SMEs เกษตร
“พวกเขากำลังจะไปกรุงเทพฯ กัน” ป้าร้านของชำบอกเราอย่างนั้นเมื่อเราไปถึงวังหีบในยามเย็น “เขาจะไปกันคืนนี้แหละลองเข้าไปดูเผื่อเขายังไม่ไป” แกพูดต่อพร้อมกับบอกเส้นทางบ้านที่เขานัดหมายพบกัน เราออกจากร้านของชำมุ่งตรงไปที่บ้านซึ่งเขารวมกลุ่มกันอยู่ การมาครั้งนี้ เป็นการมาตามสัญญาที่ให้ไว้ว่า เราจะมากินทุเรียนบ้าน เพราะใครสักคนบอกว่า ทุเรียนบ้านที่นี่อร่อยมาก เมื่อรับปากสัญญาแล้วก็ต้องมา และที่เก็บไว้ในใจก็คือมาให้กำลังใจ มาติดตามข่าวคราวด้วย อีกทั้งเรื่องปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ ดูแหล่งอาหารนี้ก็ไม่ใช่เรื่องของคนวังหีบเท่านั้น ผลกระทบมีไปทั่วทั้งจังหวัด และทั้งประเทศหากแหล่งอาหารถูกทำลายไปเรื่อยๆ ป่าต้นน้ำไม่มีน้ำ เป็นภูเขาไม่มีป่า…พูดแล้วก็คล้ายเป็นเรื่องน่าเบื่อ “นั่งก่อน นั่งก่อน กำลังเตรียมตัวไปกรุงเทพฯ” ผู้ชายคนหนึ่งพูดขึ้น “ไปกันทั้งหมดนี้เลยเหรอ” “ตัวแทนไป ตัวแทนเครือข่าย สมัชชา 9 เขื่อน 1 แม่น้ำนครศรีธรรมราช” ข้าวของที่จะเอาไปกรุงเทพฯ มากมาย มี สะตอ น้ำผึ้งป่า ลูกหยี ทุเรียนบ้าน ทุเรียนกวน “เอาไปทั้งหมดนี้เลยเหรอ” ฉันยกลูกหยีหิ้วทั้งพวง หวังอยากกินสักเม็ดแต่ไม่กล้า ป้าคนหนึ่งบอกว่า อีกว
วันนี้ เป็นเรื่องของการปลูกหญ้าจำหน่ายที่ ต.หนองสามวัง อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี ซึ่งที่นี่มีเกษตรกรที่ยึดอาชีพนี้สร้างรายได้มากกว่า 24 ปี แต่ก่อนจะไปพูดคุยกับเกษตรกร รู้หรือไม่ว่า หญ้าเป็นพืชล้มลุก สามารถเจริญเติบโตได้ทุกสภาพดิน โดยมีประมาณ 600 สกุล และกว่า 1,000 ชนิด แต่ในบ้านเรา ที่นิยมปลูกจำหน่ายกันอยู่ มีเพียง 5 สายพันธุ์ คือ หญ้านวลน้อย หญ้ามาเลเซีย หญ้าญี่ปุ่น หญ้าพาสพาลั่ม และหญ้าเบอร์มิวด้า หรือหญ้าแพรก…และหญ้าแต่ละสายพันธุ์มีวิธีปลูกและดูแลต่างกันอย่างไร วันนี้ คุณดารุด พูลเต่า หรือผู้ใหญ่ดารุด เจ้าของนาหญ้าที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี จะมาเผยเคล็ดลับแบบไม่มีกั๊ก ผู้ใหญ่ดารุด เล่าให้ฟังว่า อาชีพทำนาหญ้าเป็นอาชีพที่ทำสืบกันมาหลายปี และยิ่งในบ้านเราหรือประเทศที่กำลังพัฒนา จะมีการก่อสร้างเกิดขึ้น ดังนั้น ความต้องการพื้นที่สีเขียวจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน และที่สำคัญ เป็นพืชที่ปลูกไม่ยาก ขึ้นอยู่กับน้ำ การดูแล และการให้ปุ๋ย ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะต้องฝึกหัดและหาประสบการณ์ไปพร้อมกับการทดลองทำ สำหรับการทำนาหญ้าครั้งแรก ผู้ใหญ่บอกว่า จะต้องลงทุนสูงเพราะต้องจ้างรถมาเกรดปรับห
