SMEs เกษตร
ตามที่คุณเข้าใจนั้นถูกต้องแล้วครับ มะละกอในตัวมันเองมีทั้งต้นตัวผู้ ต้นตัวเมีย และต้นกะเทย ต้นตัวผู้มีช่อดอกยาว เก้งก้าง มีดอกย่อยเล็กๆ แต่ไม่สามารถพัฒนาเป็นผลต่อไปได้ ต้นตัวเมีย มีผลค่อนข้างกลมและเล็ก ไม่มีเมล็ด และต้นกะเทย มีดอกขนาดใหญ่ มีเกสรเพศผู้และเพศเมียอยู่ในดอกเดียวกัน ผลมะละกอที่วางจำหน่ายตามแผงขายผลไม้ หรือตามห้างสรรพสินค้า เป็นมะละกอกะเทย อย่างไรก็ตาม หากต้นมะละกอเริ่มให้ดอกแสดงเพศชัดเจน คุณสามารถเปลี่ยนเพศได้ โดยใช้มีดคมและสะอาด ตัดยอดต้นตัวเมีย หรือต้นตัวผู้ทิ้งไป เหลือใบไว้เพียง 2-3 ใบ ทาแผลด้วยปูนกินหมาก เร่งบำรุงต้นด้วยการใส่ปุ๋ยยูเรีย 1 กำมือ ต่อน้ำ 1 ถัง หรือ 1 ปี๊บ กวนให้ละลายราดลงบริเวณโคนต้นพอชื้นรอบต้น ระวังอย่าให้เละ ใส่อัตราเดียวกันอีกครั้ง เมื่อผ่านไป 1 สัปดาห์ อีกไม่นานยอดใหม่ของต้นมะละกอจะออกดอกเป็นดอกกะเทยในอัตราไม่ต่ำกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ เทคนิคดังกล่าวเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านมานาน และผมเคยทดลองแล้วได้ผลดี เทคนิคการคัดเลือกเมล็ดมะละกอให้ได้ต้นตัวผู้ด้วยการเลือกผลมะละกอที่สมบูรณ์ มีขนาดใหญ่ ระยะสุกแก่เต็มที่พร้อมรับประทาน ให้ตัดขวางผลมะละกอออกเป็น 3 ท่อน มีขนาดยา
จังหวัดบึงกาฬเกษตรกรส่วนใหญ่ มีการทำสวนยางพาราเป็นอาชีพหลักที่สามารถเลี้ยงครอบครัวได้เป็นอย่างดี แต่ในบางช่วงราคาผลผลิตจากยางพารามีราคาตกต่ำ การมีอาชีพเสริมสำรองไว้เพื่อทดแทนจากการทำสวนยางจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ โดยการเลี้ยงปศุสัตว์เป็นอาชีพเสริมหลังกรีดยางก็สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้ด้วยเช่นกัน จึงได้มีการส่งเสริมให้เลี้ยงสัตว์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นไก่งวงหรือโคเนื้อที่ตลาดยังมีความต้องการมากขึ้น คุณทองพูล สุรทัด อยู่บ้านเลขที่ 20 หมู่ที่ 4 ตำบลบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ เป็นเกษตรกรต้นแบบของพี่น้องเกษตรกรรายอื่นๆ ในจังหวัดบึงกาฬ ที่สามารถเลี้ยงโคเนื้อแบบประณีตคือเลี้ยงในจำนวนที่ไม่มาก ดูแลได้ทั่วถึง ทำให้โคที่เลี้ยงมีสุขภาพดีเป็นที่ต้องการของตลาด โดยมีพ่อค้ามาจับจองขอซื้อถึงบ้านกันเลยทีเดียว คุณทองพูล สุรทัด เห็นพื้นที่รอบบ้านว่าง จึงคิดทำปศุสัตว์ คุณทองพูล เล่าให้ฟังว่า เดิมมีอาชีพทำเกษตรกรรมอยู่แล้วคือ การปลูกข้าวโพดหวาน ต่อมาเห็นบริเวณรอบบ้านยังพอมีพื้นที่ว่างอยู่ จึงมองว่าน่าจะทำเกี่ยวกับเรื่องปศุสัตว์เพื่อเสริมสร้างรายได้ จึงตัดสินใจนำโคเนื้อมาเลี้ยงเพื่อใช้พื้นที่
