SMEs เกษตร
หลายคนคงคุ้นเคยและรู้จักผักสวนครัวรั้วกินได้ที่เป็นผักกินใบต่างๆ อาทิ กะเพรา โหระพา ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นพืชทางเลือกสำหรับเกษตรกรที่ต้องการอาชีพเสริม โดยเกษตรกรหลายคนพลิกวิกฤตเป็นโอกาส เลิกทำนาหันมาปลูกพืชผักเหล่านี้ รับทรัพย์เข้ากระเป๋ากันทุกวัน สำหรับผักสวนครัวตระกูลกะเพรา โหระพา และใบแมงลัก เป็นพืชล้มลุก ใบเป็นรูปไข่ บางและนุ่ม ลำต้นและใบมีขนปกคลุม มีรสเผ็ดร้อน ช่อดอกตั้งตรง มีดอกติดรอบแกนช่อเป็นชั้นๆ จัดเป็นเครื่องเทศที่ยอดนิยม ถือว่าเป็นราชาแห่งเครื่องเทศเลยก็ว่าได้ โดยในปัจจุบันนิยมนำมาใช้ปรุงอาหารและนำมาทานเป็นผักเคียงกับอาหารชนิดต่างๆ ป้ามณี วงศ์มหิง เกษตรกรผู้ปลูกใบกะเพรา โหระพา และใบแมงลัก จำหน่ายที่ อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้เคยทำนา แต่สู้กับภาวะแล้งไม่ไหว เลยหันมาปลูกผักสวนครัว ซึ่งทำรายได้ทุกวัน ตกวันละ 500 บาท โดยบอกว่า แค่ 1 ไร่ ก็ตัดขายไม่ทันแล้ว “อย่างกะเพรา เป็นผักสวนครัวที่ปลูกง่าย ชอบดินร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี ส่วนการปลูกก็ง่ายมาก ขุดหลุมตื้นๆ ปลูก รดน้ำ แล้วใส่ปุ๋ยคอก จากนั้น รดน้ำวันละครั้ง” สำหรับกะเพราที่ปลูกกันทั่วไปมีอยู่ 2 ชนิด คือ กะเ
หลายคนรู้จัก อินทผลัม ในรูปอบแห้งที่มีวางจำหน่ายตามห้างสรรพสินค้าชื่อดัง และเป็นสินค้าที่นำเข้าจากทางตะวันออกกลาง จึงมีราคาค่อนข้างแพง ดังนั้น ผู้บริโภคจึงเป็นกลุ่มลูกค้าระดับบน ภายหลังความสำเร็จจากการปลูกอินทผลัมในประเทศไทยที่รับประทานเป็นผลสด นำไปวางขายตามโมเดิร์นเทรดส่งผลให้ได้รับความนิยม จนทำให้มีราคาสูงเป็นที่พอใจของผู้ปลูก จากนั้นเป็นต้นมาจึงเกิดการตื่นตัวของชาวบ้านหลายพื้นที่หันมาปลูกอินทผลัมกัน แต่ด้วยความเป็นธรรมชาติของพืชต่างถิ่นชนิดนี้ที่ไม่สมบูรณ์เพศ เพราะมีดอกตัวเมียและดอกตัวผู้แยกอยู่กันคนละต้น จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ทุกคนจะประสบความสำเร็จ มาทำความรู้จัก อินทผลัม กัน อินทผลัม มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Date Palm และมีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า Phoenix dactylifera เป็นพืชในตระกูลปาล์มชนิดหนึ่ง มีหลากหลายพันธุ์ มีถิ่นกำเนิดในแถบตะวันออกกลาง สามารถเจริญเติบโตได้ดีในภูมิภาคที่มีอากาศร้อนและแห้งแล้งแบบทะเลทราย โดยผู้ผลิตอินทผลัมรายใหญ่ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย แอลจีเรีย และประเทศในแถบอาหรับ ดังนั้น การบริโภคอินทผลัมในบ้านเราจึงต้องนำเข้าจากประเทศเหล่านี้ในรูปอบแห้ง ต้นอินทผลัมมีความสูงปร
