ถ้าเราเป็นคนช่างสังเกตสักหน่อยจะเห็นคำว่า มะ ที่ส่วนมากคนไทยมักนำมาใช้หน้าชื่อผลไม้ไทยๆ เช่น มะม่วง มะไฟ มะยม เป็นต้น มีคนบอกว่า มะ แปลว่าผลไม้ที่กลายมาจากคำว่า หมาก
ในศิลาจารึกสุโขทัย หลักที่ 1 เรียกผลไม้ว่า หมาก ทั้งสิ้น เช่น หมากขาม (มะขาม) หมากม่วง (มะม่วง) หมากพร้าว (มะพร้าว) หมากกลาง (ขนุน) หมากสั้น หมากหวาน และในศิลาจารึกหลักเดียวกัน ยังแปลความว่า ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว รสหวาน
จากความหมายของคำว่า หมาก ที่หมายถึง ผลไม้ ทำให้สันนิษฐานว่า คนไทยในอดีตคงจะรู้จักคุ้นเคยกับหมากเป็นอย่างดีมาก่อนผลไม้ชนิดอื่น จึงใช้หมากเป็นสัญลักษณ์แทนผลไม้และนำไปประกอบที่หน้าชื่อผลไม้อื่นๆ
หมาก เป็นพืชวงศ์เดียวกับ ตาล มะพร้าว จาก และลาน คือ เป็นพวกปาล์ม มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่แถบเอเชียใต้ ไปจนถึงหมู่เกาะอินเดียตะวันออก รวมทั้งพื้นที่ประเทศไทยด้วย รูปร่างทั่วไปคล้ายมะพร้าว แต่มีขนาดเล็กกว่า คือ สูงเต็มที่ราวๆ 12-15 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางลำต้นไม่เกิน 45 เซนติเมตร ลำต้นเขียวเป็นมัน ออกผลเป็นทะลายคล้ายมะพร้าว และออกผลช่วงเดือนสิงหาคม ถึงเดือนพฤศจิกายน ผลเล็กขนาดไข่ไก่ ในหนึ่งทะลายมีหลายสิบถึงร้อยผล

ส่วนของหมากมีคนนำไปใช้ประโยชน์มากที่สุด คือ เนื้อในผล โดยนำไปเคี้ยวร่วมกับใบพลูและปูนขาว (คนไทยใช้ปูนแดงซึ่งทำมาจากปูนขาวผสมน้ำขมิ้น) การเคี้ยวหมาก (กินหมาก) เป็นกิจกรรมเก่าแก่ที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษย์ โดยเฉพาะมนุษย์ที่อาศัยอยู่แถบที่มีหมากขึ้นอยู่ตามธรรมชาติ
ประเทศไทย มีการขุดค้นพบซากหมากและพลูในถ้ำผีแมน เขตจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีอายุเก่าแก่ประมาณ 8,000-10,000 ปี มาแล้ว แสดงว่าคนไทยรู้จักหมากพลูมานานแล้ว
วัฒนธรรมหมาก
หมากนับเป็นพืชสำคัญในหลายวัฒนธรรม สำหรับในวัฒนธรรมไทยนั้น การกินหมาก กลายเป็นส่วนหนึ่งของหลายๆ ประเพณีที่สำคัญ ซึ่งการกินหมากของคนไทยนั้นไม่ได้เคี้ยวหมากแล้วกลืนเหมือนกับกินอาหาร แต่เคี้ยวแล้วบ้วนเอาน้ำลายสีแดงๆ (น้ำหมาก) ทิ้งแล้วคายกาก (ชานหมาก) ทิ้งด้วย (การเคี้ยวหมากและใบพลู นับว่าเป็นสารเสพติดอย่างอ่อนๆ เหมือนกัน)
ดังนั้น การกินหมากของคนไทยจึงไม่หวังในด้านเป็นอาหาร แต่กินเพื่อความเพลิดเพลินเหมือนๆ กับการอมลูกอมหรือเคี้ยวหมากฝรั่งมากกว่า

การกินหมากของคนไทยมีหลักฐานแน่ชัดมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ในศิลาจารึกกล่าวถึงการสร้างป่าหมากป่าพลูทั่วเมืองนี้ทุกแห่ง แสดงว่าชาวสุโขทัยคงจะกินหมากกันทั่วทั้งเมืองนั่นเอง!
มาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยายิ่งปรากฏชัดเจนว่า หมากเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตคนไทยในด้านต่างๆ มากขึ้นกว่าเดิม เช่น พานหมากกลายเป็นเครื่องหมายแสดงตำแหน่งยศและบรรดาศักดิ์ ดังปรากฏในกฏมณเฑียรบาล ซึ่งตราไว้ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ได้กำหนดโทษผู้ลักขโมยผลหมากเอาไว้สูงกว่าการลักขโมยมะพร้าว กล้วย อ้อย เสียอีก