ถั่วเหลืองไม่ใช่พืชบ้านเรา แต่เป็นพืชที่พบในประเทศจีนเมื่อเกือบ 5,000 ปีที่แล้ว บริเวณลุ่มแม่น้ำเหลืองและเชื่อว่าอารยธรรมจีนก่อเกิดที่นั่น ถั่วเหลืองได้แพร่กระจายไปสู่ประเทศญี่ปุ่นและเกาหลี ต่อมาได้เข้าสู่ยุโรปและอเมริกา ชาวปศุสัตว์อเมริกาได้อานิสงส์จากการนำถั่วเหลืองมาเป็นอาหารสัตว์อย่างเป็นล่ำเป็นสันด้วยชาวอเมริกันบริโภคเนื้อวัวเป็นหลัก ถั่วเหลืองเป็นอาหารโปรตีนชั้นยอดสำหรับวัว จึงมีพื้นที่การปลูกถั่วเหลืองและผลผลิตมากที่สุดในโลกที่อเมริกา และเป็นจุดเริ่มต้นของการดัดแปลงพันธุกรรมถั่วเหลือง โดยบริษัท โมซานโต้ ที่หลายประเทศรังเกียจกันหนักหนา ในประเทศไทยเริ่มปลูกถั่วเหลืองกันกว่า 200 ปีแล้ว สันนิษฐานว่าเมล็ดพันธุ์ได้มาจากชาวจีนที่อพยพเข้ามาสู่ประเทศไทยสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2503 หน่วยงานของรัฐได้มีการปรับปรุงพันธุ์ถั่วเหลืองให้เหมาะสมกับภูมิอากาศบ้านเรา เช่น พันธุ์สุโขทัย 1-3 พันธุ์นครสวรรค์ 1 พันธุ์เชียงใหม่ 60 พันธุ์ สจ.4 และ สจ.5 ปัจจุบันนี้ การผลิตถั่วเหลืองยังไม่เพียงพอต่อความต้องการทำให้มีการนำเข้าถั่วเหลืองจากต่างประเทศมาบริโภคในครัวเรือนและส่วนใหญ่นำเข้ากากถั่วเหลือง
แหล่งปลูกกะหล่ำปลีส่วนใหญ่อยู่ที่ภาคเหนือตามดอยต่างๆ ซึ่งปลูกกันมากในจังหวัดที่มีดอยสูง อากาศหวานเย็น เช่น น่าน แพร่ เชียงราย เชียงใหม่ ตาก เพชรบูรณ์ เป็นต้น บนพื้นที่ราบสามารถปลูกกะหล่ำปลีได้เช่นกัน แต่จะเจริญเติบโตได้ไม่เท่ากับที่ปลูกบนดอยสูงมีอากาศหนาวเย็น ซึ่งกะหล่ำปลีจะห่อหัวได้แน่นสวยและให้รสชาติที่ดีกว่า ชาวม้งบนดอยมีความคุ้นเคยและความชำนาญในการปลูกกะหล่ำปลีมายาวนาน จนเป็นส่วนหนึ่งของอาชีพเกษตรกรรมนอกเหนือไปจากการปลูกข้าวโพด สตรอเบอรี่และผักเมืองหนาวอื่นๆ การปลูกกะหล่ำปลีจึงเป็นพืชหลักของชาวม้งและรับประทานกะหล่ำปลีกันประจำ จนมีการล้อกันถึงการขู่ให้เด็กม้งที่งอแงชอบร้องไห้ว่า “ถ้าไม่หยุดร้องไห้ จะต้มกะหล่ำให้กิน” เด็กเงียบเป็นปลิดทิ้งนั้นเป็นเพียงการพูดต่อกันมาเล่นๆ จริงหรือไม่จริงไม่ยืนยัน แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความผูกพันระหว่างกะหล่ำปลีกับชาวม้งที่อยู่คู่กันมาเนิ่นนาน หากไปเที่ยวหมู่บ้านชาวม้ง ถ้าเห็นชาวม้งก็จะต้องเห็นสวนกะหล่ำปลีด้วยเสมอ ลำปาง ไม่ใช่แหล่งปลูกกะหล่ำปลี ถึงแม้จะมีชาวม้งอาศัยอยู่ในบางอำเภอบ้างก็ตาม ลำปางเป็นแหล่งปลูกสับปะรดที่สำคัญในภาคเหนือ กะหล่ำปลีจึงไม่ใช่พืชที่
