SMEs
เดือนที่แล้วมีโอกาสได้ไปเห็นสวนผักในบ้านของคนสวิสฯ และฝรั่งเศสมา เลยพบคำตอบว่าทำไมชาวยุโรปถึงได้ผูกพันกับฤดูร้อนและการทำสวนกันนักหนา หน้าร้อนอันแสนสั้นเพียงสามสี่เดือนนั้น ดูเหมือนจะเป็นความสำราญเล็กๆ ที่ทุกคนโหยหา แทบทุกบ้านรอคอยเดือนแดดแจ่ม เพื่อจะได้พรวนดินทำสวนรอบใหม่ หลังจากปล่อยให้หิมะและความหนาวเย็นกลบฝังทุกชีวิตในสวนให้หลับใหล ขอให้มีที่รับแดดเถิด ฉันไม่เห็นบ้านไหนเลยที่ยอมปล่อยให้ระเบียงโล่งว่างเปล่า ถ้าไม่มีกระถางเจอราเนียม พิทูเนีย และไม้ดอกไม้ใบแสนสวยอื่นๆ ตรงนั้นก็จะเป็นสวรรค์ของพืชผักสวนครัว บรรดาเครื่องเทศสมุนไพรสารพัดที่จำเป็นต้องใช้ในการปรุงอาหาร ฉะนั้น ข่าวที่ว่า เทรนด์มาแรงในสหรัฐอเมริกายามนี้คือการปลูกผักสวนครัวนั้น คนฝั่งยุโรปเขามิได้ตื่นเต้นกระดี๊กระด๊าไปด้วยเลย เพราะพวกเขาปลูกผักสวนครัวเป็นวัฒนธรรมประจำชีวิตมาตั้งแต่ยุคกลางโน่น ข่าวเล่าว่า ผักที่ชาวอเมริกันนิยมปลูกกันฮิตสุดขีดก็คือ มะเขือเทศ แตงกวา และถั่ว มีตัวเลขที่น่าสนใจว่าขณะนี้ครัวเรือนชาวอเมริกันปลูกพืชผักสวนครัวกันถึง 37 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนประชากรทั้งหมด และมีสถิติการปลูกเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึงปีละ 20 เปอร์เซ
แดงแหนมเนือง คือ ชื่อร้านอาหารเวียดนามเจ้าเก่าแก่ ชื่อเสียงโด่งดัง จนหลายคนยกให้เป็น “ห้องรับแขก” ของจังหวัดหนองคาย สมัยเริ่มต้น รุ่นคุณพ่อ-คุณแม่ผู้ก่อตั้ง ซึ่งเป็นชาวเวียดนามอพยพหนีสงครามอินโดจีนเข้ามา ได้คิดดัดแปลง “แหนมเนือง” อาหารเวียดนามโบราณ ให้มีรสชาติถูกปากชาวบ้านคนไทย ก่อนจัดใส่สาแหรกเดินหาบขาย ราวปี พ.ศ. 2511 กิจการของสองสามีภรรยา ขยับขยายเป็นอาคารพาณิชย์ 1 คูหา ต่อมาปี 2529 คุณแดง–วิภาดา จิตนันทกุล บุตรคนรองจากพี่น้องทั้งหมด 8 คน และในฐานะลูกสาวคนโต ได้เข้ามารับบทหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ เนื่องจากผู้เป็นแม่ล้มป่วยด้วยโรคหัวใจไม่สามารถทำงานหนักได้ คุณแดง-วิภาดา จิตนันทกุล ผู้ก่อตั้ง “แดงแหนมเนือง” ปี 2533 มีการวางระบบการตลาดและสร้างภาพลักษณ์ให้ดีขึ้น ซึ่งถือเป็นการเปิดตัวกิจการ ในนาม “แดงแหนมเนือง” ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ปัจจุบัน กิจการแห่งนี้ มี “แหนมเนือง” และอาหารแปรรูปหลายชนิด ส่งไปขายทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังเปิดพื้นที่รับบริการลูกค้านั่งรับประทานที่ร้าน ได้ราว 500-600 คน และว่ากันว่าโดยเฉลี่ยแล้ว ร้านนี้ที่นั่ง “เต็มทุกโต๊ะ เต็มทุกวัน” ขนาดนั้น…เลยทีเดียว แต่แล้วเม
