SMEs
LA ORR (ลออ) แบรนด์จิวเวลรี่ดีไซน์เก๋ ที่ผสมผสานความเป็นไทยเข้าไว้กับแฟชั่น จับผ้าไหมใส่ไอเดียสร้างสรรค์ชิ้นงานอันเป็นเอกลักษณ์ได้อย่างลงตัว และทุกชิ้นล้วนเป็นผลงานแฮนด์เมดที่ผลิตด้วยความตั้งใจ การันตีได้ว่าเครื่องประดับแต่ละแบบมีเพียงชิ้นเดียวในโลก คุณออม หรือ สุพัจนา ลิ่มวงศ์ ดีไซเนอร์สาววัย 31 ปี เจ้าของแบรนด์ LA ORR ที่แปลว่า งาม คุณออม เล่าให้เส้นทางเศรษฐีฟังว่า เริ่มสร้างแบรนด์เมื่อ 3 ปีที่แล้ว เพราะเป็นความตั้งใจตั้งแต่สมัยเรียนว่าอยากมีแบรนด์เป็นของตัวเอง ก่อนหน้านั้นทำงานบริษัทส่งออกเครื่องประดับเงิน และเป็นดีไซเนอร์ ซึ่งในระหว่างนั้นออมได้ทดลอง หาเทคนิค และแนวคิดมาเรื่อยๆ พอถึงจุดอิ่มตัวกับงานออฟฟิศ ไปเรียนต่อปริญญาโทด้านออกแบบแฟชั่น เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจ หลังจากนั้นออกมาสร้างแบรนด์ชื่อ LA ORR โดยเลือกใช้ผ้าไหมเป็นวัสดุหลักในการทำชิ้นงาน ดีไซเนอร์สาวเล่าว่า ส่วนตัวชอบงานศิลปะของไทยอยู่แล้ว ซึ่งผ้าไหมถือเป็นศิลปะไทยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอยู่แล้ว มีโอกาสได้ลองสัมผัสของจริง ได้เห็นเนื้อผ้าแล้วรู้สึกว่าถ้านำมาเป็นวัสดุในงานออกแบบน่าจะดีไม่น้อย “ต้องยอมรับว่าคนทั่วไปไม่ค่อยนำม
วันที่ผมจัดนิทรรศการงานศิลปะที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย นอกจากคนทั่วไปได้ให้ความสนใจมาชมผลงานของผมแล้ว ผมยังมีโอกาสได้ต้อนรับ คุณเจริญ ภัสระ ด้วย คุณเจริญ อดีตประธานคณะกรรมการการประปานครหลวง และผู้ว่าการการประปานครหลวง ผมเรียนกับท่านว่า หลังเกษียณอายุผมได้ใช้เวลาส่วนหนึ่งวาดรูป เพราะชอบมาก่อนงานเขียนหนังสือเสียอีก ท่านได้บอกกับผมว่า ตัวท่านเองก็ชอบงานด้านศิลปะเช่นกัน แต่เป็นศิลปะการทำมีด ฉะนั้น พอหมดภาระหน้าที่งานประจำ ก็ได้เปิดห้องส่วนหนึ่งของบ้านเพื่อทำมีด ปกติคนที่เคยมีตำแหน่งใหญ่โตแบบคุณเจริญ อีกทั้งยังเป็นวิศวกร พอผ่านพ้นจากภาระหน้าที่ประจำก็มักจะได้รับเชิญเป็นที่ปรึกษาบริษัท ทว่า ท่านไม่สนใจ กลับมานั่งทำมีดอยู่ที่บ้านเงียบๆ คนเดียว ถ้าไม่ต้องเดินทางไปธุระนอกบ้าน ท่านมักจะใช้เวลาหลายชั่วโมงขลุกอยู่ในห้องทำมีดเพื่อหาความสุขให้ตัวเอง เพียงท่านบอกชีวิตส่วนตัวย่อๆ ก็ทำให้ผมสนใจขึ้นมาทันที ไม่ได้สนใจมีด แต่สนใจคนทำมีด อยากไปดูท่านทำมีดว่างั้นเถอะ จากนั้นไม่นาน ผมก็ได้ไปดูท่านทำมีดถึงบ้าน บ้านของท่านตั้งอยู่ที่ 143/3 ซอยแจ้งวัฒนะ 1 แยก 6 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210 ก่อนเข้า
