Inspiration
5 กิจกรรมคลายเหงา สำหรับคน “วัยเก๋า” ที่ทำเป็นอาชีพเสริมได้ เคยสังเกตไหมว่าผู้สูงอายุในบ้านชอบพูดว่า “เบื่อจัง” “เหงามากเลย” “อยู่บ้านไม่มีอะไรให้ทำเลย” “อยู่ลำพังตามประสาคนแก่” ออกมาบ่อยๆ นี่อาจเป็นสัญญาณบ่งบอก ถึงความผิดปกติของสภาวะร่างกายและจิตใจที่จะนำไปสู่ทั้งความรู้สึกโดดเดี่ยว ภาวะซึมเศร้า ความเครียด ฯลฯ เพราะในปัจจุบัน โลกกำลังขับเคลื่อนไปสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ อีกทั้งกลุ่มคนในวัยนี้ ยังคงเป็นช่วงอายุที่ยังคงมีไฟ มีกิจกรรมหรือสิ่งที่อยากทำไม่แพ้วัยรุ่นและวัยทำงาน และการอยู่เฉยๆ หรือนอนพักผ่อนอยู่บ้าน ไม่ใช่สิ่งที่ตอบโจทย์ความต้องการชีวิตวัยเกษียณได้เหมือนเดิม เพื่อเป็นการส่งเสริมสุขภาพกาย สุขภาพจิต และพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวรุ่นใหญ่ให้มีความสุขมากกว่าที่เคย “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ขออาสา พาเหล่าวัยเก๋าไปเปิดโลก 5 กิจกรรมที่ทำแล้วช่วยผ่อนคลายความเหงา และทำให้แต่ละวันยังมีคุณค่า ไม่แพ้กับช่วงที่อยู่ในวัยทำงาน นอกจากจะสนุก ได้เพื่อน และได้ความรู้แล้ว บางกิจกรรมยังช่วยสร้างรายได้และประกอบเป็นอาชีพเสริมได้อีกด้วย เริ่มต้นที่กิจกรรมแรก กับ เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์และห้องสมุด เพร
สาวโรงงาน สอบเป็น ผู้พิพากษา ได้ตั้งแต่อายุ 27 อาชีพทรงเกียรติ ที่ได้มาเพราะความพยายาม “ผู้พิพากษา” ผู้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ศาล ทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมการดำเนินคดีในชั้นศาล ให้เป็นไปอย่างเรียบร้อย ผู้พิพากษามีอำนาจในการตัดสินคดีความ โดยจะพิจารณาจากหลักฐานที่ปรากฏในรูปคดีเท่านั้น และยังทำหน้าที่เป็นผู้รับคำฟ้องร้องจากอัยการหรือทนายฝ่ายโจทก์ในการฟ้องร้อง รวมถึงเป็นผู้กำหนดวงเงินในการประกันตัว สำหรับจำเลยหรือผู้ต้องหาด้วย “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” มีตัวอย่างของผู้ที่เดินบนเส้นทางอาชีพทรงเกียรติที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ มาให้ลูกเพจได้อ่านเป็นความรู้กัน โดยเพจ ปรึกษาทนายความ ได้แชร์บทความเกี่ยวกับเส้นทางการเป็นผู้พิพากษา ที่กว่าจะก้าวสู้อาชีพอันเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ ต้องใช้ความเพียรพยายามและอุทิศตนเพียงใด โดยเรื่องราวนี้ เป็นเรื่องของผู้พิพากษาหญิงท่านหนึ่ง คือคุณลัดดาวรรณ หลวงอาจ ศิษย์เก่าคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่เคยไปออกอากาศรายการเจาะใจ ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2556 โดยเธอเล่าถึงเส้นทางชีวิตในการเป็นผู้พิพากษาไว้ว่า เธอเป็นเกิดและ