“ผมทำธุรกิจเกี่ยวกับไหมอีรี่ ตั้งแต่การเลี้ยงไปจนถึงการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ผ้าไหม สบู่ล้างหน้า สบู่เหลว แชมพูสระผม ครีมนวดผม และโลชั่นทาผิว ชื่อแบรนด์ “S and N Farm” อีกทั้งยังเปิดร้านขายสินค้าเกษตรด้วย” คุณสุเมธ มาสขาว ผู้ประกอบการหนุ่มวัย 26 ปี แจกแจงกิจการของเขา ซึ่งเพิ่งเริ่มธุรกิจยังไม่ถึงปี โดยเลี้ยงไหมอยู่ที่บ้านหนองพะโลน ตำบลทุ้งแต้ อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร ใช้เงินลงทุนประมาณ 300,000 บาท นับเป็นคนหนุ่มที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และได้ใช้วิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาโดยตรงในการประกอบอาชีพ ซึ่ง คุณสุเมธ มาสขาว นั้น จบปริญญาตรี สาขากีฏวิทยา คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) และเพิ่งจบปริญญาโท สาขาและมหาวิทยาลัยเดียวกันในปีนี้เอง คุณสุเมธ มาสขาว (ขวา) และน้องชาย เจ้าตัวเล่าที่มาที่ไปของการมาทำธุรกิจไหมป่าอีรี่ว่า ตอนเรียนอยู่ปีที่ 3 ในระดับปริญญาตรี ได้ทำปัญหาพิเศษเกี่ยวกับไหมป่าอีรี่ ตอนแรกไม่รู้จักว่าไหมป่าอีรี่คืออะไร มีหน้าตาแบบไหน แล้วกินอะไร สามารถนำมาทำอะไรได้บ้าง แต่พอได้มาศึกษาอย่างจริงจังกับรู้ว่าไหมป่าอีรี่ตัวนี้มีประโยชน์หลายอย่างมาก ยกตัวอย่าง เส้นไหมนำ
อดีตพนักงานประจำ ตัดสินใจทิ้งเงินเดือนหลักแสน ผันตัวเป็นพ่อค้าคนกลางขายผัก – ผลไม้พร้อมทาน เสิร์ฟใส่กล่องสร้างแบรนด์ Oh! Veggies (โอ้! เวจจี้) สินค้าขายดี ผักสลัดพร้อมทาน มะม่วงน้ำปลาหวาน ฝรั่งน้ำตาลปี๊บ มะเขือเทศเชอร์รี่จิ้มพริกเกลือ ส่งขายห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น ธุรกิจขายสุขภาพ แม้จะปลูกผักไม่เป็น แต่รายได้ทะยานนับร้อยล้านบาท คุณวุฒิชัย เจริญศุภกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท พลังผัก จำกัด เจ้าของผัก – ผลไม้พร้อมทานแบรนด์ Oh! Veggies (โอ้! เวจจี้) เท้าความว่า ตัดสินใจลาออกจากงานประจำ ตำแหน่งฝ่ายการตลาด เงินเดือนหลักแสน ทั้งๆ ที่ครอบครัวไม่เห็นด้วย เพราะมีลูกเล็กที่ต้องดูแล อีกทั้งภรรยาไม่ได้ทำงาน แต่ด้วยความอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ทำให้ต้องกล้าเสี่ยง โดยนำต้นทุนความรู้ในงานประจำ และความเชื่อว่าสินค้าเพื่อสุขภาพมีอนาคตไกลแน่ เลยไม่รอช้าเร่งหาสินค้าป้อนตลาด ราวปี 2550 โจทย์ของหนุ่มออฟฟิศ คือ มองหาสินค้าสุขภาพเสิร์ฟคนเมือง ชายหนุ่ม บอกว่า ลองดูในซุปเปอร์มาร์เก็ต พบว่า “ผักสลัด” มีจำหน่าย แต่ “ผักสลัด” พร้อมทานยังไม่มีขาย อีกทั้งผักเกือบทั้งหมดปลูกแบบ“ไฮโดรโปนิ