นายไวย เบ็ญมาศ อยู่บ้านเลขที่ 4/2 หมู่ที่ 6 ตำบลนิยมชัย อำเภอสระโบสถ์ จังหวัดลพบุรี เกษตรกรผู้มีอาชีพเป็นนายฮ้อยมากว่า 10 ปี แต่ด้วยความที่มีภรรยาและลูกที่ต้องส่งเสียให้เรียน อาชีพนายฮ้อยไม่ตอบโจทย์ จึงเริ่มมองหาอาชีพใหม่พอดีกับมีเพื่อนแนะนำให้ลองมาทำเกษตรเขาแนะนำว่าอาชีพนี้ดีมีรายได้ทุกวัน สามารถหาเงินส่งลูกเรียนได้ทัน จึงตัดสินใจลองเปลี่ยนมาทำเกษตรตั้งแต่ตอนนั้นนับเป็นเวลาร่วม 10 ปีแล้ว ตอนที่ตัดสินใจมาทำเกษตรเริ่มแรกคือปลูกมันสำปะหลังก่อน แต่ปลูกมันสำปะหลังต้องรอนาน 1 ปี ถึงจะเก็บขายได้ ซึ่งไม่ทันแน่ที่จะส่งลูกเรียน จึงเริ่มมองหาปลูกพืชอายุสั้นอย่างอื่นแทน เพราะพื้นที่ตรงนี้มีดินดี น้ำดี ตลาดก็อยู่ใกล้บ้าน จะปลูกอะไรคงไม่ยาก มะเขือเปราะเป็นพืชทนแล้ง อายุสั้นปลูก 3 เดือน ให้ผลผลิต เก็บได้นาน 1 ปี สามารถปลูกได้ทุกสภาพอากาศ ถือว่าเป็นพืชอายุสั้น และให้ผลผลิตดี เริ่มปลูกมะเขือขาว 2 ปี จำนวน 10 ไร่ มะเขือที่คุณไวยปลูกคือมะเขือขาวหยก เป็นพันธุ์ที่ได้มาจากจังหวัดสระบุรี ข้อดีของพันธุ์นี้คือจุกใหญ่ เหี่ยวช้า หากวันไหนเหลือขายไม่หมด สามารถเก็บไว้ได้ยังไม่เหี่ยว รสชาติหวาน ลูกใหญ่ เป็นที่ต้อง
น้ำผลไม้ปั่นยังคงได้รับความนิยมและเป็นที่ชื่นชอบของคนไทยอยู่เสมอ ด้วยบรรยากาศที่ร้อนอบอ้าวตลอดทั้งวัน ทำให้ธุรกิจขายนำในรูปแบบต่างๆ เปิดตลาดให้เห็นตลอดเวลา และแน่นอนหากจะทำธุรกิจนี้รสชาติอร่อยอย่างเดียวคงอยู่ไม่ได้ เจ้าของธุรกิจต้องสร้างความแปลกใหม่ เติมไอเดียสร้างสรรค์เพื่อกระตุ้นความซื้อของลูกค้าอีกทางด้วย Pineapple Beach Hua Hin ร้านขายน้ำสับปะรดปั่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมเสิร์ฟในลูก ชูจุดเด่นเรื่องรสชาติและความสดใหม่ของสับปะรดจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดตลาด 7 เดือน สร้างยอดขายไม่ต่ำกว่า 100 ลูกในหนึ่งวัน ทำกันสดๆ หน้าร้านทุกวัน น้ำสับปะรดปั่นพร้อมเสิร์ฟในลูกที่ว่า เป็นไอเดียสร้างสรรค์ของ คุณสุนิสา ชนะเสนา หรือ แหม่ม วัย 33 ปี เธอเล่าว่า เป็นคนชอบทำงานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ หรืองานแฮนเมดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หลังเรียนจบจากคณะบริหารธุรกิจ สาขาระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยรังสิต จึงหันมาทำธุรกิจนาฬิกาแฮนเมดขาย แต่ด้วยไอเดียไม่หยุดนิ่งและอยากหาอาชีพอื่นทำเพิ่ม จึงเริ่มมองหาวัตถุดิบที่มีในท้องถิ่นมาดัดแปลงเป็นธุรกิจดู “ในประจวบฯ มีสับปะรดค่อนข้างเยอะ แหม่มหาไอเดียนำมาทำเป็นน้