การต์รวี บัวบุญ หรือ น้องอ้น อายุ 31 ปี อยู่บ้านเลขที่ 37 หมู่ที่ 7 ตำบลหนองทุ่ม อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม เดิมมีอาชีพรับราชการเป็นพยาบาล โดยจบการศึกษาจากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีสระบุรี พยาบาลวิชาชีพ (4 ปี) จากนั้นรับราชการอยู่หลายแห่งเป็นเวลารวม 8 ปี (ศูนย์มะเร็งลพบุรี 2 ปี, โรงพยาบาลวาปีปทุม 3 ปี, โรงพยาบาลมหาสารคามอินเตอร์ 1 ปี, คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 2 ปี…จบปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม และกำลังศึกษาระดับปริญญาเอกสาขาเดียวกันและที่เดียวกัน เขาลาออกจากพยาบาลมาทำเกษตรอย่างจริงจัง การต์รวี มีพื้นที่ 22 ไร่ ทำนา 10 ไร่ สระน้ำ 4 ไร่ ที่เหลือเป็นที่ดอน โดยได้ทำการเกษตรหลายอย่าง ดังนี้ เลี้ยงเป็ดไข่ (พันธุ์กากีแคมป์เบล, ซีพีซุปเปอร์) 500 ตัว ให้ไข่แล้ว 200 ตัว ซื้อวัตถุดิบมาผสมอาหารเอง เช่น กากปาล์มน้ำมัน กากถั่วเหลือง รำ มีการเพาะพันธุ์เป็ดเองโดยใช้เครื่องฟักไข่ช่วย ไก่ไข่ 50 ตัว แต่เลี้ยงแบบไก่พื้นเมือง ให้อาหาร ได้แก่ รำ หญ้าเนเปียร์ น้ำหมักปลา ทำให้เปอร์เซ็นต์การไข่ดีถึง 95 เปอร์เซ็นต์ ได้รับความสนใจจากลูกค้าดีมากโดยเฉพาะผู้ห่วงใยสุขภาพ เช่น หมอ
พื้นที่ดอยภูทับเบิก เดิมเป็นพื้นที่ปลูกฝิ่นกันมาตั้งแต่สมัยรุ่นบรรพบุรุษ ทำกันมาหลายชั่วอายุคน ก่อนที่จะได้รับการพัฒนาให้เป็นพื้นที่บนดอยภูทับเบิกแห่งนี้ กลายเป็นพื้นที่เกษตรกรรม ปลูกผักเมืองหนาวแทน อย่างการปลูกกะหล่ำปลี เป็นต้น ซึ่งปลูกมากบนพื้นที่ดอยของภูทับเบิก ด้วยสภาพอากาศที่เหมาะสม โดยผู้ปลูกส่วนใหญ่เป็นชาวม้ง คุณอาเซ็ง แซ่ลี วัย 62 ปี ผู้อาวุโสชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง ในหมู่บ้านภูทับเบิก ม.14 เล่าว่า “ตั้งแต่จำความได้ ก็เห็นพ่อแม่ปลูกฝิ่นกันมาตั้งแต่ยังเล็ก แต่การปลูกฝิ่นไม่ได้ช่วยให้ครอบครัวอยู่ดีมีสุข หรือหายจากความยากจนที่มีอยู่ได้เลย เพราะพอฝิ่นขายไม่ได้ ชาวบ้านก็เอามาสูบ สูบเสร็จก็ไม่สามารถทำงานอะไรได้อีก เป็นวังวนซ้ำไปซ้ำมา ไม่จบสิ้น แต่พอพื้นที่ได้รับการปรับปรุงให้เป็นพื้นที่ทางการเกษตร ส่งเสริมให้ชาวม้งหันมาปลูกผักอย่างกะหล่ำปลีที่ชอบอากาศเย็นบนดอยนั้น ชาวบ้านที่นี่ก็ปลูก แต่สิ่งที่เป็นจุดเปลี่ยนของตนคือ การใช้สารเคมี ชาวม้งที่นี่ปลูกกะหล่ำปลีกันแต่ก็ต้องใช้สารเคมีฉีดพ่นอย่างมาก เป็นเหตุให้เกิดการเจ็บป่วย โดยคุณอาเซ็ง เล่าว่า “ญาติที่สนิทกัน ป่วยเป็นหลายโรคมาก ทั้งเป็นม