“ซอโสตถิกุล” คือ ชื่อตระกูลคหบดีของเมืองไทย มีกิจการในความดูแลหลากหลาย นับตั้งแต่ ศูนย์สรรพสินค้า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ หรือแม้แต่เครื่องปรุงในครัวเรือน ส่วนสินค้าเก่าแก่ที่สุด อายุอานามเกือบ 70 ปี ที่ว่ากันว่าเป็นจุดเริ่มต้นของ “ความมั่งคั่ง”นั้น ใครจะเชื่อว่าเป็นของที่เริ่มทำในแบบ “ซื้อมา-ขายไป” มีกำไรต่อหน่วยไม่กี่บาท แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่แทบทุกคนต้องมีไว้ใช้ นั่นก็คือ รองเท้าผ้าใบ ยี่ห้อ “นันยาง” นั่นเอง คุณจักรพล จันทวิมล ผู้บริหารรุ่นที่สาม ของตระกูล ”ซอโสตถิกุล” วัย 33 ปี เจ้าของเก้าอี้ตำแหน่ง ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและขาย บริษัท นันยางมาร์เก็ตติ้ง จำกัด เปิดห้องทำงานส่วนตัวบนออฟฟิศย่านสี่พระยา ใช้เป็นสถานที่พูดคุยกันท่ามกลางบรรยากาศเป็นกันเอง “ธุรกิจของเรา เริ่มต้นจาก คุณวิชัย ซอโสตถิกุล ซึ่งเป็นคุณตาของผม เดินทางมาจากเมืองจีน แบบเสื่อผืนหมอนใบ ตั้งแต่เมื่อเกือบร้อยปีที่แล้ว ท่านก่อร้างสร้างตัว ทำงานทุกอย่าง เริ่มจากซื้อมาขายไปสินค้าสารพัด และหนึ่งในนั้น คือ รองเท้าผ้าใบนันยาง”คุณจักรพล ย้อนจุดตั้งต้นของธุรกิจตกทอด ก่อนเล่าต่อ ช่วงแรก รองเท้าผ้าใบนันยาง นั้น เป็นสินค้านำเข้าม
เฮติ ประเทศเล็กๆ ในหมู่เกาะกลางทะเลแคริบเบียน จัดเป็นประเทศในกลุ่มอเมริกาเหนือ ไม่ไกลจากไมอามีของอเมริกาเท่าไหร่ เมื่อจัดเป็นประเทศในกลุ่มอเมริกาเหนือซึ่งประกอบด้วยอเมริกาและแคนาดาเป็นอาทิ เฮติก็ควรจะร่ำรวยเช่นเดียวกับเพื่อนบ้าน ใช่หรือไม่ แต่ไม่ ไม่เลย เฮติไม่ร่ำรวย แต่กลับยากจน ยากจนอย่างที่สุด จนมีคนบอกว่าเฮติน่าจะยากจนที่สุดในโลก ยิ่งเมื่อถูกซ้ำเติมด้วยแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อ 8 ปีก่อน เฮติยิ่งบาดเจ็บสาหัส ผู้คนลำบากยากแค้นถึงขั้นอดอยาก คนเฮติจำนวนนับล้านบ่ายหน้าไปตายเอาดาบหน้า ส่วนหนึ่งทะลักเข้าไปในสาธารณรัฐโดมินิกัน ซึ่งอยู่ติดกัน และก็ยากจนไม่น้อยไปกว่ากันเท่าไหร่ อีกส่วนหนึ่งเสี่ยงตายไปจนถึงอเมริกา แทรกตัวอาศัยอยู่ในรัฐที่มีชุมชนเฮติมากอยู่แล้ว เช่นในรัฐนิวออร์ลีนส์ ที่มีย่านที่เรียกกันว่าลิตเติ้ลเฮติเลยทีเดียว ย่านที่ว่านี่ในสาธารณรัฐโดมินิกันก็มีนะ เฮติ ไม่ได้เกิดมายากจน แต่เป็นประเทศที่เคยร่ำรวยถึงขั้นเคยเป็นแหล่งทุนสนับสนุนวีรบุรุษนักปฏิวัติของอเมริกาใต้อย่างโบลิวาร์ เฮติ เริ่มต้นเส้นทางสู่ความยากจน จากการถูกรีดนาทาเร้นเพราะดันเกิดหัวแข็งต้านระบบค้าทาส เฮติ เป็นประเทศที่ประ