เมื่อต้นเดือนที่แล้ว ผมได้รับเชิญให้ไปอัดรายการ เอ็นบีทีมีคำตอบ ที่ทีวี ช่อง 11 ที่ห้องอัดรายการผมได้พบกับ นายณัฐรท เซ็นนิล เกษตรกรรุ่นใหม่ที่ได้รับเชิญมาอัดรายการเช่นกัน ผมได้รับเชิญมาอัดรายการเกี่ยวกับคนเขียนหนังสือแล้วหันไปวาดรูป ส่วน นายณัฐรท เซ็นนิล ได้รับเชิญมาอัดรายการในฐานะคนเคยทำงานบริษัทอยู่กรุงเทพฯ แต่ผันตัวเองไปเป็นเกษตรกรที่ต่างจังหวัด หลังจากผมอัดรายการเรียบร้อยแล้วได้ถือโอกาสนั่งดูชายหนุ่มผู้ผันตัวเองไปเป็นเกษตรกร เมื่อผมได้ดูแล้วก็อดที่จะนำมาถ่ายทอดไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่าคิดมากสำหรับการประกอบอาชีพของคนไทยในสมัยนี้ โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ นายณัฐรท หรือ ที่มีชื่อเล่นว่า บูม ได้เล่าในรายการว่า เขาเป็นคนจังหวัดเพชรบุรี ปัจจุบันอายุ 29 ปี ยังโสด เรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ พอเรียนจบได้เข้าทำงานที่บริษัทโฆษณาแห่งหนึ่ง มีหน้าที่ตัดต่อข่าวและโฆษณา ก่อนลาออกจากงานเพื่อกลับบ้านไปเป็นเกษตรกรอิสระได้รับเงินเดือน 23,000 บาท เงินเดือนแค่นี้ กับการมีชีวิตอยู่กรุงเทพฯ ที่บ้านต้องเช่า ข้าวต้องซื้อ แล้วยังต้องจ่ายค่าเดินทางอีก จึงไม่ค่อยพอใช้ หลังจากบูมทำงานอ
จากนโยบายรัฐ ที่พยายามผลักดันการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในบ้านเรา เดินหน้าสู่ Capital Spa of Asia จึงส่งผลให้ “ธุรกิจสปาไทย” จัดอยู่ใน Mega Trend (เมกะเทรนด์) หรือ ธุรกิจที่มีแนวโน้มสร้างผลประโยชน์และผลกระทบต่อวิถีชีวิตผู้คนได้เป็นวงกว้าง ดังนั้น การสร้าง “จุดแข็ง” เพื่อเป็น “จุดขาย” ของสปาไทย ให้เป็นที่ยอมรับแก่ลูกค้าที่จะเข้ามาใช้บริการจากทั่วโลกนั้น จึงนับเป็นเรื่องสำคัญไม่น้อย สำหรับผู้ที่อยู่ในแวดวงธุรกิจนี้ “บ้านเรา ได้การยอมรับในแง่ของการส่งเสริมสุขภาพ นวดไทย มีชื่อเสียงระดับโลก เหล่านี้เป็นจุดแข็งทำให้ประเทศไทย กลายเป็นศูนย์กลางการดูแลสุขภาพของคนทั่วโลก ฉะนั้นผู้ประกอบการสปา ควรพัฒนาธุรกิจของตัวเอง ด้วยการนำศาสตร์ต่างๆ ของไทยมาประยุกต์” คุณพัชญา ขำสอาด แพทย์แผนไทยประยุกต์ ประจำ “อภัยภูเบศร เดย์ สปา” ศูนย์ให้บริการสปาระดับ ไฮเอนด์ ภายใต้การดูแลของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี เริ่มต้นอย่างนั้น ก่อนกล่าวต่อถึง “สปา ภูมิปัญญาไทย” หรือ “สปา” ที่เน้นนำ “ศาสตร์ของไทย” มาประยุกต์ใช้ในการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะ “ศาสตร์เจ้าเรือน” ซึ่งเป็นแนวคิดพื้นฐาน ซึ่งหา