ไม่ใช่แค่สร้างความสุขจากงานบันเทิงที่คร่ำหวอดในวงการมากว่า 25 ปี และงานจิตอาสาที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจช่วยเหลือสังคมภายใต้กลุ่ม “ใจถึงใจ คนไทยไม่ทิ้งกัน” เท่านั้น เพราะอีกบทบาทหนึ่ง ใหญ่-ฝันดี จรรยาธนากร ยังเป็นผู้เสิร์ฟความสุขผ่านความอร่อยจากร้านแบงค็อก โรตีแอนด์ชาชัก (Bangkok Roti & Chachuk) ซึ่งเขาควักกระเป๋าลงทุนเป็นเงินร่วม 7 หลัก “ด้วยความที่ผมชอบดื่มชาและกินโรตีอยู่แล้ว และในประเทศไทยหลายๆ ที่ก็มีโรตีอยู่ ฉะนั้น มองว่าส่วนหนึ่งคนชอบกินโรตีอยู่แล้ว และถ้าหากมีสถานที่ใกล้ๆ เขาจะซื้อไหม ชอบไหม เลยรู้สึกว่าอยากจะทำธุรกิจประมาณนี้ เพราะก่อนหน้านี้ก็มีคนถามเยอะว่าทำไมไม่ทำธุรกิจอื่นๆ ผมมองว่าถ้าไม่ใช่ตัวตนเรา ไม่ใช่เราก็อย่าฝ่าฝืน” อดีตนักร้องวัย 42 เล่าถึงร้านที่ตั้งอยู่ในนวมินทร์ซิตี้อเวนิว ย่านเกษตร-นวมินทร์ แต่เดิมตรงนี้เป็นร้านโรตีที่ญาติไปซื้อแฟรนไชส์มาแล้วใหญ่ได้มาเซ้งต่อ โดยก่อนหน้านั้นเขาได้ไปนั่งเก็บข้อมูลว่าจะทำอย่างไรให้ร้านไปได้ดี ขณะเดียวกัน ก็พยายามเรียนรู้วิธีการทำโรตี ตั้งแต่ผสมแป้ง นวดแป้ง การควบคุมอุณหภูมิเตา การทอดออกมาให้เหลืองสวย ฯลฯ ซึ่งก็ไม่ยากเกินความส
“ลุงป่วน” มือหนึ่งเครื่องเงินโบราณภาคอีสาน อวดฝีมือวาดลวดลายบนเข็มขัดกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผลิตเครื่องเงินขายดี สวนกระเเสเศรษฐกิจ ผู้เขียนไปเที่ยวจังหวัดสุรินทร์ นอกจากได้ไปตักบาตรบนหลังช้าง ยังได้ไปดูและชมการทำเครื่องเงินโบราณ ซึ่งสถานที่ผลิตเครื่องเงินโบราณ ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 68 บ้านโชค ตำบลเขวาสินรินทร์ อำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ เจ้าของมีชื่อว่า “ป่วน” แต่ทุกคนจะเรียกแกว่า ลุงป่วน เหตุที่เครื่องเงินของลุงป่วนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก มาจากการที่ลุงป่วนได้ทำเข็มขัดเงินทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ปกติเข็มขัดเงินเส้นหนึ่งจะมีเพียงลายเดียว ส่วนใหญ่ก็จะเป็นลายที่มีชื่อว่า ดอกรังหอก แต่ที่ลุงป่วนทำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายมีลายถึง 13 ลาย นับเป็นเข็มขัดที่นอกจากสวยงามแล้วยังมีเพียงเส้นเดียวในโลกด้วย หลังจากลุงป่วนได้ทูลเกล้าฯ ถวายเข็มขัด สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานเข็มขัดคืน เพื่อไว้ให้คนที่มาชมเครื่องเงินจากฝีมือของลุงป่วนได้เห็นด้วยตาตัวเองช
กลายเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ในย่านเขาใหญ่ ที่ใครไปใครมาเป็นต้องแวะ สำหรับ “ตาฮัก ตาแพง” คอมมูนิตี้มอลล์ริมถนนธนะรัชต์ กิโลเมตรที่ 16 อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสี มา เพราะนอกจากมีร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านขายของแฮนด์เมด ให้เลือกชิม เลือกช็อป ยังมีมุมสวยๆ ให้ถ่ายรูปเช็กอินเพียบ โดยเฉพาะทุ่งดอกไม้ที่ปลูกสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปในแต่ละฤดู ซึ่งเจ้าของไอเดียเก๋ๆ นี้ไม่ใช่ใคร แต่เป็น ดีเจดาด้า-วรินดา ดำรงผล กับเพื่อนๆ หุ้นส่วนอีก 5 คนที่ช่วยกันริเริ่มโครงการนี้ “ตาฮัก ตาแพง” เป็นโครงการที่ดาด้าทำกับเพื่อนที่เรียนปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจด้วยกัน รวมเป็น 6 หุ้น โดยเพื่อนคนหนึ่งเขามีที่อยู่ตรงนี้ 22 ไร่ ซึ่งเราอยากจะทำร้านอาหารปิ้งย่าง เพราะตรงเขาใหญ่ถ้าร้านอาหารปิ้งย่างจะมีแต่หมูกระทะ 199 บาท ไม่มีเนื้อที่พรีเมี่ยมขึ้นมาหน่อย แล้วก็ราคาปานกลางแบบไปครั้งหนึ่งจ่าย 400-500 บาท ตรงนี้ไม่มี เรามองว่าพื้นที่มันเยอะมาก 22 ไร่ ถ้าทำปิ้งย่างอย่างเดียวพื้นที่มันเหลือ เลยทำเป็นแลนด์มาร์กเลยดีกว่า” ดีเจสาวอารมณ์ดี เล่าถึงธุรกิจใหม่ที่ชื่อจำง่ายๆ เป็นภาษาอีสาน ความหมายแปลว่า น่ารักน่าชัง ก่อนจะว่า “โครงก
“ต๋อง ชวนชื่น” ดาราตลกรักครอบครัว สร้างธุรกิจโฮมสเตย์ “ต๋อง ชวนชื่น โฮมสเตย์” บนพื้นที่ 2 ไร่ ปลูกไม้ผลหลากหลาย อาทิ มะยงชิด ส้มโอ กระท้อน ขนุน มะนาว ฯลฯ พร้อมกับเลี้ยงปลาดุก ทำฟาร์มไก่ไข่ ขายไข่ให้โหน่ง ชะชะช่า โฮมสเตย์นี้ไม่หรู เน้นขายบรรยากาศ ลูกค้ามาพักได้ใกล้ชิดธรรมชาติ ใกล้แหล่งท่องเที่ยว เสิร์ฟอาหารอร่อยพร้อมๆ กับไว้ให้เช่าถ่ายละครด้วย สังคมเมืองที่ผู้คนต้องดิ้นรนและเร่งรีบอยู่ตลอดเวลา ทำให้การใช้ชีวิตเรียบง่าย เนิบๆ ช้าๆ ท่ามกลางธรรมชาติกลายเป็นกระแสนิยมในช่วงหลัง ธุรกิจโฮมสเตย์มากมายจึงเกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์ที่ว่า เช่นเดียวกับ “ต๋อง ชวนชื่น โฮมสเตย์” ธุรกิจของตลกดังซึ่งเหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่โหยหาธรรมชาติ “เราถ่ายละครอยู่ในวงการบันเทิงมานาน อยากจะหาทำเลทำโลเกชั่นเล็กๆ ไว้ให้เช่าถ่ายละคร ตอนแรกหาอยู่แถวลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี แต่ด้วยราคาที่ดินค่อนข้างสูงเลยขยับไปเรื่อยๆ แล้วเปลี่ยนความคิดว่าทำเป็นบ้านสวนดีกว่า ก็ไล่ดูในเว็บไซต์จนเจอที่ปัจจุบันเป็นบ้านสวนเงียบสงบ พื้นที่ 2 ไร่ มีผลไม้ มะยงชิด ส้มโอ กระท้อน ขนุน ฯลฯ” ต๋อง ชวนชื่น หรือ วิชัย พร
