SMEs เกษตร
ปลูกข่าแดงแบบอินทรีย์ขาย ดูแลง่าย ใช้พื้นที่น้อย เก็บผลผลิตได้นาน 10 ปี สร้างรายได้เป็นล้าน!! “ข่าแดง” หรือ ข่าอ่อน เป็นพืชสมุนไพรที่กำลังได้รับความนิยมสูงในการนำมาเป็นส่วนประกอบหลายเมนูอาหาร อีกทั้งเป็นพืชที่ทนแล้ง ต้านทานโรคได้ดี ปลูกและดูแลง่าย สรรพคุณมากมายโดยเฉพาะด้านสุขภาพ จึงเป็นที่ต้องการของตลาดสูง การยึดอาชีพปลูกข่าแดงของชาวบ้านที่บ้านเกษตรสมบูรณ์ ตำบลห้วยขะยุง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ทำกันมายาวนานกว่า 30 ปี เพราะข่าแดงเป็นพืชที่ปลูกง่าย ดูแลง่าย ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่ปลูกมาก เป็นพืชที่ช่วยกันในครัวเรือน ลงทุนน้อย ปลูกแล้วเก็บผลผลิตได้นานเป็น 10 ปี ที่สำคัญมีรายได้ทุกวัน จึงเป็นพืชที่ชาวบ้านไม่ง้อรายได้จากการปลูกข้าว ฉะนั้น เกือบทั้งหมู่บ้านหันมาปลูกข่าแดงสร้างรายได้ อีกทั้งยังสร้างมูลค่าด้วยการปลูกข่าแบบอินทรีย์จนได้ใบรับรองมาตรฐาน จึงเป็นที่ต้องการของลูกค้าหลายพื้นที่ทั่วประเทศและจากที่เคยเป็นรายได้เสริมเมื่อก่อน จึงกลายเป็นรายได้หลักในวันนี้ กระทั่งทำให้ทุกครอบครัวในตำบลห้วยขะยุงที่ปลูกข่าแดงขายมีความเป็นอยู่อย่างสุขสบายไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน คุณนวนศรี พรมมากอง
แนะวิธีปลูกผักกินเองในพื้นที่จำกัด ด้วย 4 ขั้นตอนง่ายๆ สำหรับคนเมือง หลายคนที่รักสุขภาพ และกินผักเป็นประจำอยู่แล้ว โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่เขตเมืองทั้งใน กทม.และตามเมืองใหญ่ๆ ในต่างจังหวัด มีความสนใจอยากปลูกผักกินเอง เพราะมั่นใจในความปลอดภัย และลดรายจ่ายซื้อกับข้าว ได้กินผักสดตัดมาใหม่ๆ แต่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่ปลูก เนื่องจากสภาพที่อยู่อาศัยในเขตเมืองมีทั้งเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ ตึกแถว คอนโดฯ หรืออาคารชุด ไม่เอื้อต่อการทำสวนผักนัก เมื่อเร็วๆนี้ ทาง สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD ซึ่งเป็นองค์กรที่มีบทบาทพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ อำนวยความสะดวกให้ประชาชนทุกวัยทุกกลุ่ม สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ที่หลากหลาย เพื่อการเรียนรู้และพัฒนาทักษะใหม่ๆที่เป็นประโยชน์ เพื่อยกระดับทรัพยากรบุคคลให้มีคุณภาพและมีคุณภาพชีวิตดี ได้ตอบโจทย์ให้แล้วว่าพื้นที่น้อยไม่ใช่ปัญหาของการปลูกผัก จึงได้จัด “พื้นที่ให้บริการความรู้สาธารณะ” ที่ศูนย์สร้างสุขทุกวัย ภายในสวนลุมพินี ให้ความรู้เรื่อง “การทำสวนผักคนเมือง ” โดยเชิญ “ป้าป้อม- ศิริกุล ซื่อต่อชาติ” ซึ่งเป็น “กูรู”ด้านการปลูกผักคนเ
