SMEs
คอร์สละหนึ่งล้าน เจ้าตำรับตบนม หันเปิดสอนวิชาตรามนุษย์ ศาสตร์ตั้งชื่อ-สกุล ช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ภาพรวมทางเศรษฐกิจตลอดจนการดำเนินชีวิตของคนทั่วโลก ทุกคนต้องปรับตัวเพื่อไปต่อ ในช่วงเวลาอันยากลำบากนี้ การปรับตัวเพื่อประกอบสัมมาชีพ ก็มีวิวัฒนาการตามสถานการณ์ เช่นเดียวกัน คุณกุ้ง-เขมมิกา ณ สงขลา ผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกกับอาชีพน่าทึ่ง คือ ตบนม ตบหน้า ตบปรับสรีระ ซึ่งเธอได้ประกอบอาชีพและเปิดสอนในแต่ละวิชา โดยรับลูกศิษย์จำนวนจำกัด จนได้รับการกล่าวขานว่า เป็นอาชีพที่ค่าเรียนแพงที่สุดในโลก ประกอบกับสไตล์การแต่งตัวที่ไม่เหมือนใคร จนเป็นเหตุให้สื่อมวลชนจากทั่วโลก เดินทางมาสัมภาษณ์เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของเธออย่างไม่ขาดสาย นอกเหนือจากวิชาชีพที่สร้างชื่อให้ คุณกุ้ง ตามที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ในช่วงวิกฤตโควิด-19 แพร่ระบาด เกิดการล็อกดาวน์ในหลายพื้นที่ อาชีพหลักของเธอเองได้รับผลกระทบไปด้วย แต่ชื่อของเธอกลับได้รับการกล่าวขานถึงอีกครั้ง ด้วยอาชีพถ่ายทอดวิชา ตรามนุษย์ ซึ่งเธอบอกว่า เป็นศาสตร์แรกและศาสตร์เดียวของโลก ที่เธอพัฒนาขึ้นมา จากหลักคิดที่ยายให
โควิดลากยาว! ร้านอาหาร ยอมตัดใจ ประกาศเซ้งสาขาที่รักมาก จากต้นปีถึงปัจจุบัน โควิดยังคงอยู่กับเราทุกคน ผลกระทบลากยาวต่อเนื่อง ธุรกิจต่างๆ จึงยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ 100% เช่น สุพรรณิการ์กรุ๊ป หัวเรือใหญ่ของร้านอาหาร 3 แบรนด์ ก็ได้รับผลกระทบครั้งนี้ด้วยเช่นกัน จนในที่สุดต้องตัดสินใจประกาศเซ้งสาขาที่เพิ่งเปิดได้เพียง 3-4 เดือนเท่านั้น คุณธัชชัย นาคพันธุ์ CEO, Supanniga Group เล่าว่า เครือสุพรรณิการ์กรุ๊ป ก่อตั้งมายาวนานเกือบ 10 ปี เกิดจากการร่วมทุนระหว่างกลุ่มเพื่อนพี่น้องที่อยากทำร้านอาหาร โดยดำเนินกิจการในกลุ่มร้านอาหาร 3 แบรนด์ คือ ห้องทานอาหารสุพรรณิการ์ (อาหารตราด), ส้มตำเด้อ (อาหารอีสาน) และสุดคั่ว by สุพรรณิการ์ (อาหารจานเดียวดีลิเวอรี่) “ส้มตำเด้อ” คือร้านอาหารแบรนด์แรก ของสุพรรณิการ์กรุ๊ป เสิร์ฟเมนูอีสานรสแซ่บนัว สูตรความอร่อยจากสกลนคร สาขาแรกตั้งอยู่ที่ศาลาแดง หลังจากนั้นหนึ่งปี หุ้นส่วนได้นำร้านไปเปิดที่นิวยอร์กจนได้มิชลิน 1 ดาว ในปี 2016 และอยู่ในมิชลินไกด์จนถึงปัจจุบัน ด้วยความนิยมของร้าน ได้ขยายสาขาสองที่นิวยอร์ก รวมทั้งขยายสาขาในญี่ปุ่น เวียดนาม และไต้หวัน ไม่นานได้เปิดตัวแ