หากพูดถึงพืชเศรษฐกิจสำคัญของเกษตรกรในจังหวัดบึงกาฬ คงจะหนีไม่พ้นการทำสวน “ยางพารา” และการทำ “นาข้าว” ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความคุ้นชินเนื่องจากเกษตรกรในพื้นที่ยึดการทำสวนยาง และนาข้าวเป็นอาชีพหลักมาเป็นเวลานาน นอกจากนี้ การขายยางพารายังสามารถสร้างรายได้จำนวนมากให้แก่เกษตรกรอีกด้วย แต่เนื่องจากปัญหาเรื่องของราคายางพาราที่ตกต่ำลง ทำให้เกษตรกรหลายรายเริ่มปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำเกษตรแบบเชิงเดี่ยว มาสู่การทำเกษตรแบบผสมผสาน เพื่อเป็นการสร้างรายได้เสริมให้แก่ตนเองและครอบครัว ทำให้นอกจากยางพาราและนาข้าวที่เป็นจุดเด่นของจังหวัดบึงกาฬแล้ว “การทำเกษตรแบบผสมผสาน” ก็ถือเป็นการเกษตรอีกรูปแบบหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คุณยุทธการ บุญประคม (คนที่ 3 จากซ้าย) และเกษตรกรในโครงการ คุณสมหมาย แก้วมณี เกษตรอำเภอศรีวิไล และ คุณยุทธการ บุญประคม ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวไรซ์เบอร์รีอู่คำ บึงกาฬ และประธานโครงการปลูกผักกางมุ้งอินทรีย์ โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อใต้ร่มพระบารมี เพื่อพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ร่วมให้ข้อมูลว่า โครงการ “แปลงผักกางมุ้งอินทรีย์”ที่ตำบลศรีวิไล อำเภอศรีวิไล จังหวัดบึงกาฬ ถือเป็นอีกโครงการหนึ่งท
ในปี 2560 จังหวัดบึงกาฬ มีพื้นที่ทำการเกษตร จำนวน 1.69 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 62.67 ของพื้นที่ทั้งหมด โดยยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ มีพื้นที่ปลูกยางพารา จำนวน 8.09 แสนไร่เศษ คิดเป็นร้อยละ 48 ของพื้นที่ สัดส่วนประเภทสาขาอุตสาหกรรมที่มีการลงทุน มีเงินลงทุนเกี่ยวกับอุตสาหกรรมยาง จำนวน 3.9 พันล้านบาท คิดเป็น 88.36 เปอร์เซ็นต์ นับว่าจังหวัดบึงกาฬเป็นแหล่งวัตถุดิบยางพาราที่ใหญ่แห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามจุดทางยุทธศาสตร์ (Positioning) ที่ว่า “ศูนย์กลางการแปรรูปสินค้าเกษตร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางพาราด้วยนวัตกรรม” คุณสมหมาย แก้วมณี เกษตรอำเภอศรีวิไล ให้ข้อมูลว่า เกษตรกรในอำเภอศรีวิไลส่วนใหญ่ปลูกยางพาราเป็นหลัก รองลงมาเป็นการทำนา และมีเกษตรกรบางรายแบ่งพื้นที่บางส่วนมาปลูกไม้ผลเพื่อสร้างรายได้ ซึ่งในขณะนี้ได้มีนโยบายส่งเสริมให้มีการแบ่งพื้นที่มาปลูกไม้ผล เช่น มังคุด เงาะ และทุเรียน เพราะเป็นพรรณไม้ที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีในอำเภอศรีวิไล “ตอนนี้มีเกษตรกรหลายรายเริ่มหันมาสนใจในเรื่องการปลูกไม้ผล และที่สำคัญทำจนประสบผลสำเร็จให้ผลผลิตขายได้ ไม่ว่าจะเป็นมังคุดหรือเงาะ โด