เปิดต้นแบบ “โรงเรือนเพาะเห็ดนางรม” คุมสภาพอากาศอัตโนมัติ ช่วยเกษตรกรลดต้นทุนระยะยาว ในอดีตเห็ดที่รับประทานกันทั่วไป จะเป็นเห็ดที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเฉพาะช่วงฤดูกาลเท่านั้น เมื่อมีผู้นิยมบริโภคกันมากขึ้น จึงทำให้เกิดการพัฒนาไปสู่การเพาะเห็ดในเชิงการค้า เห็ดที่เพาะในเชิงการค้ามีหลายชนิด เช่น เห็ดฟาง เห็ดนางรม เห็ดนางฟ้า เห็ดยานางิ เห็ดหูหนู และเห็ดหอม เป็นต้น เห็ดสกุลนางรม หรือเห็ดนางรม เป็นเห็ดที่นิยมของตลาด และมีการเพาะกันทั่วไปเกือบทั้งประเทศ เห็ดนางรมเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศที่มีอุณหภูมิระหว่าง 24-33 องศาเซลเซียส และความชื้นสัมพัทธ์ 70-80 เปอร์เซ็นต์ เห็ดแต่ละชนิดมีวิธีการเพาะที่แตกต่างกัน โดยทั่วไปผู้เพาะเห็ดจะนำถุงเชื้อที่ผลิตเองหรือซื้อมานำไปเปิดดอกในโรงเรือนที่ควบคุมสภาพแวดล้อมได้ ดังนั้น โรงเรือนเปิดดอกเห็ดจึงมีความสำคัญในการเพาะเห็ด โดยจะต้องควบคุมสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม เห็ดจึงจะออกดอกและให้ผลผลิตดี จากการสำรวจโรงเรือนเพาะเห็ดที่เกษตรกรปลูก พบว่า มีหลายขนาดด้วยกัน ขึ้นอยู่กับเหตุผลและแนวคิดของแต่ละคน ผู้สร้างโรงเรือนขนาดใหญ่ให้เหตุผลว่าดูแลสะดวก อุณหภูมิภายในโรงเร
“หม่อน หรือ มัลเบอร์รี่เมืองไทย” สวนผลไม้ทำรายได้ดีที่แพร่ ผลหม่อน นอกจากกินสดแล้ว ยังนำไปแปรรูปได้อีก สวนหม่อนที่ผมจะนำมาเสนอท่านผู้อ่าน นอกจากผลิตหม่อนขายผลสดแล้ว ยังนำมาแปรรูปเป็นน้ำหม่อนพร้อมดื่ม แยมผลหม่อน โยเกิร์ต เยลลี่ เค้ก ใช้น้ำหม่อนเป็นส่วนผสมของขนมปังโฮลวีต ของใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้งน้ำยาล้างจานจากหม่อน แชมพูสระผมจากหม่อน สบู่จากหม่อน ทั้งชนิดก้อนและเหลว เกษตรกรท่านนี้เป็นเกษตรกรผู้ประกอบกิจการผลิตผลสด แปรรูปเอง ทำการตลาดเพื่อขายเอง ต่อมาก็เปิดสวนหม่อนเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงการเกษตร (Mulberry farm) และให้บริการเป็นที่พักแบบฟาร์มสเตย์ (Farm stay) สำหรับนักท่องเที่ยวจากประเทศต่างๆ เจ้าของสวนหม่อนที่จะกล่าวในรายละเอียดต่อไปนี้คือ คุณจารุวรรณ เอกบัว ชื่อเล่นว่า คุณเล็ก อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 155 หมู่ที่ 6 ตำบลไทรย้อย อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ โทรศัพท์ (098) 446-6932 คุณเล็ก บอกเล่าถึงชีวิตก่อนหักเหมาเป็นเกษตรกรว่า เป็นคนจังหวัดขอนแก่น พ่อแม่มีอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม แต่ตนเองหันมาประกอบอาชีพรับจ้างเป็นมนุษย์เงินเดือน ทำงานกับห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ และได้ย้ายมาปฏิบัติหน้าที่ที่