ต่อมาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีหลักฐานของชาวต่างชาติบันทึกเอาไว้ว่า ประเทศไทยส่งหมากไปขายอินเดีย เป็นมูลค่าปีละ 70,000 เหรียญ รวมทั้งส่งพลูหนาบ (แห้ง) ไปขายอีก ปีละ 50,000 เหรียญ จึงทำให้หมากกลายเป็นพืชเศรษฐกิจอย่างหนึ่งของไทยในสมัยนั้น
สมัยก่อนประเทศไทยมีการเก็บภาษีอากร เพื่อเป็นรายได้หลักของหลวงซึ่งส่วนใหญ่จะเก็บจากพืช 8 ชนิด คือ ทุเรียน มะพร้าว หมาก พลู มะม่วง ลางสาด มะปราง และมังคุด สำหรับอัตราที่เก็บจากต้นหมากก็คือ ต้นละ 30 เบี้ย (หมากตรี) ถึงต้นละ 50 เบี้ย (หมากเอก) สำหรับต้นหมากที่ให้ผลผลิตแล้ว โดยใช้ความสูงเป็นเกณฑ์

หมากเอก คือ ต้นหมากที่สูงตั้งแต่ 3-5 วา (1.5-2.5 เมตร) หมากตรี คือ ต้นหมากที่สูงตั้งแต่ 7 วา ขึ้นไป (3-5 เมตร) เหตุที่หมากต้นสูงเก็บค่าอากรต่ำกว่าต้นเตี้ยเพราะว่ามีการลงทุนในการใช้คนปีนขึ้นเก็บผลหมาก และหมากต้นสูงค่อนข้างจะมีอันตรายมาก เพราะหมากมีลำต้นเล็กยิ่งสูงก็ยิ่งหักง่าย (เคยมีการบันทึกเรื่องคนตกหมากตาย เนื่องจากต้นหมากหัก และหากต้นหมากหักส่วนมากมักจะหักตรงกลางต้น)

ในประวัติศาสตร์ชาติไทย มีเกาะๆ หนึ่งทางภาคใต้ที่มีอาณาเขตติดต่อกับมาเลเซีย คือ เกาะหมาก (ปัจจุบัน คือ เกาะปีนัง) เดิมทีในอดีตเคยเป็นของไทย ซึ่งเกาะนี้จะเต็มไปด้วยต้นหมาก จึงมีชื่อเรียกว่า เกาะหมาก (เกาะนี้ถูกอังกฤษยึดครองในนามบริษัทอินเดียตะวันออก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2329 จนกลายเป็นดินแดนของประเทศมาเลเซีย คือ ปีนัง : แปลว่า หมาก)
การกินหมากของคนไทยเฟื่องฟูมาจนถึงยุค เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ออกคำสั่งให้คนไทยเลิกกินหมากและมีการตัดทำลายต้นหมากต้นพลูในสมัยนั้น เพื่อสร้างวัฒนธรรมใหม่ให้คนไทยได้ทัดเทียมอารยประเทศ

เนื่องจากคนไทยใกล้ชิดกับหมากมาเป็นระยะเวลายาวนาน จึงมีพิธีกรรมและถ้อยคำสำนวนเกี่ยวกับหมากอยู่มากมาย และไม่แน่ว่าอนาคตถ้อยคำเหล่านี้คงถูกลืม หรืออาจไม่เข้าใจที่มาของคำเหล่านั้น เช่น คำว่าขันหมาก ชั่วเคี้ยวหมากแหลก แจกหมาก ข้าวยากหมากแพง วางหมาก หมากสง สีหมากสุก เป็นต้น หรือจากเสภาขุนช้าง-ขุนแผน ตอน เณรแก้วพบนางพิมพ์ที่ไร่ฝ้าย ว่า เจ้าเคยนอนซ้อนพุ่มกระทุ่มต่ำ เก็บใบบอนช้อนน้ำในไร่ฝ้าย พี่เคี้ยวหมากเจ้าอยากพี่ยังคาย แขนซ้ายคอดแล้วเพราะหนุนนอน (จากเสภาขุนช้าง-ขุนแผน ตอน เณรแก้วพบนางพิมพ์ที่ไร่ฝ้าย)