ส้มโอ ของจังหวัดนครปฐม ปลูกในหลายอำเภอ คือ อำเภอเมืองนครปฐม สามพราน พุทธมณฑล นครชัยศรี แต่คนทั่วไปจะรู้จักส้มโอของจังหวัดนครปฐม ในนาม “ส้มโอนครชัยศรี” ทั้งนี้ เป็นเพราะเมื่อก่อนการปกครองส่วนท้องถิ่นบริเวณนี้ มีมณฑลนครชัยศรี ชาวบ้านปลูกส้มโอกระจายในหลายพื้นที่ หลังๆ นครชัยศรีมีฐานะเป็นอำเภอ ผู้คนก็ยังติดใจและฝังใจกับส้มโอนครชัยศรีอยู่ ทั้งๆ ที่พื้นที่ปลูกส้มโอเลิศรส กระจายไปหลายอำเภอ เป็นที่ยอมรับกันว่า ที่ราบลุ่มดินตะกอน อย่าง กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ผืนดินเกิดจากการทับถมมานาน เนื้อดินมีคุณสมบัติพิเศษ ปลูกผลไม้ได้คุณภาพเยี่ยม ตัวอย่าง ทุเรียนจังหวัดนนทบุรี พืชอื่นๆ ก็อร่อยอย่างมีนัยยะ เช่น กล้วย มะพร้าว ส้มโอ พื้นที่จังหวัดนนทบุรี อยู่ใกล้กรุงเทพฯ แหล่งเกษตรจึงลดน้อยถอยลงตามลำดับ จังหวัดนครปฐม ถึงแม้อยู่ติดกรุงเทพฯ แต่การรุกคืบทางด้านวัตถุไม่รวดเร็วนัก ดังนั้น จึงมีงานเกษตรหลากหลาย พืชหนึ่งที่สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัด อย่าง ส้มโอ ก็ยังมีปลูกกันอยู่ ถึงแม้จะล้มตายลงเป็นจำนวนมากเมื่อครั้งน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554 แรกเริ่มเดิมที ส้มโอนครปฐมปลูกกันหลายพันธุ์ ต
ไม่บ่อยนักที่จะมีโอกาสได้พบหรือสนทนากับเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในอาชีพนี้ จนถึงขึ้นเรียกได้ว่าเป็นเศรษฐี เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าเกษตรกรบ้านเรา ส่วนใหญ่มีฐานะยากจนหรือไม่ก็พอมีพอกิน ไม่มีเหลือเก็บ น้อยคนนักที่จะสามารถสร้างฐานะมั่งคั่งขึ้นมาได้จากการทำอาชีพหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินนี้ได้ งานนี้กรมส่งเสริมการเกษตร ชักชวนให้ไปดูสวนทุเรียนของ”คุณฉัตรกมล มุ่งพยาบาล” ที่ต.พะโต๊ะ อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร บนพื้นที่ 45 ไร่ และยังมีสวนทุเรียนอีก 15 ไร่ ที่อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร ปีหนึ่งมีรายได้หลายล้าน เกษตรกรหนุ่มผู้นี้ที่มีดีกรีถึงปริญญาโท โดยจบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้และปริญญาโทที่สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ หรือนิด้า ซึ่งในสวนของเขาปลูกผลไม้หลายอย่างและพืชอื่นๆด้วยอย่างเช่น ปาล์มน้ำมัน กล้วยน้ำหว้า ไผ่ตง ส้มโชกุน และทุเรียนหลายพันธุ์ แต่หลักๆคือ”หมอนทอง” ซึ่งเป็นพันธุ์ส่งออกที่ด้ราคาดี โดยในปีหนึ่งๆเขามีรายได้จากการขายทุเรียนส่งนอกหลายล้านบาท ประเทศนำเข้าเป็นอันดับหนึ่งคือ จีน ด้วยความรู้ความสามารถและยังอุทิศตนให้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ โดยเฉพาะในวงการเกษตร ทำให้เขาได้รับรางวัลจากหน