เกษตรกรใจสู้วัย 48 ปี แถมมีลูกสาวที่น่ารักวัยเพียง 5 ขวบ อดีตจากที่เคยยึดอาชีพรับจ้างไร้ความมั่นคงในชีวิต จับมือภรรยากัดฟันสู้ลองทำเกษตรผสมผสานที่จังหวัดชัยนาท ปลูกข้าว เพาะเห็ด เลี้ยงปลา ปลูกผักสวนครัว เลี้ยงเป็ด เก็บผลผิตขาย ได้เงินแน่ๆ วันละ 500 บาท ยังไม่รวยแต่ภูมิใจ เก็บเงินไว้ส่งลูกเรียน เศรษฐกิจพอเพียงระดับเกษตรกร เป็นเศรษฐกิจเพื่อการเกษตรที่เน้นการพึ่งพาตนเอง เกษตรกรจะใช้ความรู้ ความสามารถ ในการบริหารจัดการที่ดินโดยเฉพาะแหล่งน้ำ และกิจกรรมการเกษตรได้อย่างเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพพื้นที่ และความต้องการของเกษตรกรเอง โดยพึ่งพาอาศัยทรัพยากรในไร่นาและทรัพยากรธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ ให้มีความหลากหลายของกิจกรรมการเกษตรในไร่นา มีกิจกรรมที่ไม่เป็นปัญหาหรืออุปสรรคแก่กัน กิจกรรมเสริมรายได้ ใช้แรงงานในครอบครัวทำงานอย่างเต็มที่ ลดต้นทุนการผลิต ตลอดจนการผสมผสานการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และประมง ในไร่นาให้เกิดประโยชน์สูงสุด คุณอุดม ดอกแดง คุณวัลย์นภัส เอี่ยมชื่น และ ด.ญ.อภิญญา ดอกแดง กับโรงเรือนผักสวนครัว พี่ปู กล่าวถึงการดำเนินงานการเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียงว่า หลังจากใช้ชีวิตด้วยการยึดอาชีพรับจ้างมาโด
ปัจจุบัน เกษตรกรส่วนใหญ่มีพื้นที่การเกษตรอยู่นอกเขตชลประทาน ไม่มีไฟฟ้าที่จะเอื้ออำนวยต่อการสูบน้ำในการเพาะปลูกพืช จึงมักทำการเกษตรได้เฉพาะฤดูฝน และบ่อยครั้งต้องประสบปัญหาพืชขาดน้ำ และบางรายเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งจึงปล่อยให้พื้นที่ว่างเปล่า เพราะไม่สามารถจัดหาน้ำมาใช้เพาะปลูกพืชได้ แต่มีเกษตรกรรายหนึ่งที่ใช้ภูมิปัญญาดัดแปลงเครื่องสูบน้ำแบบสะพายให้เป็นเครื่องสูบน้ำปลูกพืชผัก ทำรายได้ในช่วงฤดูแล้งได้เป็นอย่างดี อย่างเช่น คุณวิไล นาลา อยู่บ้านเลขที่ 356 หมู่ที่ 9 บ้านนาดี ตำบลกุดธาตุ อำเภอหนองนาคำ จังหวัดขอนแก่น คุณวิไล-คุณพรรณี นาลา สองสามีภรรยา ให้ข้อมูลว่า มีอาชีพทำนา ในฤดูฝนทำนาปี ส่วนฤดูแล้งหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้วก็ปลูกพืชผักอายุสั้นหลายชนิด เช่น ข้าวโพดข้าวเหนียว แตงร้าน แตงกวา แตงไทย แตงโม ถั่วฝักยาว เมื่อเก็บเกี่ยวเสร็จแล้วก็ย้ายไปปลูกแปลงใหม่ต่อไปเรื่อย เป็นการนำปุ๋ยไปใส่นาอีกทางหนึ่งด้วย สามารถทำรายได้ให้แก่ครอบครัว วันละ 200-300 บาท โดยสูบน้ำจากสระน้ำที่ขุดไว้ จำนวน 2 บ่อ แต่เนื่องจากที่นาของตนเองไม่มีระบบชลประทาน ไม่มีไฟฟ้า แต่จำเป็นต้องใช้น้ำ จึงคิดหาวิธีทุ่นแรงในการรดน้ำแทนการต
