SMEs
การเพาะถั่วงอกปลอดสารพิษ ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท สถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร การเพาะถั่วงอกคอนโดฯ ปลอดสารพิษในถังพลาสติกสีดำ อุปกรณ์ เมล็ดถั่วเขียวคุณภาพดี ถังพลาสติกสีดำ เส้นผ่าศูนย์กลาง 12 นิ้ว เจาะรูระบายน้ำที่ก้นภาชนะ 1 รู (ขนาด 5 นิ้ว) ตะแกรงลวดวงกลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 10 นิ้ว ขาสูงประมาณ 1.5 นิ้ว ตะแกรงพลาสติกสีดำ ตัดเป็นวงกลม ขนาดเท่าภาชนะเพาะ จำนวน 4 ชิ้น กระสอบป่านตัดเป็นวงกลม ขนาดเท่าภาชนะเพาะ จำนวน 5 ชิ้น อุปกรณ์อื่นๆ เช่น ถังแช่เมล็ด สายยาง น้ำสะอาด กะละมัง ตะแกรงล้างถั่วงอก วิธีการเพาะ ใช้เมล็ดถั่วเขียว ประมาณ 500 กรัม แช่เมล็ดในน้ำธรรมดาหรือน้ำอุ่น ประมาณ 6 ชั่วโมง ล้างเมล็ดถั่วเขียวที่แช่น้ำให้สะอาด โดยล้างเอาสิ่งเจือปนและเมล็ดที่พองตัวออกทิ้ง นำเมล็ดถั่วเขียวที่ล้างสะอาดแล้ว ใส่ในภาชนะที่เตรียมเพาะ โดยโรยและเกลี่ยเมล็ดให้เสมอกันบนตะแกรงพลาสติกชั้นแรกล่างสุด (ความหนาของเมล็ดที่เพาะ ประมาณ 1 เซนติเมตร) ปิดทับด้วยกระสอบ จากนั้นชั้นที่ 2-4 ทำเหมือนกับชั้นแรก รวม 4-5 ชั้น แต่ไม่เกิน 5 ชั้น นำไปวางไว้ในที่ร่มและเย็น รดน้ำทุกวัน วันละ 3-4 ครั้ง เมื่อเพาะถึงวันที่ 3 นำถั่วงอ
วิสาหกิจชุมชนกลุ่มรักชุมชนเพาะเลี้ยงเห็ด ตามรอยพ่ออยู่อย่างพอเพียง ต.บางป่า อ.เมือง จ.ราชบุรี รวมกลุ่มเพาะปลูกเห็ดหลินจือแดง เพื่อมาผสมลงผลิตเป็นน้ำเฉาก๊วยเพิ่มมูลค่าสร้างรายได้แก่ชุมชน เกิดความเข้มแข็ง เตรียมต่อยอดโครงการน้ำเฉาก๊วยผสมถั่งเช่าผลิตอีกชนิดในอนาคต ด้วยสรรพคุณของเห็ดหลินจือแดง ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่างอีกทั้งยังมีราคาแพงกิโลกรัมประมาณ 2,000 บาท เป็นที่นิยมบริโภคของคนที่รักสุขภาพ มีการนำมาแปรรูปเป็นสมุนไพรในรูปแบบต่างๆ เช่น แบบแคปซูล และแบบชงต้มดื่มแทนน้ำชา เป็นต้น จึงทำให้วิสาหกิจชุมชนกลุ่มรักชุมชนเพาะเลี้ยงเห็ด ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ต.บางป่า อ.เมือง จ.ราชบุรี ที่มีนายปัญญา ตันตระกูล อายุ 64 ปี ชาว ต.บางป่า เป็นประธานกลุ่มพร้อมสมาชิกเพาะและแปรรูปเป็นเครื่องดื่ม แรกเริ่มมีเพียงไม่ถึง 10 ราย แต่ปัจจุบันนี้ชาวบ้านเริ่มให้ความสนใจและหันเข้ามารวมกลุ่มจำนวนมาก จัดตั้งครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2548 มีการเก็บเงินสมาชิกคนละ 500 บาท นำมาเป็นเงินกองกลางในการทำงานกลุ่มร่วมกันที่บ้านของคุณลุงปัญญา ที่จะเป็นจุดศูนย์รวมของการแปรรูปเห็ดหลินจือในน้ำเฉาก๊วย สำหรับการเพาะเห็ดหลินจือน