เมื่อวันที่ 18 กันยายน นางสาวรัชทิพย์ ทองมีสี อายุ 44 ปี ชาว ต.เขาโร อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช เกษตรกรปลูกพืชตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงในพื้นที่ ต.กะปาง อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ตนทำธุรกิจรับถมดินทั่วทุกพื้นที่ กระทั่งครั้งสุดท้ายตนไปถมดินให้โครงการก่อสร้างศูนย์แพทย์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ลงทุนไปนับสิบล้านบาท เช่ารถ จ้างคน น้ำมัน จิปาถะ ท้ายที่สุด บริษัทคู่สัญญากับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ทำผิดเงื่อนไข ทำให้ทางมหาวิทยาลัยต้องยกเลิกสัญญา ตนพร้อมเพื่อน ซึ่งถมดินไปแล้วจึงไม่รู้ว่าจะไปขอเบิกจ่ายเงินกับใคร ส่งผลให้ตนต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาจ่ายให้กับลูกน้อง ค่าเช่ารถ และอื่นๆ เป็นบางส่วน เวลาเกือบ 2 ปี ที่ต่อสู้ขอความเห็นใจจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดูเหมือนว่าจะไร้ผล อนาคตดับวูบ “จึงตัดสินใจขายรถสิบล้อคันสุดท้าย ยุติอาชีพรับถมดิน รวบรวมเงินได้ก้อนหนึ่ง จ่ายหนี้เร่งด่วน ที่เหลือไว้เป็นทุน รับอาสาทำหน้าที่เฝ้าสวนยางให้เพื่อนใจดี แลกเปลี่ยนกับขอใช้ที่ว่างหลังสวนยางกว่า 5 ไร่ ปลูกถั่ว มัน มะละกอ และพืชอายุสั้น เพื่อจะได้นำผลผลิตมาจ่ายเป็นค่าดอกเบี้ยในคราวที่ไปลงทุนถมที่ศูนย์การแพทย์ ได้
วันที่ 18 กันยายน นายเฉลิมชัย รัฐศาสตร์วาริน อายุ 35 ปี หรือจิมมี่ ชาว อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร เกษตรกรหนุ่มดีกรีจบวิศวกรจาก ม.ขอนแก่น กำลังง่วนอยู่กับการสั่งงานให้คนงานดูแลต้นอ้อยของตนเอง ที่ลงทุนปลูกในพื้นที่เช่าและของตนเองในเนื้อที่ 600 ไร่ รอขนาดลำต้นและความหวานได้ที่เตรียมตัดและขนส่งโรงงาน นายเฉลิมชัยกล่าวถึงเส้นทางก่อนจะมาถึงการปลูกอ้อยอย่างเต็มตัวเล่าว่า เมื่อ 7 ปี ก่อน หลังจากเรียนจบวิศวกร ได้เดินทางในเส้นทางอาชีพรับเหมา และงานทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับสายงานที่ตนเองเรียนมา รายได้ไม่ต้องห่วงดีพอสมควรสามารถดูแลตนเองและครอบครัวได้สบาย แต่ปรากฏว่าทำไปทำมารู้สึกว่าไม่ใช่งานที่ตนเองรักเพราะทำไปไม่มีความสุขรู้สึกเบื่อๆ แต่เดิมมีความคิดอยู่แล้วว่าอยากทำเกษตร จึงลองศึกษาว่า อยากจะปลูก ไร่ชา องุ่น แต่ศึกษาแล้ว อ้อย น่าจะเป็นพืชเศรษฐกิจที่ดีกว่า นอกจากอ้อยจะผลิตเป็นน้ำตาลแล้วยังเป็นพืชพลังงาน เพราะราคาไม่ผันผวนมากหรือตกมาก เช่นกับ ยางพารา มันสำปะหลัง ส่วนการดูแลรักษาอ้อยไม่ยากนัก เพราะมีศัตรูพืชและโรคน้อย น่าจะทำเงินดี ช่วงแรกก็ลำบากไม่เคยทำ เพราะไม่มีประสบการณ์ ต่อมาก็ทำมาเรื่อยๆ ศึกษาจากคน