เปลี่ยนรถเป็นห้องกินข้าว ออกนอกบ้านแบบไม่เสี่ยง แถมช่วยอุดหนุนร้านให้อยู่รอด เชื่อว่าทุกคนคงเบื่อกับ โควิด-19 ที่ขยันระบาดชนิดไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตไปจากเดิม ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม หลายๆ คนงัดสารพัดวิธีขึ้นมารับมือ ซึ่งมีหลายไอเดียที่แหวกแนว และนำไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ได้ เหมือนอย่างไอเดียของสามี-ภรรยาในนครชิคาโกของสหรัฐอเมริกา ที่ลุกขึ้นมาดัดแปลงรถให้กลายเป็นห้องกินอาหารแบบเคลื่อนที่ เพื่อรักษาบรรยากาศของการกินข้าวนอกบ้านเอาไว้ แม้จะต้องเผชิญกับมาตรการป้องกันไวรัสที่เข้มงวด ฟ็อกซ์ บิสซิเนส ระบุว่า ไอเดียนี้ได้รับความสนใจจากผู้คนบนโลกโซเชียลอย่างล้นหลาม ซึ่งสามี-ภรรยาคู่นี้ไม่ได้หวงห้าม หากจะมีใครเลียนแบบ และช่วยสนับสนุนกิจการของบรรดาร้านอาหารที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากไวรัส สามี-ภรรยา “ไวต์ส” เกิดความคิดนี้ขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม หลังจากพวกเขาขับรถไปรอบๆ เมือง ท่ามกลางความรู้สึกเศร้าใจที่รัฐอิลลินอยส์ประกาศปิดเมือง ทำให้พวกเขาไม่สามารถทำกิจกรรมสนุกๆ ได้อีก และรู้สึกเห็นใจพนักงานร้านอาหารที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบได้ นอกจากนี้ “โด ไวต์ส” สามี ก็เพิ่
กลุ่มไหนได้รับสิทธิ โครงการเราชนะ ผ่านเว็บไซต์ 29 ม.ค.นี้ รับเงิน 7,000 บาท ตามที่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบโครงการ ‘เราชนะ’ เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิดระลอกใหม่ โดยแจกเงินเยียวยา 3,500 บาท เป็นเวลา 2 เดือน รวม 7,000 บาท ตามที่กระทรวงการคลังเสนอนั้น สามารถลงทะเบียนได้ที่ www.เราชนะ.com เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม โดยกลุ่มเป้าหมายของโครงการ ‘เราชนะ’ เป็นประชาชนที่ได้รับผลกระทบ 31.1 ล้านคนนั้น เปิดลงทะเบียน โครงการเราชนะ ผ่านเว็บไซต์ 29 ม.ค.นี้ รับเงิน 7,000 บาท โดยโครงการเราชนะจะจ่ายเงินเยียวยา 3,500 บาท เป็นเวลา 2 เดือน รวม 7,000 บาทต่อคน รวมผู้ได้รับสิทธิ 31.1 ล้านคน กรอบวงเงิน 2.1 แสนล้านบาท เป็นจำนวนเงินที่สูงพอสมควรในการลดค่าครองชีพ ถ้านับเป็นวันเฉลี่ยวันละ 160 กว่าบาท ซึ่งเป็นครึ่งหนึ่งของค่าแรงขั้นต่ำ วงเงินที่ใช้ในโครงการเราชนะ 2.1 แสนล้านบาท จะใช้เป็นงบของส่วนของเงินกู้และงบเยียวยาที่โยกมาผสมกัน ซึ่งมีความเพียงพอ จากที่มีตอนนี้กว่า 5 แสนล้านบาท ทำให้มีเงินเหลือเกือบ 3 แสนล้านบาท โครงการเราชนะ มีรายละเอียดดังนี้ วงเงิน 3,500 บาท ต่อคน ต่อเดือน จำนวน 2