คุณประกิต โพธิ์ศรี อยู่บ้านเลขที่ 14 หมู่ที่ 7 ตำบลตาขัน อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง เป็นผู้ที่ชื่นชอบหม้อข้าวหม้อแกงลิงมาก จนสามารถทำเป็นอาชีพ ที่ส่งขายได้ทั้งในและต่างประเทศกันเลยทีเดียว คุณประกิต เล่าว่า เรียนจบทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ ก่อนหน้านี้ทำงานอยู่บริษัทเอกชน ต่อมาเมื่อมีโอกาสได้ซื้อบ้านหลังใหม่จึงเริ่มรู้สึกว่าอยากจะมีต้นไม้มาปลูกประดับตกแต่งให้ทั่วบริเวณรอบบ้าน เพื่อให้มีความสวยงามของสีเขียวชอุ่ม พร้อมทั้งไม้ดอกที่มีสีสันสะดุดตา ซึ่งระหว่างที่เดินหาซื้อพันธุ์ไม้ต่างๆ จากตลาดต้นไม้ สายตาก็ได้ไปมองเห็นต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงที่มีวางขาย ดูแล้วมีความแปลกตาจึงได้ซื้อมาเพื่อทดลองปลูก เมื่อมีความชำนาญในการเลี้ยงมากขึ้น คุณประกิต บอกว่า จึงได้ทดลองส่งหม้อข้าวหม้อแกงลิงที่ปลูกเข้าประกวดเพื่อสร้างความท้าทายมากขึ้น ผลปรากฏว่าก็ได้รับรางวัล จึงรู้สึกเกิดความสุขและอยากจะปลูกเลี้ยงไม้ชนิดนี้อย่างจริงจังตั้งแต่นั้นมา ในช่วงแรกๆ คุณประกิต เล่าว่า อยากทำเป็นเชิงอนุรักษ์เพราะช่วงนั้นกลัวไม้ที่เป็นสายพันธุ์ไทยจะสูญพันธุ์ เมื่อขยายพันธุ์มากขึ้นไม้ก็มีจำนวนที่เยอะ จึงได้นำมาทดลองขายในราคากระถางละ 20
พืชพื้นบ้านเป็นทั้งอาหารและยา เท้ายายม่อม แป้งจากพืชที่เหมาะกับมนุษย์ที่สุด ชื่อทั่วไป Common name : East Indian arrow roots ชื่อวิทยาศาสตร์ Scientific name : Tacca leontopetaloides (L.) Kuntze. Family : DIOSCOREACEAE เมื่อหลายสิบปีก่อน หากใครไปเที่ยวชลบุรี บางแสน แล้วแวะซื้อขนมของฝากแถบตลาดหนองมน จะพบว่ามีขนมไทยโบราณหลายเจ้า สารพัด เช่น ขนมชั้น ขนมกล้วย เปียกปูน ครองแครง ทับทิมกรอบ เต้าส่วน ช่อม่วง ขนมดอกลำเจียก ฯลฯ น่าจะคงยังพอจำรสชาติ ความหอม หนืด กำซาบเหงือกและฟัน หยุ่นๆ เหนียวนุ่มพอดีของขนมดังกล่าวที่มาจากแป้งชนิดหนึ่งได้ดี นั่นคือ แป้งเท้ายายม่อม ซึ่งจะมีความแตกต่างจากแป้งมันสำปะหลัง หรือแป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวเหนียว และแป้งข้าวโพดมาก แป้งทำขนมของคนหนองมน บ้านปึก อ่างศิลา เสม็ด เหมือง ในโซนนี้ยุคนั้นมาจากหัวเท้ายายม่อมแทบจะทั้งนั้น ปลูกกันแทบทุกบ้านที่พอมีที่ดินว่างเปล่า แม้กระทั่งหลังตลาดหนองมนก็มีหลายบ้านที่เคยปลูก ปัจจุบัน หาคนทำยาก หาคนปลูกก็ยาก เนื่องจากมีแป้งชนิดอื่นเข้ามาทดแทนแป้งเท้ายายม่อมซึ่งมีกรรมวิธีทำที่ซับซ้อน ยุ่งยากหลายขั้นตอนพอสมควรกว่าจะได้ออกมาเป็นผงแป้งพร้อมใช้