วันที่ 18 ก.ย.59 ผู้สื่อข่าวได้ รับแจ้งจากชาวบ้านว่า มีวัยรุ่นอายุเพียง 17 ปีคนหนึ่ง พักอยู่บ้านเลขที่ 33/5 หมู่ที่ 6 ต.สวนกล้วย อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ประกอบอาชีพปลูกดอกลิลลี่จำหน่าย สร้างรายได้ระหว่างเรียน โดยจากการเดินทางไปตามที่ได้รับแจ้ง พบบริเวณข้างบ้านหลังดังกล่าวมีโรงเรือนปลูกต้นไม้แบบปิดขนาดใหญ่ คลุมด้วยพลาสติกใส เมื่อเข้าไปดูภายในพบชายวัยรุ่นคนหนึ่งทราบชื่อต่อมา นายอาชวิน แสงเทียน หรือ น้องวิน อายุ 17 ปี พร้อมด้วย นายทนงศักดิ์ แสงเทียน ผู้เป็นพ่อ กำลังช่วยกันเพาะปลูกและดูแลรดน้ำต้นลิลลี่หลากหลายสายพันธุ์ สีสันสดใสสวยงาม จึงเข้าพูดคุย น้องวิน เล่าว่า ตนเองชื่นชอบปลูกต้นไม้ โดยเฉพาะจำพวกไม้ดอก และอยากปลูกเป็นรายได้ แต่หากจะปลูกเหมือนกับเกษตรกรคนอื่นๆ ก็จะประสบปัญหาล้นตลาดหรือขายไม่ออก จึงเริ่มดูดอกไม้ต่างประเทศที่สามารถนำเข้ามาปลูกในประเทศไทยได้ ก็พบกับดอกลิลลี่ โดยเฉพาะสายพันธุ์ “ดอกคาลล่าลิลลี่” เนื่องด้วยสีสันที่หลายหลาย รูปทรงอ่อนช้อยทรงกรวย เป็นเอกลักษณ์ และทนสภาพภูมิอากาศ จึงศึกษาวิธีการปลูกจากแหล่งข้อมูลต่างๆ จนสุดท้ายติดต่อขอซื้อสายพันธุ์จากประเทศต่างประเทศ อาทิ เนเธอร์แล
ชวนชม เป็นพรรณไม้ที่ได้รับความนิยมกันมากในกลุ่มที่ชื่นชอบการสร้างจินตนาการ การจัดตกแต่งรูปทรงของต้นชวนชมที่ต้องใช้เวลาทะนุถนอมกันมานานมากกว่าการปลูกพืชอื่นๆ เพื่อให้เกิดความสวยงามในรูปแบบของตนเอง ทั้งในด้านทรงต้น ราก กิ่งก้าน ด้วยเหตุผลที่ว่าชวนชมเป็นไม้มงคลที่สวยงาม การปฏิบัติดูแลรักษาง่าย ทนต่อความแห้งแล้ง คือไม่ต้องรดน้ำมาก เพราะเป็นพืชอวบน้ำ เลี้ยงง่าย เป็นพืชที่ชื่นชอบเฉพาะกลุ่ม อย่างไรก็ตาม ที่จังหวัดเชียงใหม่มีผู้ที่นิยมชมชอบความสวยงามของต้นชวนชมอยู่หลายราย มีการจัดการประกวดชวนชมอยู่บ่อยครั้ง ทั้งในงานบุปผชาติ งานมหกรรมไม้ดอกไม้ประดับ งานประกวดเฉพาะต้นชวนชม ผู้เขียนได้พบกับ คุณเกรียงไกร ไชยพิเศษ ทำงานประจำที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช แต่มีใจรักการปลูกชวนชม จึงได้ร่วมมือกับ คุณพงษ์ชัย ไชยพิเศษ พี่ชายที่ทำงานที่สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขต 6 เชียงใหม่ เริ่มต้นปลูกต้นชวนชมที่สวนบ้านดอนปิน ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ใช้เวลาประมาณ 3 ปี มีต้นชวนชมทั้งขนาดใหญ่และต้นเล็กที่กำลังขยายพันธุ์ลูกผสมจำนวนมากเต็มพื้นที่ จึงได้ขยายพื้นที่ออกไปปลูกที่บ้านของตนเองท