เกษตรกรคนขยัน เช่าที่ปลูกผัก เก็บผลผลิตขายในเซเว่นฯ ได้จับเงินทุกวัน แม้จะไม่มีที่ทางเป็นของตนเอง แต่ คุณทะนงศักดิ์ แซโค้ง เกษตรกรคนขยัน อายุ 66 ปี ก็สามารถสร้างรายได้ให้กับตนเองได้ทุกวัน ด้วยการเช่าพื้นที่ปลูกผัก 30 ไร่ ตำบลเชียงรากใหญ่ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ส่งผักปลอดสารขายในเซเว่นฯ มาปีกว่า เจ้าตัว เล่าว่า ตั้งแต่ค้าขายกับซีพี ออลล์ มีรายได้ที่แน่นอน ไม่ต้องกังวลเรื่องถูกเอาเปรียบ มีรายได้ทุกวัน เฉลี่ยวันละ 1,200 บาท สบายใจ มั่นใจไม่ตกงาน “เมื่อก่อนส่งผักขายตลาด มีออร์เดอร์ไม่แน่นอน ซ้ำยังถูกกดราคา ตั้งแต่ส่งผักให้เซเว่นฯ สบายใจขึ้นเยอะ ไม่โดนเอาเปรียบ ได้กำไรแน่นอนอย่างน้อยกิโลกรัมละ 5 บาท ยิ่งช่วงโควิด-19 เพื่อนเกษตรกรด้วยกันตกงาน แต่เรารายได้เพิ่ม จากวันละ 1,200 เป็น 2,400 บาท เรียกว่าเหนื่อยกายแต่ไม่เหนื่อยใจ เพราะได้จับเงินทุกวัน” จากที่ได้ร่วมงานกับบริษัท ซีพี ออลล์ เกษตรกรคนขยัน เผยความในใจว่า ตลอดระยะเวลาที่เป็นคู่ค้ากันมา ได้รับการช่วยเหลือจากเซเว่นฯ ทุกอย่าง ไม่คิดว่าองค์กรใหญ่จะให้ความสำคัญกับเกษตรกรที่เรียนจบไม่สูง ช่วยสร้างงานที่มั่นคง มีออร์เดอร์ที่แน่นอน ปัจจุบ
ยืนหยัด 4 ทศวรรษ! แดง อาหารทะเล งัดกลยุทธ์สู้โควิด ผุดดีลิเวอรี่เสิร์ฟคนเมือง จ.สมุทรสงคราม นอกจากจะเป็นแหล่งวัตถุดิบชั้นเลิศแล้ว ยังเป็นสถานที่ตั้งร้านอาหารรสเลิศอีกด้วย ไม่ว่าคนดัง นักการเมือง หรือนักธุรกิจ หากอยากชิมอาหารทะเลราคาไม่แพง ส่งตรงวัตถุดิบจากเรือประมงพื้นบ้านแล้วล่ะก็ ต้องแวะมาที่ “ร้านแดง อาหารทะเล” (ร้านต้นตำรับดั้งเดิมกว่า 40 ปี) ร้านชื่อดังขวัญใจนักชิม ภายใต้การบุกเบิกของ “เจ๊แดง” “เจ๊แดง มีพรสวรรค์ในการทำอาหาร ปากกัดตีนถีบมาตั้งแต่เด็ก เมื่ออายุ 12 ปี ได้เริ่มขายอาหารตามสั่ง และเมนูอื่นๆ กระทั่งเกิดแนวคิด นำวัตถุดิบอาหารทะเล ใน จ.สมุทรสงคราม มาปรุงขาย แรกๆ ทำกันในบ้าน ยังไม่มีชื่อร้าน แต่ลูกค้าชอบเรียกกันว่าเจ๊แดง ด้วยเสน่ห์ปลายจวัก ทำให้ดึงดูดลูกค้า บอกต่อกันปากต่อปาก จนรถจอดยาวเป็นหางว่าว เลยต้องขยับขยายร้านมาที่ตั้งในปัจจุบัน” คุณแสตมป์-กมเลศน์ กอสกุล วัย 30 ปี ทายาทรุ่นสอง ร้านแดง อาหารทะเล (ร้านต้นตำรับดั้งเดิมกว่า 40 ปี) เล่าถึงที่มา ทายาทรุ่นสอง เล่าต่อว่า เจ๊แดงในวัย 70 ปี ยังเป็นหัวเรือใหญ่ของร้าน และยึดมั่นในการทำธุรกิจเสมอมา “ไม่เติบโตคนเดียว แต่