การเพาะถั่วงอกปลอดสารพิษ ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท สถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร การเพาะถั่วงอกคอนโดฯ ปลอดสารพิษในถังพลาสติกสีดำ อุปกรณ์ เมล็ดถั่วเขียวคุณภาพดี 2. ถังพลาสติกสีดำ เส้นผ่าศูนย์กลาง 12 นิ้ว เจาะรูระบายน้ำที่ก้นภาชนะ 1 รู (ขนาด 5 นิ้ว) ตะแกรงลวดวงกลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 10 นิ้ว ขาสูงประมาณ 1.5 นิ้ว ตะแกรงพลาสติกสีดำ ตัดเป็นวงกลม ขนาดเท่าภาชนะเพาะ จำนวน 4 ชิ้น กระสอบป่านตัดเป็นวงกลม ขนาดเท่าภาชนะเพาะ จำนวน 5 ชิ้น อุปกรณ์อื่นๆ เช่น ถังแช่เมล็ด สายยาง น้ำสะอาด กะละมัง ตะแกรงล้างถั่วงอก วิธีการเพาะ ใช้เมล็ดถั่วเขียว ประมาณ 500 กรัม แช่เมล็ดในน้ำธรรมดาหรือน้ำอุ่น ประมาณ 6 ชั่วโมง 2. ล้างเมล็ดถั่วเขียวที่แช่น้ำให้สะอาด โดยล้างเอาสิ่งเจือปนและเมล็ดที่พองตัวออกทิ้ง นำเมล็ดถั่วเขียวที่ล้างสะอาดแล้ว ใส่ในภาชนะที่เตรียมเพาะ โดยโรยและเกลี่ยเมล็ดให้เสมอกันบนตะแกรงพลาสติกชั้นแรกล่างสุด (ความหนาของเมล็ดที่เพาะ ประมาณ 1 เซนติเมตร) ปิดทับด้วยกระสอบ จากนั้นชั้นที่ 2-4 ทำเหมือนกับชั้นแรก รวม 4-5 ชั้น แต่ไม่เกิน 5 ชั้น นำไปวางไว้ในที่ร่มและเย็น รดน้ำทุกวัน วันละ 3-4 ครั้ง เมื่อเพาะถึงวันที่ 3 นำ
ในบ้านเรามะพร้าวถือเป็นพืชที่ได้รับความนิยม เพราะใช้ประโยชน์ได้หลายทาง น้ำและเนื้ออ่อนใช้รับประทาน เนื้อแก่ใช้คั้นน้ำกะทิเป็นวัตถุดิบหลักทำของคาวและหวาน ส่วนกะลานั้นนำไปประดิษฐ์เป็นเครื่องใช้และของตกแต่งต่างๆ มะพร้าวจึงเป็นพืชเศรษฐกิจทำเงินชั้นดี ราคาดีบ้าง ราคาตกบ้าง แล้วแต่ยุค และหนึ่งในธุรกิจเกี่ยวกับมะพร้าวที่น่าสนใจ เหมาะกับช่วงฤดูร้อน แก้กระหายได้อย่างดี นั่นก็คือ น้ำมะพร้าว คุณต้อง-นัฐพงษ์ ท้วมเกร็ด นักกฎหมายหนุ่มวัย 31 ปี ซึ่งในตอนนี้ผันตัวเองมาเป็นนักธุรกิจเอสเอ็มอีหน้าใหม่ เจ้าของ Coco Crack (โคโค่ แคร็ก) ธุรกิจมะพร้าวน้ำหอมจุกก๊อก ที่มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ส่งตรงจากธรรมชาติ เปิดง่าย แค่ปลายนิ้ว Coco Crack เริ่มเปิดตัวจริงจังเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา แต่กว่าจะถึงจุดนี้ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย คุณต้อง นักธุรกิจหนุ่ม เจ้าของไอเดีย เล่าให้ฟังว่า ตนเลือกทำธุรกิจน้ำมะพร้าวเป็นเพราะเติบโตมากับมะพร้าว อีกทั้งที่อำเภอสามพรานบ้านเกิดนั้นมีมะพร้าวเป็นของขึ้นชื่อ หากินได้เกือบตลอดปี ที่สำคัญ ได้รสชาติแบบมะพร้าวจริงๆ คุณต้อง เล่าต่อว่า จากนั้นย้ายเข้ามาเรียนคณะนิติศาสตร์ ในกรุงเทพฯ ทำให้คิดถึงน