ทุกวันนี้ ผู้คนนิยมท่องเที่ยวกันมากขึ้น เพราะค่าใช้จ่ายไม่ได้แพงเกินเอื้อมอีกต่อไป แถมยังมีสายการบินต้นทุนต่ำที่ช่วยให้ผู้คนเดินทางด้วยเครื่องบินในราคาประหยัด การเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศก็เป็นทางเลือกของผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะการเดินทางท่องเที่ยวด้วยตัวเอง ซึ่งกำลังได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะมีความยืดหยุ่นและทำตามใจตัวเองได้มากกว่าการใช้บริการของบริษัททัวร์ แต่ใครที่อยากท่องเที่ยวด้วยตัวเองก็ต้องทำใจกับความไม่สะดวกสบายหลายอย่าง หนึ่งใน “ภาระ” ที่จะต้องแบกรับเอง คือ “สัมภาระ” พะรุงพะรังที่จะต้องพาไปไหนมาไหนด้วย เพราะไม่มีรถบัสมาขนให้เหมือนคณะทัวร์ กลายเป็นอุปสรรคในการตะลอนชมเมือง แม้ว่าจะมีสถานที่บางแห่งสำหรับฝากกระเป๋าเดินทาง เช่น สนามบิน สถานีรถไฟ รวมถึงตู้ล็อกเกอร์ให้เช่า แต่ก็มีค่าบริการที่แพงเอาการ แถมมีความเสี่ยงที่จะสูญหาย หลายต่อหลายคนจึงยอมลากกระเป๋าใบใหญ่ไปไหนไปกัน ปัญหานี้ทำให้เกิดไอเดียธุรกิจที่ช่วยแบ่งเบาภาระของนักเดินทาง นั่นคือ การเป็นคนกลางสำหรับบริการรับฝากสัมภาระในสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ตลาด ร้านซักรีด หรือร้านเสริมสวย นักเดินทางสามารถเข้าไปดูข้อมูลในเว็บ
นายบุญนำ การกร อายุ 61 ปี อยู่หมู่ที่ 9 บ้านหัวทำนบพัฒนา ตำบลกรงรถ อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา อดีตข้าราชการครู หลังเกษียณอายุราชการแล้วได้ใช้ที่นาของตัวเองทดลองปลูกผักและผลไม้ต่างๆแบบผสมผสาน เช่น มะม่วง มะพร้าว กล้วย และพืชผักสวนครัวสารพัดชนิด ปลูกเต็มที่นาขนาด 6 ไร่ นอกจากนี้ยังสร้างบ่อเลี้ยงปลา ซึ่งเป็นการขุดบ่อดินจำนวน 2 บ่อ เพื่อใช้เลี้ยงปลาหมอเทศหารายได้เสริม การเลี้ยงปลาหมอเทศในบ่อดินหรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกกันว่า “ปลาหมอแปลงเพศ” วิธีการเลี้ยงจะมีความแตกต่างไปจากการเลี้ยงปลาชนิดอื่นๆ เนื่องจากปลาหมอเทศจะเป็นปลาที่ชอบกระโดดขึ้นมาเหนือน้ำ ทำให้การจัดเตรียมบ่อจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ระดับน้ำในบ่อต้องต่ำกว่าตลิ่งอย่างน้อย 1 เมตร จัดทำท่อน้ำล้นให้รอบบ่อเพื่อป้องกันปลากระโดดออก ใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงเพียงแค่ 6 เดือน ปลาหมอเทศจะมีขนาดกำลังพอดีสามารถจับขายได้ ซึ่งปลาหมอเทศเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย โตไว ทำให้มีรายได้ดีกว่าการทำนาเป็นอย่างมาก ในแต่ละครั้งจะสามารถจับขายได้กำไรรอบละกว่า 100,000 บาทเลยทีเดียว ที่มา มติชนออนไลน์
