชาวบ้านในชุมชนโดยรอบ และพัฒนาคุณภาพสินค้าแบบยั่งยืนตามหลักสากล จนกลายเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกระดับประเทศ ด้วยประสบการณ์จากรุ่นสู่รุ่น ที่สืบทอดมาอย่างยาวนานกว่า 59 ปี และเคล็ดลับ การหมักจากรุ่นคุณยาย พร้อมความพิถีพิถัน ใส่ใจในทุกขั้นตอนการผลิต ทำให้ น้ำปลาร้าต้มสุกตรา “แม่บุญล้ำ” มีรสชาติเฉพาะตัว หอม อร่อยถูกปากคนไทยจนถึงปัจจุบัน” คุณอ้อม-พิไรรัตน์ บริหาร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพชรดำฟู้ดส์ จำกัด ผู้ผลิตน้ำปลาร้าต้มสุก แบรนด์ ‘แม่บุญล้ำ’ ในฐานะทายาทเจน 3 ของกิจการ
“เมื่อก่อนบอกตรงๆ เลยว่าอยู่กับแม่น้อยมาก แต่การทำร้านนี้กลายเป็นช่วงเวลาที่โคตรมีความสุขที่ได้อยู่ด้วยกัน ได้ทำอะไรด้วยกัน ได้เห็นแม่มีความสุข อันนี้ก็คือความสุขของผมจริงๆ” ประโยคนี้เป็นคำพูดของ คุณกุ๊ก-อำนวยสินธุ์ พุกรักษา ผู้ก่อตั้งร้าน Happy Mum Happy Me คาเฟ่ที่เกิดจากการอยากทำตามความฝันของแม่ นั่นคือการเปิดร้านอาหาร วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีโอกาสได้พูดคุยกับ คุณกุ๊ก และ แม่กุ้ง-วรนุช แซ่ปั่ง เกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของสถานที่ฮีลใจแห่งนี้ ที่เป็นเหมือนการมาเที่ยว มากินข้าวบ้านเพื่อน สร้างความอบอุ่นให้กับใครหลายคน รวมถึงสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนวัยเกษียณ ให้กลับมามีไฟอีกครั้งหนึ่ง จุดเริ่มต้นจากบ้านร้าง 20 ปี ก่อนที่จะเกิดเป็นคาเฟ่ Happy Mum Happy Me แต่เดิมคุณกุ๊กมีเงินเก็บอยู่ก้อนหนึ่งที่เตรียมไว้สำหรับไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่กลับต้องหยุดชะงักเพราะวิกฤตโควิด-19 “ตอนนั้นโควิดค่อนข้างหนักมาก เราเลยมองว่ามีบ้านอยู่หนิ เลยอยากรีโนเวตแล้วมาทำคาเฟ่กับแม่ เพราะความฝันของแม่คือเขาอยากเปิดร้านอาหารตามสั่ง” เขากล่าว ทางด้าน แม่กุ้ง เล่าถึงความรู้สึกช่วงนั้นให้ฟังว่า “โห ตอนนั้นตื่นเต