ปลาคาร์พ หรือ แฟนซี คาร์พ (Fancy carp) เดิมทีเป็นปลาไนชนิดธรรมดา เป็นปลาน้ำจืดในกลุ่มปลาตะเพียน (carp) ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า โคย (Koi) นิยมเลี้ยงเพื่อความสวยงาม หรืออีกทางมีความเชื่อว่าปลาคาร์พเป็นปลาแห่งโชคลาภเสริมฮวงจุ้ยด้านธุรกิจสร้างผลกำไรดี จึงเป็นที่นิยมเลี้ยงกันแพร่หลายในปัจจุบัน ด้วยกระแสที่มาแรง ทำให้เกิดพ่อค้าแม่ค้าหลายรายมองเห็นช่องทางการสร้างอาชีพ บ้างเลี้ยงเพื่อสร้างรายได้ บ้างก็เลี้ยงเพราะความชอบ จนเกิดเป็นอาชีพ คุณมลิวรรณ ผ่านชมภู หรือ คุณติ๊ก อยู่บ้านเลขที่ 275 หมู่ที่ 7 บ้านหนองเดิ่น ตำบลหนองกอมเกาะ อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย เป็นอีกหนึ่งคนที่ชื่นชอบและหลงใหลสีสัน ลวดลาย ความสวยงามที่ไม่ซ้ำกันของปลาคาร์พ จากเลี้ยงเล่นๆ กลายเป็นอาชีพหลักในที่สุด โดยก่อนหน้านี้คุณติ๊กช่วยพี่สาวทำงาน เป็นบริษัทเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งออฟฟิศอยู่ที่บ้าน บริเวณข้างๆ จะมีบ่อเลี้ยงปลาคาร์พที่พี่เขยเป็นคนเลี้ยงไว้ ด้วยความที่เห็นทุกวัน ช่วยพี่เขยให้อาหารบ้างตอนที่เขาไม่อยู่ จึงเกิดความผูกพัน และกลายเป็นความชอบโดยที่สุด คราวนี้เมื่อชอบเวลาไปเห็นปลาคาร์พที่ไหนสวยๆ ก็ซื้อมาเลี้ยงเพิ่ม เลี้ยงจนปลาเต็ม
ความหมายของชื่อภาษามลายู “ราชาแมวป่า” ถิ่นกำเนิด ประเทศมาเลเซีย สถาบันวิจัยและพัฒนาการเกษตร มาเลเซียได้พัฒนาปรับปรุงพันธุ์ เมื่อประมาณ 20 ปีก่อน มีชื่อเรียกตามพื้นบ้านว่า “พันธุ์คุนยิต” หลังจากประกวดและได้รับความแพร่หลาย เป็นทุเรียนรสชาติดีนิยมจากผู้บริโภคในประเทศจีน จึงถูกขนานนามว่า ราชาแห่งทุเรียนมาเลเซีย “มูซังคิง” แต่อาจจะเรียกเพี้ยนเป็น เหมาซังคิง เหมาซานหว่อง เหมาซานหวัง หรือคนมาเลเซีย เรียกว่า ราจาคุนยิต (Raja Kunyit) มืชื่อวิทยาศาสตร์และลักษณะทางพฤกษศาสตร์เหมือนทุเรียนทั่วไป เป็นทุเรียนพันธุ์เบา ผลสวย ลักษณะเด่น มีเอกลักษณะประจำพันธุ์ คือบริเวณก้นผลจะเป็นรูปดาว 5 แฉก เปลือกบาง เมล็ดเล็กและลีบบาง เนื้อสีเหลืองเข้มละเอียดเนียน รสชาติหวานมันและหวานแหลม มีกลิ่นเฉพาะตัว รสชาติอร่อยมาก ออกดอกติดผลใช้เวลาปลูก 4 ปี การเก็บ นิยมปล่อยให้ผลทุเรียนสุกจัดจนหล่นจากต้นเอง ตลาดและความนิยม คนจีน และมาเลเซีย ราคาทุเรียนมูซังคิงในมาเลเซียไม่เคยตกและไม่เพียงพอต่อความต้องการของชาวจีนและมาเลเซีย พื้นที่เหมาะกับการปลูก ต้องเป็นเนินสูงและเขาชัน ประเทศไทยมีปลูกทางภาคตะวันออก ที่ จ.จันทบุรี ภาคใต้ที่ อ.