การกินหมากจนเป็นธรรมเนียมในสมัยก่อน ทำให้เกิดการพัฒนาไปสู่วัฒนธรรมการกินหมากอย่างจริงจัง นั่นคือ ใช้หมากเป็นเครื่องต้อนรับแขก การเตรียมหมากพลูเพื่อต้อนรับแขก ซึ่งนับเป็นการต้อนรับที่ดี สำหรับผู้ที่มีฐานะดีๆ หน่อยจะมีอุปกรณ์เกี่ยวกับการกินหมากที่สวยงาม ในปัจจุบันนี้คนไทยกินหมากน้อยลง แต่ยังมีหมากพลูจัดเป็นชุดขาย โดยมากนิยมนำไปเป็นเครื่องบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์

หมาก เป็นพืชที่มีความเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมประเพณีพื้นบ้าน และความเป็นอยู่ของคนไทยในอดีตมาอย่างช้านาน เพราะคนไทยนิยมกินหมากตั้งแต่เจ้านายถึงชาวบ้านคนธรรมดา ซึ่งพบว่ามักมีเชี่ยนหมากไว้รับแขกผู้มาเยี่ยมเยือนกันแทบทุกบ้าน แต่ในปัจจุบันคนนิยมกินหมากลดน้อยลงมา