การปลูกพืชผักไว้บริโภคในครัวเรือน เป็นเรื่องที่ดี เพราะนอกจากจะได้อาหารสะอาด ปลอดภัย ลดค่าใช้จ่าย แถมได้ออกกำลังกายไปในตัวอีกด้วย เริ่มแรก ควรเลือกพืชผักที่ปลูกง่าย ได้ผลเร็ว เช่น ผักบุ้ง ผักชี กะเพรา โหระพา ผักกาด กวางตุ้ง เป็นตัวอย่าง ถ้าในช่วงฤดูหนาว อาจเป็นผักกาดขาว หรือผักสลัดก็ได้ เมล็ดพันธุ์ที่นำมาปลูกต้องใหม่ มีเปอร์เซ็นต์ความงอกสูง ภาชนะปลูกมีให้เลือกได้หลายแบบ ถ้าต้องการให้สวยงาม ทำรางยกระดับเป็นชั้นด้วยไม้เนื้อแข็ง หรือแคร่ไม้ไผ่กรุภายในด้วยผ้าพลาสติกสีดำ ทะลวงก้นให้ระบายน้ำได้ดี หรือปลูกในกระถาง หรือกะละมังเจาะก้น เลือกได้ตามความต้องการ ดินปลูกต้องร่วนซุย เก็บความชื้นได้พอเหมาะ และระบายน้ำได้ดี ตัวอย่าง ใช้ดินร่วน กาบมะพร้าวสับหรือแกลบดิบ และปุ๋ยคอกเก่า ในอัตรา 3 : 1 : 0.5 ทั้งนี้ สามารถปรับเปลี่ยนได้หากสามารถหาวัสดุอื่นๆ ได้ง่าย คลุกเคล้าให้เข้ากัน ใส่ลงในภาชนะปลูก ปรับผิวให้เรียบ หว่านเมล็ดบางๆ ให้ทั่ว กลบด้วยวัสดุปลูกชนิดเดียวกัน ให้กลบเมล็ดแล้วรดน้ำตาม พืชผักบางชนิดอาจจำเป็นต้องเพาะให้งอกก่อน โตพอประมาณแล้วจึงย้ายปลูก เช่น ผักกาดชนิดต่างๆ ในกรณีที่บริเวณบ้านมีหอยทาก หรื
เปลี่ยนเครื่องตัดหญ้าเป็นเครื่องสูบน้ำ ปลูกพืชผัก ผันเงินเข้ากระเป๋า ในฤดูแล้ง ปัจจุบัน เกษตรกรส่วนใหญ่มีพื้นที่การเกษตรอยู่นอกเขตชลประทาน ไม่มีไฟฟ้าที่จะเอื้ออำนวยต่อการสูบน้ำในการเพาะปลูกพืช จึงมักทำการเกษตรได้เฉพาะฤดูฝน และบ่อยครั้งต้องประสบปัญหาพืชขาดน้ำ และบางรายเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งจึงปล่อยให้พื้นที่ว่างเปล่า เพราะไม่สามารถจัดหาน้ำมาใช้เพาะปลูกพืชได้ แต่มีเกษตรกรรายหนึ่งที่ใช้ภูมิปัญญาดัดแปลงเครื่องสูบน้ำแบบสะพายให้เป็นเครื่องสูบน้ำปลูกพืชผัก ทำรายได้ในช่วงฤดูแล้งได้เป็นอย่างดี อย่างเช่น คุณวิไล นาลา อยู่บ้านเลขที่ 356 หมู่ที่ 9 บ้านนาดี ตำบลกุดธาตุ อำเภอหนองนาคำ จังหวัดขอนแก่น คุณวิไล-คุณพรรณี นาลา สองสามีภรรยา ให้ข้อมูลว่า มีอาชีพทำนา ในฤดูฝนทำนาปี ส่วนฤดูแล้งหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้วก็ปลูกพืชผักอายุสั้นหลายชนิด เช่น ข้าวโพดข้าวเหนียว แตงร้าน แตงกวา แตงไทย แตงโม ถั่วฝักยาว เมื่อเก็บเกี่ยวเสร็จแล้วก็ย้ายไปปลูกแปลงใหม่ต่อไปเรื่อย เป็นการนำปุ๋ยไปใส่นาอีกทางหนึ่งด้วย สามารถทำรายได้ให้แก่ครอบครัว วันละ 200-300 บาท โดยสูบน้ำจากสระน้ำที่ขุดไว้ จำนวน 2 บ่อ เปลี่ยนชุดตัดหญ้า เป็นหัวปั๊มสู