หมู่บ้านเบญจรงค์ดอนไก่ดี อยู่ห่างจากเมืองหลวงเพียง 36 กิโลเมตร ตั้งอยู่ที่หมู่ 1 ตำบลดอนไก่ดี อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ว่ากันว่าชุมชนเล็กๆที่มีสมาชิกทุกเกือบ 200 คนแห่งนี้ ได้รับการกล่าวขานและยอมรับในระดับโลก ยกย่องให้เป็นแหล่งผลิตถ้วย-ชาม ลายคราม รวมถึงข้าวของเครื่องใช้ลายเบญจรงค์ ที่ฝีมือประณีตวิจิตรงดงาม อยู่ในลำดับต้นของประเทศ แถมยังมีรางวัลการันตีจากหน่วยงานต่างๆมากมาย อาทิ หมู่บ้านหัตถกรรมดีเด่น , สุดยอดหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ระดับ 5 ดาว มาตรฐานระดับสากล , ชุมชนดีเด่นด้านการท่องเที่ยว ฯลฯ แม้ปัจจุบันภาพแห่งความสำเร็จดูจะเด่นชัด น่าชื่นใจ แต่กว่าจะมาเป็น “หมู่บ้านเบญจรงค์ดอนไก่ดี” ในวันนี้ได้ หลายท่านอาจทราบดีว่า…ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย คุณอุไร แตงเอี่ยม ประธานกลุ่มหมู่บ้านเบญจรงค์ดอนไก่ดี ให้ข้อมูลในฐานะผู้บุกเบิกจัดตั้งชุมชนแห่งนี้ ย้อนความทรงจำถึงความเป็นมาให้ฟัง เมื่อครั้งเพิ่งเรียนจบชั้นประถมฯ 4 คุณพ่อ-คุณแม่ เคยมีอาชีพทำไร่ไถนา แต่ฐานะทางบ้านไม่สู้จะดีนัก จึงพากันไปสมัครเป็นคนงานในโรงงานทำชามตราไก่ ชื่อ “เสถียรภาพ” ซึ่งช่วงเวลานั้นจัดว่าใหญ่สุดในย่านอ้อมน้อย
ศูนย์การเรียนรู้ M academy เตรียมเผย “เคล็ดไม่ลับสู่ความสำเร็จ “Thai SME to Global Success” ในงาน The Roundtable ครั้งที่ 11 เพื่อสาย SMEs OTOP และ Start Up ไทยโดยเฉพาะ เผยหมดเปลือกวิธีปั้นแบรนด์ให้เกิด ช่องทางเพิ่มยอด วิธีหาตลาดส่งออก และลู่ทางแหล่งเงินทุนช่วยสนับสนุน ถือเป็นงานเสวนาใหญ่ เพื่อ SMEs OTOP และ Startups ในไตรมาสแรกของปี 2018 โดยจะมี 3 ผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐและเอกชนที่พร้อมให้การสนับสนุนวงการ SMEs ไทย ได้แก่ ดร. ธนันท์ อภิวันทนาพร ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจต่างประเทศและการตลาด สถาบันพัฒนาพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED) คุณสรกิจ มั่นบุปผชาติ รองเลขาธิการ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ คุณสุธีรพันธุ์ สักรวัตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดการตลาดธนาคารไทยพาณิชย์ ทั้ง 3 Big วิทยากรรับเชิญจะมาร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนทัศนะพร้อมให้คำแนะนำเด็ด งัดทุกกลเม็ดและวิธีการมาช่วยดัน SMEs และ Start up ไทยให้ไปรุ่ง พร้อมตอบทุกประเด็นทุกข้อสงสัยที่ SMEs และ Start up ควรรู้หรือแนวโน้มเศรษฐกิจและการเตรียมธุรกิจเพื่อนำพาผู้ประกอบการ SME สู่ความสำเร็จในระดับสากล โดยงานดังกล่าวจะจัดขึ้นใน