ดินใต้โคนต้นโสนที่ตำบลสามเรือน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยานับเป็นสิ่งล้ำค่าราวกับขุมทรัพย์ เพราะดินจากธรรมชาติบริเวณดังกล่าว โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนจะเป็นที่ขึ้นของ “เห็ดตับเต่า” เห็ดที่มีหมวกลักษณะคล้ายร่มสีดำ – น้ำตาลอมเหลืองอ่อน เมื่อโตเต็มที่จะมีขนาดประมาณ 10 – 25 ซม น้ำหนักเยอะต่อ1ดอก เกือบ 2 กิโลกรัม มีขนเล็กๆ คล้ายกำมะหยี่สีน้ำตาล ส่วนเนื้อของเห็ดชนิดนี้จะหนา มีความเหนียวหนึบ เมื่อนำมาต้มหรือผัด จะไม่ค่อยเละหรือแหยะเหมือนเห็ดชนิดอื่น เห็ดตับเต่ามักจะขึ้นในช่วงฤดูฝน ขึ้นมากในป่าเต็งรัง ป่าแดง ป่าต้นสะแก ถ้าเป็นในสวนมักจะพบในสวนผลไม้ เช่น สวนไผ่ รวมถึงขึ้นมากใต้โคนต้นโสน ที่ตำบลสามเรือน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คุณจำลอง จักรกร บ้านเลขที่ 55 หมู่ 6 ตำบลสามเรือน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หญิงสาววัย 56 ปี เกิดและเติบโตมาในครอบครัวที่มีอาชีพทำนามากว่า 100 ปี แต่ปัจจุบันเลิกทำนาแล้ว หันมาปล่อยที่นาให้คนเช่า แล้วเปิดบริษัทรับทำบัญชี รวมถึงเก็บเห็ดตับเต่าขายเฉพาะช่วงหน้าฝน ขาย 4 เดือนมีรายได้เกือบ 5 แสนบาท คุณจำลอง เผยกับเส้นทางเศรษฐีว่า เห็ดตับเต่า เป็น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “พลูหรือใบพลูพืชที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาช้านาน ใช้กินกับหมากหรือประกอบพิธีกรรมต่างๆ แต่ส่วนใหญ่จะปลูกกันไว้บริเวณบ้านกินบ้างขายบ้าง ยังไม่มีการปลูจริงๆจังๆเป็นอาชีพ” ขณะที่ชาวบ้าน หมู่ 4 ต.สนามชัย อ.สทิงพระ จ.สงขลา ได้รวมตัวกันตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกพลูทั้งเป็นอาชีพเสริมและเป็นอาชีพหลัก ขณะนี้มีชาวบ้านเข้ามาเป็นสมาชิกในกลุ่ม 26 คน และปลูกพลูส่งขายตลาดสงขลาและตลาดต่างประเทศกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เนื่องจากขณะนี้ใบพลูกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศทั้งอินเดีย และปากีสถาน รวมทั้งตลาดในพื้นที่ แม้จะเป็นพืชที่ปลูกกันทั่วไปแต่ยังมีปริมาณจำกัด ไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดและยังมีพื้นปลูกกันค่อนข้างน้อย “สมบูรณ์ ปัญจะ” อายุ 70 ปี ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกพลู เปิดเผยว่า สมาชิกแต่ละคนจะปลูกพลูในพื้นที่บริเวณบ้านของตัวเอง จะใช้พื้นที่หลังบ้าน ประมาณ 1 ไร่ ปลูกพลูเต็มพื้นที่ จากก่อนหน้านี้ที่เคยปลูกพืชผักสวนครัวแบบผสมผสาน แต่ขณะนี้ได้เปลี่ยนมาปลูกพลูอย่างเดียว หลังจากที่พลูเป็นที่ต้องการของตลาดราคาปรับตัวสูงขึ้นจากกำละ 7 บาท เป็นกำลัง 17-18 บาท