ในยุคที่เศรษฐกิจซบเซาแบบนี้ ทำงานประจำอย่างเดียวไม่รอดแน่ การทำงานเสริมจึงเป็นตัวเลือกให้กับหลายคน หางานเสริมไม่ยากเลย ลองจับกระแสสังคมดูว่าตอนนี้ฮิตอะไรกัน ถ้าจับจุดถูกธุรกิจไม่ร่วงง่ายๆ แน่นอน ซึ่งอาชีพที่มาแรงไม่ตกยุคเลยคือ การขายอาหาร หนีทะเลมาลงรู ชื่อร้านน่ารักๆ ขายหอยครกซีฟู้ด เป็นอาชีพเสริมเล็กๆ ที่เพิ่งเริ่มต้น ของคุณเกศณี ชื่นโพธิ์ชา หรือพี่เจี๊ยบ วัย 36 ปี พี่เจี๊ยบ เล่าว่า หลังเรียนจบก็ทำงานบริษัทเหมือนคนทั่วไป ปัจจุบันยึดอาชีพเป็นเซลส์ ขายพวกโปรเจ็กต์เกี่ยวกับ ประตูเหล็ก ประตูหนีไฟ ทำมากว่า 8 ปี ซึ่งการเป็นเซลส์ไม่ง่าย มีความกดดันสูง ต้องหาโปรเจ็กต์อยู่ตลอด ทำยอดให้ได้ตามเป้า อีกอย่างเริ่มรู้สึกว่าอาชีพนี้ใกล้อิ่มตัว “ทำงานมาสักพัก ความต้องการในการใช้เงินมีมากขึ้น ภาระมีมากขึ้น เลยหาอาชีพเสริมที่ตัวเองพอทำได้ เลยมาลองขายหอยทอดดู” พี่เจี๊ยบดัดแปลงจากหอยทอดธรรมดาทอดในกระทะแบนๆ โดยปรับให้ทานง่ายจากทอดในกระทะใหญ่ๆ หยอดในหลุมขนมใช้ไม้จิ้มเข้าปากได้เลย มีหลายหน้าให้เลือกทาน ทั้ง หอย กุ้ง ปลาหมึก ปูอัด ใช้วัตถุดิบที่ได้คุณภาพ ออกขายตามตลาดนัดใหญ่ๆ ใกล้บ้าน และออกบู๊ธตามงานอาหาร
สุดทึ่งเกษตรกรปลูกมันสำปะหลังในจังหวัดอุบลราชธานี 9 ราย ได้ใบรับรองส่งสินค้าไปขายในอเมริกาและกลุ่มอียู หลังร่วมกับกรมวิชาการเกษตร และบริษัท อุบลไบโอเอทานอล จำกัด ผลิตมันสำปะหลังออร์แกนิกได้เป็นผลสำเร็จเป็นแห่งแรกของประเทศและของโลก ปัจจุบันผลผลิตเป็นที่ต้องการของตลาด ทั้งในและต่างประเทศ เร่งสร้างเครือข่ายขยายพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังออร์แกนิกให้ได้ 20,000 ไร่ในเร็วนี้ ที่ไร่มันสำปะหลังอินทรีย์ต้นแบบบ้านหนองแปน ตำบลนาดี อำเภอนาเยีย จังหวัดอุบลราชธานี ของ คุณชุมพล เวชสิทธิ์ ข้าราชการบำนาญ ดร.สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ร่วมกับกลุ่มบริษัท อุบลไบโอเอทานอล จำกัด มอบใบรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ไทย (ORGANIC THAILAND / USDA / EU ORGANIC) ให้กับเกษตรกรรุ่นที่ 1 ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจำนวน 9 ราย มีพื้นที่เพาะปลูกรวมกันกว่า 30 ไร่ ดร.สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร มอบใบรับรองให้เกษตรกร หลังจากนั้น มีการเสวนาเส้นทางความสำเร็จการผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์ ให้ความรู้กับเกษตรกรรุ่นที่ 2 จำนวน 34 ราย พื้นที่เพาะปลูกอีก 150 ไร่ และเกษตรกรรุ่นที่ 3 ที่ทยอยสมัครเข้าร่วมโครงการในฤดูกา