ด้วยสรรพคุณและคุณค่าที่มีมากมายในผักกูด จึงทำให้ ปัจจุบันมีเกษตรกรหันมาปลูกผักกูดเชิงการค้ามากขึ้น คุณชาญณรงค์ พวงสั้น อยู่บ้านเลขที่ 69 หมู่ที่ 7 ตำบลวังจันทร์ อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต สำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบุรี เล่าถึงงานปลูกผักกูดว่า เกิดนึกสนใจและมองเห็นอนาคตของผักกูดว่าน่าจะไปได้ดี ผักกูดเป็นผักที่หาได้จากธรรมชาติในสมัยก่อน แต่ในปัจจุบันเริ่มหารับประทานยากขึ้นทุกวัน ตนจึงมองเห็นโอกาสจากตรงนี้ ใช้เวลาว่างช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ทำงานสวนปลูกผักกูดอินทรีย์แซมสวนสัก โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 คือปลูกพืช 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ดังนั้น ในสวนของคุณชาญณรงค์จะเต็มไปด้วยการปลูกพืชที่เอื้ออำนวยกันไปเป็นลำดับ พื้นที่ 21 ไร่ ยึดหลัก ปลูก 3 ประโยชน์ 4 คุณชาญณรงค์ เล่าว่าพื้นที่เดิมตรงนี้เป็นป่าละเมาะเล็กๆ ตนเริ่มปลูกมะนาวเป็นอย่างแรก ได้มีการใช้สารเคมีมากมาย เมื่อเวลาผ่านไปสักพักได้เล็งเห็นว่าความปลอดภัยน้อยลง ทั้งในเรื่องของสุขภาพ และสภาพพื้นดิน จึงหยุดปลูกมะนาว หันมาปลูกจันทน์ผาอยู่ช่วงหนึ่ง ตอนนั้นจันทน์
ปลูกผักในเมืองกรุง พื้นที่จำกัด ก็ปลูกกิน-ขายได้ หลักคือ ต้องทำน้อยให้ได้มาก จากเส้นทางดนตรีสู่อาชีพเกษตรกรรมกลางกรุง คุณธรรมศักดิ์ ลือภูวพิทักษ์กุล หรือ คุณโอ๋ อดีตนักร้องหนุ่ม วง P2WARSHIP วัย 41 ปี ที่เปลี่ยนชีวิตและสนามฟุตบอลเป็นพื้นที่ทำการเกษตร ตามรอยเท้าในหลวง โดยใช้ชื่อว่า “ฮิพอินทรีย์ ฟาร์มวิลล์พอเพียง” บนเนื้อที่ 1 ไร่ ในซอยลาดพร้าว 71 นาคนิวาส 30 น้ำท่วมใหญ่ เปลี่ยนแนวคิด เปลี่ยนสนามบอล เป็นฟาร์ม คุณโอ๋ ย้อนเล่าให้ฟังว่า “ก่อนหน้าจะมาปลูกต้นไม้ ปลูกผัก เปลี่ยนพื้นที่ที่มีมาทำการเกษตรอย่างทุกวันนี้นั้น พื้นที่ 1 ไร่ตรงนี้เคยเปิดเป็นสนามฟุตบอลให้เช่ามาก่อน แต่พอช่วงปี 2554 ที่เกิดน้ำท่วมทั่วกรุงเทพฯ ช่วงนั้นทำให้คุณพ่อ คุณแม่และญาติๆ ต้องย้ายจากมีนบุรีมาอาศัยอยู่ที่นี่ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ชีวิตมีความสุขมาก เพราะคุณแม่ตื่นเช้าเก็บผักริมรั้วที่ปลูกไว้มาทำกับข้าว ทำอาหารทานกันเองซึ่งมันอร่อยและรู้ว่าสุขภาพดีมาก ตอนนั้นมีเงินก็ไม่สามารถซื้อได้นะ” พอเล่าถึงจุดเริ่มต้นที่หันมาทำเกษตร คุณโอ๋ บอกว่า พอหลังจากช่วงน้ำท่วมผ่านไป ก็คิดเริ่มที่จะลงมือทำเลย เพราะตอนน้ำท่วม เรามีผักที่ดีทาน ส