เยาวราช ยังพอไหว ไม่ถึงกับนั่งตบยุง นักชิมน้อยใหญ่ แห่ต่อคิวร้านดัง ตามที่มีข่าว เวลานี้บรรยากาศการค้าการขายที่ย่านเยาวราช เงียบเหงามาก สืบเนื่องมาจากสถานการณ์โควิด-19 นั้น ล่าสุด วันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ลงพื้นที่สำรวจ ย่านการค้าสำคัญดังกล่าว ปรากฏตั้งแต่ช่วงเวลาราวห้าโมงเย็น เริ่มมีนักท่องเที่ยว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นหนุ่มสาวชาวไทย ที่มาเป็นคู่บ้าง มากันเป็นกลุ่มบ้าง เดินทางทยอยกันมา มองหาของอร่อยๆ รับประทาน บางส่วนพากันมาถ่ายภาพตัวเองกับบรรยากาศไชน่าทาวน์เมืองไทย พูดคุยกับบริกรสาวร้านซีฟู้ดริมทาง รายหนึ่ง เธอเล่าว่า ช่วงก่อนปีใหม่ การค้าขายกำลังจะไปได้ดี แต่พอมีข่าวโควิดระลอกสอง จนถึงวันนี้ ลูกค้าเงียบหายหนักกว่ารอบแรก ก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน ได้แต่อดทนรอวันที่จะดีขึ้นมาอีกครั้ง เดินสำรวจไปเรื่อยๆ จนใกล้ค่ำยิ่งเริ่มคึกคัก ผู้คนทยอยมากันหนาตา โดยเฉพาะ ร้านดังๆ ที่มีมิชลินไกด์การันตี อย่าง กวยจั๊บหน้าโรงหนัง หรือ ปาท่องโก๋สังขยา เห็นคนยืนต่อคิวกันยาวเหยียด และอีกหลายๆ ร้านที่ไม่ต้องมีรางวัลจากต่างชาติมารับรอง ก็ขายได้ ขายดี ไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นหมึกย่างเ
เจ้าของแฟรนไชส์ เกี๊ยวซ่า ต่อยอดกิจการ ทำแบรนด์ตัวเอง-เน้นขายส่ง แถมผุดคอร์สสอนด้วย หากใครยังจำกันได้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ เคยนำเสนอเรื่องราวของ คุณน้อย-วิชุดา อ่อนศิลา วัย 38 ปี อดีตนักข่าวสาว ที่ผันตัวมาเป็นแม่ค้าขาย เกี๊ยวซ่าหลายหน้า ซึ่งได้ผลตอบรับดี สามารถสร้างรายได้ให้เธอได้ถึงวันละ 6 พันบาท (อ่านเรื่องราวก่อนหน้า คลิก) วันนี้มีโอกาสได้อัพเดตกิจการของคุณน้อยอีกครั้ง ซึ่งเธอเผยว่า ตอนนี้ต่อยอดกิจการมาทำเป็นแบรนด์ของตัวเองแล้ว ภายใต้ชื่อ อิ่มจัง เกี๊ยวซ่า “เราอยากต่อยอดเพิ่ม อยากให้มันมีหน้าอื่นๆ เพิ่มเข้ามาให้มันหลากหลายขึ้น แล้วมันเหมือนเราก็ตกผลึกได้ เลยเปลี่ยนมาทำเป็นกิจการของตัวเองเสียเลย เน้นขายแบบรับหิ้ว ขายส่งอะไรแบบนี้ ตอนนี้ก็ทำมาได้ปีกว่าๆ แล้วก็เปิดสอนทำเกี๊ยวซ่าหลายหน้าด้วย” คุณน้อย เล่า เธอให้ข้อมูลต่อว่า เปิดสอนมาได้หลายรุ่นแล้ว คอร์สหนึ่ง ราคา 6,500 บาท สอนตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ สูตรการทำไส้-หน้าเกี๊ยว โดยใช้เวลาเรียนประมาณ 3-4 ชม. ก็เสร็จ “เปลี่ยนมาทำของตัวเอง ผลตอบรับก็ดีค่ะ มีหลากหลายหน้าเกี๊ยวให้ลูกค้าเลือกทานมากขึ้น เมื่อก่อนเคยเปิดหน้าร้าน ไ