โลกทุกวันนี้ เปลี่ยนแปลงเร็วมาก คนหลายอาชีพมีแนวโน้มตกงาน เพราะถูกเครื่องจักรเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์และถูกแย่งอาชีพจากแรงงานข้ามชาติจากนโยบายเปิดตลาดเสรีการค้าอาเซียน “คุณนนท์” หรือ คุณธวานนท์ องอาจ หนุ่มวิศวกรด้านวงการยานยนต์ มองว่าการทำเกษตรเป็นอาชีพที่ไม่มีวันตาย เพราะคนต้องกินต้องใช้อยู่ทุกวัน เขาจึงหันกลับมาพลิกฟื้นที่ดินมรดกของพ่อแม่ ให้กลายเป็นแผ่นดินทองทางการเกษตร สร้างอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืนให้ครอบครัวเขาอีกครั้งหนึ่ง คุณธวานนท์ องอาจ หรือ คุณนนท์ เล่าว่า เดิมทีแผ่นดินผืนนี้เคยเป็นสวนมะม่วงและสวนกล้วย เมื่อเจอน้ำท่วมใหญ่ เมื่อ ปี 2554 ต้นไม้ที่ปลูกไว้ตายหมด ผมจึงพลิกฟื้นที่ดินมรดกให้กลายเป็นแผ่นดินทองสำหรับทำการเกษตรอีกครั้ง จังหวะนั้น มะนาวมีราคาแพงมาก ที่โด่งดังมากคือ มะนาวพันธุ์แป้นพิจิตร คุณนนท์ตั้งใจหากิ่งพันธุ์มะนาวแป้นพิจิตรมาปลูก คุณนนท์ พี่เล็ก และลุงอุดม โชว์ส้มโอพลอยชมพู บังเอิญจังหวะนั้น คุณนนท์ได้รู้จักกับ คุณฉัตราพร สิงหราช (คุณเล็ก) เจ้าของสวนบางไผ่พันธุ์ไม้ที่แนะนำให้เขาทดลองปลูก “แป้นสิรินนท์” ซึ่งเป็นมะนาวพันธุ์ใหม่ โดยจำหน่ายกิ่งพันธุ์ในราคากิ่งละ 300 บาท
ที่บ้านกุดลิงง้อ ต.นาดี อ.เมืองอุดรธานี จ.อุดรธานี เพื่อพบกับนายเล็ก ดิลกโสภรณ์ อายุ 60 ปี และนางวิมลพร ดิลกโสภรณ์ อายุ 56 ปี 2 สามีภรรยาเคยทำนาในพื้นที่ 14 ไร่ และหันมาทำอาชีพปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยทดแทนข้าวนาปรัง โดยใช้พื้นที่ 4 ไร่ ปลูกฟักเขียวและบวบ สร้างรายได้อย่างงาม มีพ่อค้าและแม่ค้า มารับซื้อถึงในสวน แล้วนำไปจำหน่ายที่ตลาดอุดรเมืองทอง เป็นตลาดกลางขายส่งผักผลไม้ใหญ่ของจังหวัดอุดรธานี ที่ส่งไปขายทั้งในภาคอีสานและประเทศ สปป.ลาว นางวิมลพร กล่าวว่า หลังจากทำนาปีเสร็จแล้ว ร่วมกับสามีมาปรับพื้นที่ปลูกพืชอย่างอื่นแทน เนื่องจากปัจจุบันราคาข้าวตกต่ำ ตนปลูกข้าวทำนาปี ได้ข้าว 200 ถุง จะเก็บไว้กิน 50 ถุง แล้วเอาข้าวเปลือกไปขาย 150 ถุง ได้เงินเพียง 12,000 บาท แต่ต้นทุนในการปลูกข้าวสูงถึง 20,000 บาท วอนภาครัฐแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำให้ด้วย สำหรับปีนี้ไม่ปลูกข้าวทำนาปรัง หันมาปลูกฟักเขียวกับบวบแทนเพราะเป็นพืชใช้น้ำน้อย ดูแลง่ายลงทุนไม่เกิน 2,000 บาท จะรดน้ำใส่ปุ๋ย สัปดาห์ละ 2 ครั้ง เท่านั้น ใช้เวลาปลูกเพียง 4 เดือน สามารถเก็บผลผลิตได้ จะเก็บฟักเขียว สัปดาห์ละ1 ครั้ง ได้ฟักเขียว 200-300 กิโลกรัม ได้เ