ขึ้นชื่อเป็นพ่อคน-แม่คน ร้อยทั้งร้อย ต้องอยากเห็นลูกของตัวเอง เป็นเด็กดี มีคุณภาพ และหากให้ “แอดวานซ์” ไปกว่านั้น คงหวังให้ไปถึงขั้น ไม่เป็นภาระให้กับสังคม ทั้งยังควรช่วยเหลือผู้อื่นได้ แต่จะว่าไป แค่ “อยาก” อย่างเดียว คงไม่พอ คงต้องลงมือก่อร่างสร้างแบบอย่างที่ดีให้บุตรหลาน ได้เรียนรู้และซึมซับ จนกลายเป็น “จิตสำนึก” ติดตัวของพวกเขาไปจนตลอดด้วย ความปรารถนาดังว่า จึงจะบรรลุผล “ฟาร์มตาเล็ก อยากเป็นทางเลือกให้กับเด็กที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในเมือง เดินแต่ห้าง เคร่งเครียดกับการเรียนพิเศษกวดวิชา นั่งหน้าคอมพ์ เล่นเกมอยู่ในห้องแอร์ทั้งวัน ได้ออกมาใช้ชีวิตและสัมผัสกับธรรมชาติกันบ้าง คุณเก๋-เปรมฤดี พันธุ์รัตน์ เจ้าของกิจการ Farm de Lek (ฟาร์ม เดอ เล็ก) หรือชื่อภาษาไทย ว่า “ฟาร์มตาเล็ก” เริ่มต้นบทสนทนา ก่อนย้อนความเป็นมาให้ฟัง ที่ดินขนาด 44 ไร่ บริเวณคลอง 15 รังสิต-นครนายก ผืนนี้ เป็นของ “คุณตาเล็ก” คุณตาแท้ๆ ของเธอเอง โดยเมื่อกว่า 40 ปีที่แล้ว ทำเป็นสวนมะม่วงหลากหลายพันธุ์ สามารถส่งขายได้เป็นตันต่อปี ก่อนเปลี่ยนไปปลูกไม้เศรษฐกิจ อย่าง สน และ ยูคาลิปตัส แต่โชคไม่ดีถูกไฟไหม้แทบหมด เหลื
“ตำหลาย” เป็นชื่อของร้านอาหารอีสาน อายุกิจการกว่าสิบปี ทุกวันนี้มีสาขาหลักบริการลูกค้าอยู่ที่โครงการปิ่นทองพลาซ่า ติดกับศูนย์การค้าเมเจอร์ ปิ่นเกล้า และยังมีแฟรนไชส์ขยายไปแล้วหลายสาขา ทั้งแบบสแตนด์อะโลนและรถโมบาย มี คุณเอ๋-ณัฐรดา บุญชุ่ม สาวหน้าใส บุคลิกดี วัยสี่สิบเศษ เป็นเจ้าของ เริ่มต้นให้ฟัง พื้นเพเป็นคนกรุงเทพฯ จบปริญญาตรี นิเทศศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยสยาม เคยทำงานมาหลายอย่าง ทั้งเป็นเซลส์ขายยา ขายรถนำเข้า เปิดผับ ฯลฯ กระทั่งเมื่อสิบปีก่อน หวังทำธุรกิจซื้อขายโทรศัพท์มือถือ จึงไปเรียนรู้กับเพื่อนสนิทคนหนึ่งจนทราบว่าทำเลใกล้กับเมเจอร์ ปิ่นเกล้า นี้จะมีตลาดมาเปิดใหม่ ซึ่งก็คือโครงการปิ่นทองพลาซ่าในปัจจุบัน จึงเข้ามาจับจอง แต่โซนยังว่างอยู่อนุญาตให้ขายสินค้าประเภทอาหารเท่านั้น ด้วยความอยากได้ทำเลค้าขาย เลยระบุไปก่อนว่าจะขายอาหารอีสาน ประเภท ส้มตำ ลาบ น้ำตก ทั้งที่ตัวเธอเองไม่มีความชำนาญด้านอาหารประเภทนี้เลย แถมตัวเธอยังมีเชื้อสายจีนไหหลำ จึงเป็นคนไม่ทานส้มตำมาแต่ไหนแต่ไร การเริ่มต้นอาชีพใหม่ครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องน่าหนักใจไม่น้อย “ทำร้านนี้ด้วยความหนักใจ เพราะไม่เคยกินส้มตำ แต่คิดว่าอาหาร