เปิดใจเจ้าของ Khao ร้านอาหารไทย ทำอย่างไรถึงได้มิชลิน สตาร์? มิชลิน สตาร์ เป็นรางวัลอันทรงเกียรติของวงการอาหารระดับโลก เป็นตราที่แสดงถึงมาตรฐานร้านอาหารคุณภาพยอดเยี่ยมที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ทางร้านตั้งใจพัฒนาเมนูอาหาร เพิ่มรสชาติใหม่ๆ ความน่าสนใจ และการบริการให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อส่งมอบประสบการณ์อันยอดเยี่ยมให้ลูกค้ารู้สึกประทับใจ และพึงพอใจสูงสุดเสมอมา เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ได้พูดคุยกับ คุณตุ่น-ประดินันท์ อัครชิโนเรศ เจ้าของร้าน Khao ร้านอาหารไทยไฟน์ไดนิ่ง ที่สามารถรักษามาตรฐานความอร่อย คว้ามิชลิน 1 ดาว มาได้ถึง 2 ปีซ้อน แน่นอนว่าสิ่งที่หลายๆคน รวมถึงแอดมินเองอยากรู้ว่า เจ้าของร้านสาวคนนี้ เธอมีวิธีการหรือทำอย่างไรให้ ร้าน Khao ได้ดาว มิชลินติดกัน 2 ปีซ้อนแบบนี้ คุณตุ่น เผยว่า สาเหตุจริงๆ นั้น คงไม่มีใครรู้ว่าทำอย่างไรถึงจะได้ดาวมา แต่สิ่งที่เธอทำกับร้าน คือ การชิม ซึ่งเธอให้เหตุผลว่า วัตถุดิบที่ได้มาในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็น มะขามเปียก หรือ กะทิ นั้น ได้มาไม่เหมือนกัน บางวันมะขามเปียกแต่ละกำเปรี้ยวไม่เท่ากัน กะทิมาวันหนึ่งข้นอีกวันหนึ่งใส การชิม จึง
สู้ไปด้วยกัน! รีสอร์ตดังชวนพนักงาน เก็บผักสดขึ้นรถสองแถวไม้ วิ่งขายกว่า 120 กิโล จากผลกระทบของโควิด-19 รอบแรก ธุรกิจต่างๆ ยังไม่ทันได้ฟื้นตัว กลับต้องมาเจอวิกฤตระลอกใหม่ ที่ดูหนักหน่วงไม่แพ้กัน และสิ่งที่ผู้ประกอบการทำได้ตอนนี้คือการช่วยเหลือตัวเอง หาช่องทางทำเงินใหม่ๆ เพื่อหล่อเลี้ยงกิจการให้อยู่รอด อย่างรีสอร์ตดังในจังหวัดระนอง “บ้านไร่ ไออรุณ” ที่ผ่านมา ต่อสู้ด้วยการขายน้ำพริกออนไลน์ มีรายได้เข้ามาหลักล้านบาท มาโควิดระลอกใหม่ ยังขอสู้สุดใจ เก็บผลผลิตทางการเกษตรขึ้นรถสองแถวไม้ สัญลักษณ์ประจำจังหวัดระนอง วิ่งขายไป-กลับระยะทางกว่า 120 กิโลเมตร “บ้านไร่ ไออรุณ” เปิดให้บริการเมื่อ 5 ปีก่อน จากน้ำพักน้ำแรงของอดีตสถาปนิกหนุ่ม คุณเบส-วิโรจน์ ฉิมมี วัย 34 ปี เขาตัดสินใจลาออกจากงานประจำ เดินทางกลับบ้านเกิด อ.กะเปอร์ จ.ระนอง เพื่อดูแลพ่อแม่ พร้อมกำเงินเดือนก้อนสุดท้ายมาต่อยอดความฝันสร้างรีสอร์ตดังกล่าว “อ.กะเปอร์ จ.ระนอง ไม่ใช่เส้นทางท่องเที่ยวเหมือน สมุย ภูเก็ต หรือเชียงใหม่ แต่เป็นชุมชนที่ไม่ค่อยมีคนผ่าน ไปขอกู้แบงก์ก็ไม่ผ่าน เพราะโลเกชั่นไม่สามารถทำรีสอร์ต หรือร้านอาหารได้ เลยต้องเริ่มต้นจ