จากอดีตที่ผ่านมา ชาวปากพนังส่วนใหญ่ประกอบอาชีพดั้งเดิมของบรรพบุรุษ คือการทำนา แต่มีรายได้น้อย จึงเปลี่ยนมาทำนากุ้ง ที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า ทุกพื้นที่ของอำเภอปากพนัง มองไปทางไหนก็จะสว่างไสวไปด้วยแสงไฟจากบ่อกุ้ง แต่ไม่นานก็มีอันล่มสลายเพราะสภาพสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม ส่งผลให้นากุ้งนับแสนไร่กลายเป็นนากุ้งร้าง พื้นที่ หมู่ที่ ๓ บ้านบางพระ ตำบลปากแพรก อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เกษตรกรหันมาทำนากุ้งกันเป็นจำนวนมาก ต่อมาเจอปัญหาโรคกุ้งและสภาพธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไปไม่เอื้อต่อการเลี้ยงกุ้ง ทำให้เกษตรกรประสบภาวะขาดทุน ต้องหยุดเลี้ยงกุ้งในที่สุด ภายหลังจากการก่อสร้างประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ (ประตูน้ำปากพนัง) เสร็จสมบูรณ์ บ่อกุ้งที่เคยปล่อยทิ้งร้างจึงถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง ภายใต้โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่เข้ามาส่งเสริมการเพาะเลี้ยงปลาน้ำจืด กศน.อำเภอปากพนังช่วยพลิกฟื้นนากุ้งร้าง คุณสุรศักดิ์ อนันต์ ผู้อำนวยการ กศน.อำเภอปากพนัง ได้ให้ความสำคัญกับการพลิกฟื้นนากุ้งร้าง จึงมอบหมายให้นางโศภิษฐา มาศแสวง ครูกศน.ตำบลปากแพรก จัดทำเวทีประชาคมเพื่
“ลุงอุบล การะเวก” อดีตข้าราชการ ได้ตัดสินใจลาออกก่อนเกษียณเมื่ออายุ 56 ปี เพื่อทำสวนส้มโอ บนที่ดินมรดกเนื้อที่ 8 ไร่ ของคุณพ่อ ในพื้นที่ ต.บางเตย อ.สามพราน จ.นครปฐม ปัจจุบัน สวนแห่งนี้นับเป็นสวนส้มโออินทรีย์แห่งแรกและหนึ่งเดียวในพื้นที่ตำบลบางเตย ครอบครัวของลุงอุบลทำสวนส้มโอมาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อ เมื่อลาออกจากราชการมาดูแลรับผิดชอบสวนส้มโอแห่งนี้อย่างเต็มตัวเมื่อ 8 ปีก่อน ต้นส้มโอที่ปลูกมาตั้งแต่สมัยคุณพ่อนั้น มีหลายช่วงอายุ ทั้งต้นส้มโออายุ 20 ปี ไปจนถึงต้นส้มโออายุ 40-50 ปี ที่ยังให้ผลผลิตที่ดี มีรายได้เพียงพอสำหรับเลี้ยงดูครอบครัว ลุงอุบล การะเวก ต่อมาปี 2554 เกิดปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคกลาง ต้นส้มโอเจอน้ำท่วมขังนานประมาณ 45 วัน ทำให้ต้นส้มโอยืนต้นตายหมดทั้งสวน ลุงอุบลต้องมาลงทุนทำสวนส้มโอใหม่อีกรอบ โดยหาซื้อกิ่งพันธุ์ส้มโอขาวน้ำผึ้งและทองดี อย่างละ 150 ต้น จากแหล่งพันธุ์ที่มีคุณภาพดีและเชือถือได้ การปลูกดูแล ลุงอุบล วัย 64 ปี เล่าให้ฟังว่า ผมหาซื้อกิ่งส้มโอ จำนวน 300 ต้น มาปลูกในแปลงยกร่อง ในระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 7-8 ศอก รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกเล็กน้อย หลังปลูกก็ดูแลให้น้ำต้น