ปัจจุบันกระแสออร์แกนิก ไร้สารพิษ มาแรงมาก ด้วยผู้บริโภคหวั่นเกรงอันตรายจากสารเคมี อันนำไปสู่โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ และไก่ เป็นอาหารอีกชนิดหนึ่งที่อุดมไปด้วยฮอร์โมนและยาปฏิชีวนะ ดังนั้น ทางออกหนึ่งสำหรับผู้ที่มีพื้นที่ว่าง ข้างๆ บ้าน ก็คือเลี้ยงไก่ไว้บริโภคเอง ไม่ว่าจะเป็นไก่เนื้อหรือไก่ไข่ วันนี้ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” นำ แปลนสำหรับการสร้างโรงเรือนเลี้ยงไก่มาฝากกัน ซึ่งจุดประสงค์หลักก็คือ การเลี้ยงในปริมาณที่ไม่มาก แต่สามารถต่อยอดเพื่อเป็นอาชีพเสริมได้ โรงเรือนไก่พื้นเมืองต้นแบบ ที่ได้มาคราวนี้ มาจาก ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์กบินทร์บุรี สำนักพัฒนาพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์ ที่มีคำแนะนำการสร้างโรงเรือนดังนี้ เป็น โรงเรือนขนาด 6X6 ตารางเมตร สามารถเลี้ยงไก่ได้ 15-20 ตัว วัสดุก่อสร้างเป็นไม้ไผ่ และหลังคามุงด้วยจาก ต้นทุนก่อสร้างประมาณ 4500-5000 บาท นั่นหมายความว่า พื้นที่ที่จะสร้าง น่าจะเป็นในสวน ที่มีต้นไม้ใหญ่ให้ความร่มเย็น และสร้างอยู่บนพื้นดิน เนื่องจากจะมีพื้นที่ส่วนที่เป็นลานอิสระ ปล่อยให้ไก่ได้ออกมาหากิน ทั้งพืช ต้นหญ้า มด หรือปลวก เป็นต้น นอกจากนี้ โรงเรือนลักษณะนี้ย
คุณประกิต โพธิ์ศรี อยู่บ้านเลขที่ 14 หมู่ที่ 7 ตำบลตาขัน อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง เป็นผู้ที่ชื่นชอบหม้อข้าวหม้อแกงลิงมากจนสามารถทำเป็นอาชีพ ที่ส่งขายได้ทั้งในและต่างประเทศกันเลยทีเดียว ประกิต เล่าว่า เรียนจบทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ ก่อนหน้านี้ทำงานอยู่บริษัทเอกชน ต่อมาเมื่อมีโอกาสได้ซื้อบ้านหลังใหม่จึงเริ่มรู้สึกว่าอยากจะมีต้นไม้มาปลูกประดับตกแต่งให้ทั่วบริเวณรอบบ้าน เพื่อให้มีความสวยงามของสีเขียวชอุ่ม พร้อมทั้งไม้ดอกที่มีสีสันสะดุดตา ซึ่งระหว่างที่เดินหาซื้อพันธุ์ไม้ต่างๆ จากตลาดต้นไม้ สายตาก็ได้ไปมองเห็นต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงที่มีวางขาย ดูแล้วมีความแปลกตาจึงได้ซื้อมาเพื่อทดลองปลูก เมื่อมีความชำนาญในการเลี้ยงมากขึ้น คุณประกิต บอกว่า จึงได้ทดลองส่งหม้อข้าวหม้อแกงลิงที่ปลูกเข้าประกวดเพื่อสร้างความท้าทายมากขึ้น ผลปรากฏว่าก็ได้รับรางวัล จึงรู้สึกเกิดความสุขและอยากจะปลูกเลี้ยงไม้ชนิดนี้อย่างจริงจังตั้งแต่นั้นมา ในช่วงแรกๆ คุณประกิต เล่าว่า อยากทำเป็นเชิงอนุรักษ์เพราะช่วงนั้นกลัวไม้ที่เป็นสายพันธุ์ไทยจะสูญพันธุ์ เมื่อขยายพันธุ์มากขึ้นไม้ก็มีจำนวนที่เยอะ จึงได้นำมาทดลองขายในราคากระถางละ 20 บาท