หลายปีก่อน อาหารของไทยที่โด่งดังไปทั่วโลกก็คือ ต้มยำกุ้ง คนต่างชาติที่มาเมืองไทยจะต้องพากันลิ้มรส ต้มยำกุ้ง ให้ได้ ทั้งๆ ที่เมืองนอกก็มีขาย นอกจากนี้ ที่คนต่างชาตินิยมกินอาหารไทยก็มีผัดไทย ผัดกะเพราไก่ไข่ดาว ทว่าในปัจจุบันอาหารที่ขึ้นนำแซงโค้งอาหารชนิดอื่นก็คือ แกงมัสมั่น แกงมัสมั่นมีดีหลายอย่าง นอกจากถูกลิ้นคนที่ไม่ชอบเผ็ดแล้ว ยังกินกับข้าวสวยหรือขนมปังก็ได้ การกินแกงมัสมั่นให้อร่อยมีเคล็ดลับอยู่ว่า ต้องกินกับข้าวสวยร้อนๆ มัสมั่นก็ต้องร้อน น้ำแกงจะได้ไม่จับเป็นก้อน มัสมั่นโดยทั่วไปจะมีทั้งมัสมั่นไก่ เนื้อวัว และหมู นิยมหั่นเนื้อทุกชนิดเป็นชิ้นใหญ่ๆ ที่มาของแกงมัสมั่นจริงๆ มาจากฝรั่งเศสและมาเลเซีย แต่คนไทยมาคิดดัดแปลงจนกระทั่งกลายเป็นมัสมั่นแบบไทยๆ ที่ทั่วโลกกินแล้วติดใจ ไม่น่าเชื่อว่า สำหรับเมืองไทย แกงมัสมั่นไปดังที่จังหวัดน่าน ปัจจุบันเป็นที่รู้กันว่า ถ้าใครไปเที่ยวเมืองน่าน ก็จะถือโอกาสไปกินแกงมัสมั่นที่ ร้านปุ้ม 3 ตั้งอยู่กลางเมือง เยื้องธนาคารกรุงศรีอยุธยา เมื่อหลายปีก่อน ถ้าใครจะซื้อแกงมัสมั่นจากร้านนี้กลับบ้าน ทางร้านก็จะบรรจุใส่หีบห่อแบบร้านอาหารทั่วไป ทว่าปัจจุบัน ผู้ซ
บูม กิตตน์ก้อง พระเอกหนุ่มหน้าคม ยิ้มละมุน ดาวรุ่งช่อง 7 กวาดรางวัลคนดีมาหลายเวที เปิดร้านเบเกอรี่ราคาประหยัด 24 บาททุกชิ้น เสิร์ฟความอร่อย 30 ไส้ เมนูขายดี คัสตาร์ดชาไทย เนยสดลาวา มะพร้าวอ่อน ลูกเกดฝอยทอง ไส้เครมบรูเล่ ประเดิมเปิดร้านแรกกลางตลาดมีนบุรี เมื่อ 26 มกราคม 2561 ผ่านมา 1 ปี ตอนนี้ “Boom’s bakes (บูมส์เบกส์)” ร้านเบเกอรี่ของ บูม-กิตตน์ก้อง ขำกฤษ พระเอกช่อง 7 ได้ขยายไปแล้วถึง 5 สาขา แถมไม่ใช่แค่ในเมืองไทย แต่ยังบุกตลาดไกลไปถึงประเทศจีน “น่าจะเพราะผลบุญที่ผมกับหุ้นส่วนตั้งใจทำกัน” พระเอกวัย 29 ปีบอกยิ้มๆ ก่อนขยายความ “ที่ทำธุรกิจแบบนี้ ผมได้เห็นคนมีรอยยิ้มทุกวัน เห็นคนกลับมาซื้อเพราะอร่อย ราคาถูก แต่เขาไม่รู้หรอกว่านั่นคือสิ่งที่พวกผมตั้งใจ เพราะผมอยากเป็นผู้ให้” สำหรับจุดเริ่มต้นของบูมส์เบกส์นั้น มาจากเจ้าของร้านเบเกอรี่ “Sasaki (ซาซากิ)” ในตลาดมีนบุรี ซึ่งเป็นคุณอาที่คุ้นเคยกับบูมมาตั้งแต่เด็กๆ เห็นว่าลูกชายกำลังจะเรียนจบจึงอยากให้มีธุรกิจเกี่ยวกับขนมปังขยายออกมาจากร้านเดิม และอยากได้ดารานักแสดงมาเป็นหุ้นส่วน “คุณอาเรียกบูมเข้าไปคุย ทีแรกก็งงๆ ว่าเราจะมาทำขนมปังเหรอ แต่ว่าต