“ตำมั่ว” คือ แบรนด์ร้านอาหารไทย-อีสาน ภาพลักษณ์ทันสมัย มีเอกลักษณ์ และมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาอาหารไทยให้เป็นที่ยอมรับของทั่วโลก จึงมีการขยายแบบธุรกิจในรูปแบบของแฟรนไชส์ “ตำมั่ว” ใช้เวลาก่อร่างสร้างชื่อเสียงมาเกือบสิบปี ปัจจุบันมีกว่า 150 สาขา ใน 4 ประเทศ ยอดขายปีหนึ่งๆ ไม่ธรรมดา จนได้รับฉายาจากสื่อมวลชนหลายแขนง ยกย่องให้เป็นกิจการ “ส้มตำพันล้าน” หากกว่าจะ “เดินทาง” มาถึงวันนี้ เจ้าของกิจการรุ่นสอง ยอมรับไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยความมุ่งมั่นว่าจะต้อง “ทำให้ได้” และไม่หยุดนิ่งที่จะ “เรียนรู้” ตลอดเวลานั่นเอง ที่เป็น “กุญแจความสำเร็จ” ซึ่งอยากถ่ายทอดให้ผู้ประกอบการน้อยใหญ่ ศึกษาไว้เพื่อนำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์กับกิจการของตัวเองได้อย่างแน่นอน คุณเบสท์ –ศิรุวัฒน์ ชัชวาลย์ เจ้าของกิจการ “ตำมั่ว” ที่เกริ่นถึง ให้ข้อมูลย้อนความเป็นมาว่า เขาตัดสินใจพลิกโฉม ร้าน “นครพนมอาหารอีสาน” ของคุณแม่ ที่เปิดขายอยู่ห้องแถวริมทางย่านปทุมธานี สู่ร้านส้มตำโมเดิร์น ติดแอร์ แต่ยังคงรสชาติแบบอีสานแท้ ส่วนเหตุผลที่ลาออกจากงานประจำในตำแหน่งระดับผู้บริหาร มาทำธุรกิจของตัวเองนั้น เพราะต้องการความ “มั่งคั่ง”
“สมูทโตะ” (SMOOTO) ผลิตภัณฑ์ความงามสไตล์เกาหลี ธุรกิจนี้เริ่มต้นจากเงินลงทุนประมาณหลักล้านบาท แต่สามารถคืนทุนได้ในเวลาเพียงปีครึ่ง ปัจจุบันขายดิบขายดี มีช่องทางจำหน่ายหลากหลาย ทั้ง แคตตาล็อกออนไลน์ เว็บไซต์ แอพพลิเคชั่น เคเบิ้ลทีวี รวมทั้งวางบนเชลฟ์ของร้านสะดวกซื้อนับพันสาขา ทำให้กลายเป็นสินค้ายอดขายแตะหลักร้อยล้านบาทได้ในเวลาเพียง 3 ปีเท่านั้น คุณปุ๊ก – ภญ.อัญชลี ชุติไพจิตร ตัวแทนเจ้าของผลิตภัณฑ์ “สมูทโตะ” ดังแนะนำมาข้างต้น เกริ่นให้ฟัง ธุรกิจนี้ เกิดจากการรวมตัวกันของเพื่อนร่วมสถาบัน เป็นเภสัชกรทั้ง 3 คน รวมกันก่อตั้ง บริษัท โกลบอล เมดดิคัล (ประเทศไทย) จำกัด เพราะอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง “พวกเราเป็นเภสัชกร ทำงานในสายวิจัยและพัฒนาเครื่องสำอางมาตลอด ความสุขในการทำงาน คือ เห็นสินค้าที่เราคิดสูตรทำออกมา แล้วมีคนชอบ ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับสินค้าบนเชลฟ์นั้นเลย แม้จะมีคนใช้ คนชอบ หรือขายดี แค่ไหนก็ตาม” คุณปุ๊ก เผยเริ่มต้น เมื่อรู้สึกว่าสินค้าที่คิดค้นสูตรออกมาคือ “ลูก” เภสัชกรผู้ร่วมก่อตั้ง จึงชวนกัน “ทุบหม้อข้าว” ก้าวขาออกจากงานประจำในตำแหน่งนักวิจัย ออกมาสร้างธ