ในยุคปัจจุบันนี้ เป็นยุคแห่งดิจิตอล ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย กับสิ่งอำนวยความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้ให้เกิดการทำงานที่ง่าย สะดวก รวดเร็ว และมาพร้อมกับสังคมที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบที่มักพบได้ในสังคมเมืองโดยเฉพาะ สังคมคนกรุงเทพฯ หรือแม้ในต่างจังหวัดเองที่เป็นแหล่งชุมชนต่างๆ ก็มักจะพบเห็นคล้ายๆ กันคือ การจราจรที่ติดขัด ที่มักจะเร่งรีบกับการเดินทางเพื่อไปทำงาน ไปโรงเรียนเพื่อส่งลูกหลาน การจับจ่ายใช้สอย หรือการติดต่อธุระต่างๆ เป็นต้น อุปกรณ์ในการทำสวนขวด เช่น หิน ปากคีบหรือฟอร์เซป และตุ๊กตาประดับ การดำเนินชีวิตเช่นนี้ทุกวันของมนุษย์ยิ่งทำให้ต้องการความสะดวกและรวดเร็วเป็นสำคัญ จนทำให้สภาพร่างกายและจิตใจเหนื่อยล้ากับการปฏิบัติกิจกรรมเช่นนี้ตลอดสัปดาห์ ดังนั้น มนุษย์เงินเดือนทั้งหลายมักจะแสวงหาความสุขในสุดสัปดาห์ เช่น การออกไปพักผ่อนต่างจังหวัด การไปเที่ยวตามธรรมชาติต่างๆ หรือแม้แต่การนอนพักอยู่ในห้องเฉยๆ เท่านี้ก็จะสามารถช่วยลดความตึงเครียดที่มีให้ผ่อนคลายลงไปบ้างเพื่อชาร์ตแบตให้กับตนเองเพื่อให้พร้อมรับมือกับงานในวันถัดไปอย่างเต็มที่ แต่เนื่องด้วยวันหยุดที่เข้ามาถึงในทุกๆ สัปดาห์นั้น มน
ย้อนไปเมื่อปี พ.ศ. 2553 ผู้เขียนได้มีโอกาสไปดูงานการเกษตรที่เกาะไต้หวัน และได้กิ่งพันธุ์ชมพู่ยักษ์ไต้หวันมาเลี้ยงให้ต้นเจริญเติบโต และได้นำยอดมาเสียบบนต้นชมพู่พันธุ์ทับทิมจันท์ ที่ “สวนคุณลี” อยู่ที่ ตำบลคลองคะเชนทร์ อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โทร. (081) 886-7398, (056) 613-021 เวลาประมาณ 2 ปีต่อมา ยอดชมพู่พันธุ์ไต้หวันเจริญเติบโตดีเรื่อยมา และตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2555 เป็นต้นมา ทางผู้เขียนเห็นว่าต้นชมพู่ไต้หวันแตกทรงพุ่มใหญ่ เห็นว่าควรจะใช้เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อบังคับให้ต้นชมพู่ออกดอกติดผลนอกฤดู โดยใช้สารแพคโคลบิวทราโซล ในการบังคับให้ต้นชมพู่ออกนอกฤดูนั้น ผลปรากฏว่า ต้นชมพู่ได้ออกดอกมาเพียง 1-2 ช่อ เท่านั้น ผู้เขียนรู้สึกตื่นเต้นมาก ได้พยายามบำรุงรักษาเป็นอย่างดีเพื่อดูว่าผลชมพู่จะมีขนาดผลใหญ่จริงหรือไม่ ในขณะที่ต้นชมพู่เลี้ยงผลอยู่เพียง 1-2 ช่อนั้น (เนื่องจากต้นยังมีขนาดเล็ก) พอเข้าเดือนมีนาคม 2555 ผลปรากฏว่าต้นชมพู่ยักษ์ไต้หวันที่เสียบไว้ทยอยออกดอกและติดผลทั้งต้น หลังจากที่ห่อผลชมพู่ไต้หวันไปได้ประมาณ 25-30 วัน (โดยเริ่มห่อในระยะที่ผลชมพู่ถอดหมวก หรือผลใหญ่ขนาดนิ้วโป้ง) พบว่า ผลชมพู่