ตอนนี้เมืองไทยเข้าสู่หน้าฝนแล้ว ถึงหน้าฝนทีไร คนส่วนใหญ่มักไม่อยากไปเที่ยวไหน เพราะขี้เกียจหลบฝนนั่นเอง เเต่จากประสบการณ์การท่องเที่ยวของผู้เขียน ถึงจะเป็นหน้าฝนผมก็เที่ยวได้ เพราะฝนไม่ได้ตกตลอดเวลา จะมีเวลาหยุดตก ให้คนได้ท่องเที่ยวโดยไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะเปียกฝน ประการสำคัญ เวลาฝนหยุดตก อากาศจะแจ่มใส สดชื่น หายใจได้สบายใจอีกต่างหาก ถ้าผู้อ่านอยากไปเที่ยวช่วงหน้าฝน ผมแนะนำให้ไปเที่ยวที่อำเภอปัว จังหวัดน่าน น่าจะได้ความสุขจากธรรมชาติอย่างเต็มอิ่ม ที่ผู้เขียนกล้ายืนยัน เพราะผมเคยไปเที่ยวมาแล้ว ปกติ ถ้าไปเที่ยวน่านหน้าหนาว สิ่งที่จะได้พบมากที่สุดก็คือคน ถูกแล้ว ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะนักท่องเที่ยวชอบไปเที่ยวน่านตอนหน้าหนาวนั่นเอง แทบไม่มีใครเชื่อว่า หน้าฝนก็เที่ยวได้สนุกและมีความสุขไม่แพ้หน้าหนาว วิธีไปเที่ยวน่านให้ได้รสชาติเต็มรูปแบบก็คือให้เที่ยวในตัวเมืองก่อน แต่เวลาพักให้ไปพักในบริเวณที่เรียกว่าป่า เขา เพราะจะพบกับบรรยากาศดีเหลือเกิน ที่พักที่ผมอยากแนะนำคือ โฮมสเตย์สกาดดี ตั้งอยู่ที่ดอยสกาด ตำบลสกาด อำเภอปัว จังหวัดน่าน ใช้เวลาเดินทางจากสนามบินน่านไปประมาณชั่วโมงครึ่งเท่านั้น ที่พักตั้
แค่ชื่อร้านก็น่าสนใจแล้ว ทำไมต้องเป็น “ข้าวแกงยายปวด” อาหารใต้หรอยจังหู้ เมนูเด็ดแกงเหลืองปลากะพงกับยอดมะพร้าว ผัดเผ็ดปลาดุกทะเล แกงป่ากระดูกอ่อนลูกกล้วย ผมเป็นคนเมืองคอน (นครศรีธรรมราช) เคยพูดคุยกับใครต่อใครว่า “แกงใต้ที่อร่อยสุด ต้องข้าวแกงเมืองคอน” ไม่ว่าจะเป็นแกงเหลือง แกงไตปลา หรือคั่วกลิ้ง อร่อยทั้งนั้น ถ้าพูดสำนวนใต้ก็ได้ว่า หรอยจังหู้ อะไรประมาณนั้น คงเป็นเพราะอาหารปักษ์ใต้ของเมืองคอนอร่อยจึงทำให้คนขายอาหารใต้ทั่วประเทศชอบขึ้นป้ายว่า “ข้าวแกงเมืองคอน” ทว่าเมื่อไม่นานมานี้ผมไปเที่ยวที่ชุมพร มีคนพาไปกินอาหารใต้ที่นั่น ถึงผมไม่อยากกินก็ต้องกินเพราะคนชวนให้ไปกินเขาเป็นเจ้ามือ ที่ผมไม่อยากกินอาหารใต้ที่ชุมพรก็เพราะเชื่อว่ายังไงๆ ก็คงไม่อร่อย แต่พอได้ไปกินขึ้นมาจริงๆ ผิดคาด เพราะอร่อยอย่างคาดไม่ถึง ร้านอาหารใต้เจ้านี้ แม้แต่ชื่อก็น่าสนใจแล้ว มีชื่อว่า ข้าวแกงยายปวด ผมมารู้ตอนหลังว่าสมัยเด็กแกเจ็บป่วยบ่อย พ่อแแม่จึงตั้งชื่อเล่นให้ว่าปวด (ที่จริงน่าตั้งชื่อว่าป่วยจะตรงกว่า) วันนั้นเจ้าภาพสั่งแกงเหลืองปลาช่อนกับหยวกกล้วยป่า (หรือที่คนใต้เรียกว่ากล้วยเถื่อน) ปลาอินทรีทอด กุ้ง