พ.ศ.นี้หลายคนบอก เป็นยุคเบเกอรี่ “เบ่งบาน” ผ่านไปทางไหน มักเห็นแต่ ร้านกาแฟ-เค้ก แทรกตัวอยู่ในแทบทุกทำเล ส่วนพฤติกรรมการรับประทาน “ขนมไทย” นั้น นับวันยิ่งห่างหายไปจากชีวิตตามปกติ ถ้าจะมีคงเป็นช่วงงานบุญ อย่าง ขึ้นบ้านใหม่ แต่งงาน ฯลฯ ซึ่งยังพอมี “พื้นที่” ให้กับของหวานคู่บ้านคู่เมืองได้อวดโฉมกันอยู่บ้าง หลายวันก่อนมีโอกาสไปเห็นอีเว้นต์น่าสนใจเลยเข้าไปสังเกตการณ์ ก่อนปรี่เข้าไปร้านขายขนมหวานเจ้าหนึ่ง ซึ่งเรียกตัวเองว่า “ดี’เสริฐ” กับสโลแกนแปลเป็นไทย “ขนมไทยรูปทรงใหม่ – New Look of Thai Dessert” มี คุณคิ้ม-ทิพย์ดา จันทจรูญพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดี แคเทอริ่ง จำกัด ผู้ประกอบการด้านการจัดเลี้ยงในนาม “ดี แคเทอริ่ง” และเจ้าของกิจการขนมไทยสไตล์ใหม่ “ดี’เสริฐ” มาเป็นตัวแทนให้ข้อมูล เริ่มจากการแนะนำตัวให้รู้จักกันมากขึ้น จบปริญญาตรี ด้านเศรษฐศาสตร์ ปริญญาโท ด้านการบริหารกิจการ ที่ผ่านมาทำงานด้านการตลาดมาตลอด ก่อนออกมาช่วยกิจการของทางบ้านสามี – คุณวิทวัส จันทจรูญพงษ์ ซึ่งเป็นร้านอาหารเก่าแก่อายุไม่ต่ำกว่า 50 ปี ชื่อ “ดีพร้อม” ปัจจุบันยังเปิดให้บริการอยู่ที่บางแสน จังหวัดชลบุรี
การทำข้าวเม่ามีมาตั้งแต่สมัยโบราณซึ่งเรียกว่าประเพณีตำข้าวเม่า โดยนำเอาข้าวห่ามที่เปลือกข้าวเป็นสีเขียวเข้มข้น นำมาคั่วจนสุก แล้วนำมาตำจนเปลือกข้าวกะเทาะออกจากเมล็ดแล้วนำมาฝัดเอาเปลือกออก จะเหลือแต่เมล็ดข้าวสีเขียวลักษณะอ่อนนิ่ม มีกลิ่นหอมและมีรสหวานในตัว นิยมนำมารับประทานเปล่าๆ และทำเป็นขนมหวานโดยคลุกเคล้ากับน้ำตาลและมะพร้าวขูดทึนทึก และด้วยคุณสมบัติของข้าวเม่านี่เอง พรเจริญเบเกอรี่ จึงนำข้าวเม่ามาแปรรูป ทำเป็นเค้กข้าวเม่า บอกได้เลยว่า ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน คุณรณภพ เถาว์โท หรือ คุณปืน อายุ 48 ปี เจ้าของร้าน พรเจริญเบเกอรี่ เล่าให้ฟังตั้งแต่สมัยยังเด็ก หลายคนชอบกินข้าวเม่า และในอีสานเองก็มีประเพณีตำข้าวเม่า ซึ่งประเพณีนี้กำลังสูญหายไปตามกาลเวลา คุณปืน บอกว่า บังเอิญไปเจอหมู่บ้านทำข้าวเม่าขายตลอดปีที่จังหวัดอุดรธานี ซึ่งตนทำร้านเบเกอรี่อยู่แล้ว จึงคิดสร้างรายได้ให้ชาวบ้าน ด้วยการเพิ่มมูลค่าข้าวเม่า นำมาทำเป็นเค้กให้ร่วมสมัย ให้เด็กรุ่นใหม่ได้รู้จักข้าวเม่า และเป็นการรักษาประเพณีนี้ไปในตัว “ตอนนี้ 1 ปีแล้ว สำหรับเค้กข้าวเม่า ทำขายสบายๆ ตัดปัญหาเรื่องคู่แข่งไปได้เลย เพราะเราเป็นเจ้าเดียว