ดังนั้น หมาก จึงมีบทบาทในแง่ทางอุตสาหกรรม เป็นพืชเศรษฐกิจที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง มีการส่งออกเพื่อจำหน่ายต่างประเทศคิดเป็นมูลค่าหลายร้อยล้านบาทต่อปี หมากเป็นพืชที่เพาะปลูกง่าย ดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก โรคและแมลงรบกวนน้อย การลงทุนไม่สูงนัก สามารถทำรายได้อย่างสม่ำเสมอเป็นเวลานานนับสิบปี และหมากปลูกร่วมกับพืชเศรษฐกิจอื่นๆ ได้ อีกทั้งยังสามารถปลูกไว้ทำเป็นแนวเขตรั้ว หรือพืชกันลมได้ดีเช่นกัน
Latest Posts
“อย่ารอให้เกษียณแล้วค่อยทำ แต่ควรเริ่มตั้งแต่ตอนที่เรายังแข็งแรงอยู่ เพื่อที่จะได้มีเวลาเสพสุขกับมันไปนานๆ” จะมีสักกี่คนที่เลือกใช้วันหยุดจากงานประจำ กลับมาปลูกต้นไม้ ทำสวน และสร้างคาเฟ่เล็กๆ ด้วยตัวเอง ในคอนเทนต์ชุดพิเศษ “โอกาสธุรกิจเกษตร” เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ x เทคโนโลยีชาวบ้าน ขอพาไปพูดคุยกับ คุณแป้ง-ธิดารัตน์ อนันตรกิตติ ที่นอกจากอาชีพหลักอย่างการเป็นผู้ประกาศข่าวแล้ว เธอยังสวมหมวกอีกใบ นั่นคือการเป็นเจ้าของคาเฟ่เล็กๆ ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ชื่อว่า “บ้านสวนกำไรสุข” โดยเธอใช้เวลานอกเหนือจากงานประจำ ค่อยๆ สร้างพื้นที่แห่งนี้ด้วยตัวเอง ซึ่งเบื้องหลังบ้านสวนแห่งนี้ ไม่ได้มีแค่เรื่องของการเปิดร้านอาหารหรือทำเกษตร แต่ยังเป็นเรื่องของความตั้งใจเล็กๆ ที่อยากให้พิสูจน์ว่า ความสุขไม่จำเป็นต้องรอถึงวันเกษียณเสมอไป เริ่มต้นจากความฝัน คุณแป้งเล่าให้ฟังปนรอยยิ้มว่า ความจริงแล้ว “เกษตรกร” คือความฝันแรกในชีวิต เพราะเติบโตมาในครอบครัวที่ทำเกษตร คุณพ่อเป็นเกษตรกรปลูกสวนมะม่วงมาตลอด แต่เพราะภาพจำในอดีตที่เห็นว่าการปลูกพืชเชิงเดี่ยวมีรายได้น้อย อีกทั้งยังโดนกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง คุณแม่จึงไม่สนับสนุนให้เ
บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MK GROUP ในฐานะผู้นำตลาดสุกี้อันดับ 1 ของไทย ประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569 ปรับแนวทางการสร้างแบรนด์ภายใต้แนวคิด Find The Right STP (Segmentation-Target-Positioning) มุ่งเน้นการวิเคราะห์ 3 ส่วน ทั้งเลือกแบ่งตลาด การเข้าใจลูกค้า และการวางตำแหน่งของแบรนด์ พร้อมตั้งเป้าหมายสร้างรายได้เติบโตกว่า 12% เดินหน้ายกระดับประสบการณ์ใหม่ให้กับแบรนด์ในเครือ ขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และเตรียมเปิด 2 แบรนด์ใหม่ที่ตอบโจทย์ไลฟสไตล์คนไทย คุณทานตะวัน ธีระโกเมน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ตลอดปีที่ผ่านมา เราเก็บข้อมูลเชิงลึกและวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคอย่างละเอียด ทำให้เราเข้าใจกลุ่มลูกค้าแต่ละเซกเมนต์มากขึ้น ช่วยให้สามารถออกแบบและวางตำแหน่งแบรนด์ได้ตรงจุด โดนใจลูกค้ามากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาแบรนด์ MK ในโมเดลต่างๆ รวมไปถึงการเปิดแบรนด์น้องใหม่อย่าง โบนัสสุกี้ ต่อยอดสู่กลยุทธ์ STP ของปีนี้ ทำให้ MK GROUP สามารถตอกย้ำความแข็งแกร่งของพอร์ตโฟลิโอที่ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ ด้วยโมเดลที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพา
“โก๋แก่” แบรนด์ถั่วคู่วัยรุ่นไทย ยืนหนึ่งเรื่องถั่ว เปิดตัวร้าน “โก๋นมถั่ว” (Nut Milk Bar) เป็นร้านที่เนรมิตสารพัดเมนูถั่วสุดฟินเอาใจคนรุ่นใหม่ พร้อมประกาศแลนดิ้งปักหมุดความอร่อยต้อนรับสาขาใหม่ล่าสุด ณ ซีคอนบางแค ชั้น 4 บริเวณหน้า Street Gourmet ดีเดย์เปิดวันแรก 1 มิถุนายน 2569 นี้! การสปินออฟ (Spin-off) แตกไลน์ธุรกิจสู่ร้าน “โก๋นมถั่ว” ในครั้งนี้ ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการเจาะกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ ด้วยการหยิบอินไซต์ (Insight) ผู้บริโภคของหวานและคนรักสุขภาพมารวมกันอย่างลงตัวพร้อมกับ ยกระดับวัตถุดิบจาก “ถั่วคุณภาพ” สู่เมนูไอศกรีม เบเกอรี่ และเครื่องดื่ม ภายใต้คอนเซปต์ “มันส์ทุกเม็ด” ตาม DNA ของแบรนด์โก๋แก่ สำหรับ ไฮไลต์เมนู เด็ดที่ห้ามพลาดและพร้อมเสิร์ฟแบบจัดเต็ม ได้แก่ : และเมนูอื่นๆ มากมาย เช่น ไอศกรีม Softserve เนยถั่วซันเดย์ , ปังโก๋ และเมนูน้องใหม่ เครื่องดื่ม “โก๋เฟรช Refreshing” เมนูเครื่องดื่มเบสเลมอนผสมโซดาซ่าส์สูตรใหม่ เน้นความซ่าส์ ดับร้อน เติมความสดชื่น แนะนำรส “บ๊วย เลมอนเนด โซดา” ความลงตัวของความเปรี้ยว ซ่า อร่อย สดชื่นสะใจ ฉลองเปิดร้านใหม่และสาขาใหม่ทั้งที โก๋แก่จัดหนักอัด
หลังจากสร้างปรากฏการณ์ “น้องหมีเนย” ที่ตกมัมหมี พ่อหมี และพี่สาวทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ล่าสุดแบรนด์ Butterbear ได้เปิดตัว “Bianca Bear” หรือน้องเบียงก้า พี่สาวคนสวยแสนดีของน้องหมีเนยที่ไม่ได้เจอกันมานาน เพราะตัดสินใจเดินตามความฝันของตัวเองในการเป็นแฟชั่นดีไซน์เนอร์ แล้วก็ไปเรียนต่อที่ประเทศจีน แถมโดนแซวว่า “พอกผิว” ด้วยมีขนสีขาว และเรียบร้อยแบบลูกคุณหนู โดยเปิดตัวน้องเบียงก้าเป็นครั้งแรกเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เล่นเอาศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์แทบแตกเพราะเหล่ามัมหมี พ่อหมี และพี่สาวต่างมารอดูความน่ารักของสองพี่น้องกันอย่างคับคั่ง ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ได้สะท้อนความนิยมของคาแร็กเตอร์ทั้งสองเท่านั้น แต่ Butterbear ทำอย่างไรให้น้องหมีเนยและน้องเบียงก้ากลายเป็นมาสคอตที่สร้างทั้งไวรัล ความผูกพันและฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่นได้ เขมนิจ มาลาเว อาจารย์ประจำสาขาการสร้างสรรค์อิเวนต์และการประชาสัมพันธ์ดิจิทัล วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ ม.รังสิต อธิบายว่า ความสำเร็จของน้องหมีเนย คือการใช้ Digital Public Relations กับ Marketing Public Relations (MPR) โดยวางกลยุทธ์การสื่อสารเพื่อสร้างตัวตนของน้องหมีเนยให้
