SMEs
เกษตรกรในพื้นที่หมู่ 8 ต.ดอนแร่ อ.เมือง จ.ราชบุรี นิยมปลูกไผ่รวกหวาน และกั้นพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นคอกเลี้ยงไก่ไข่ ให้อาหารไก่วันละ 2 เวลา ตอนเช้าให้ไก่กินอาหารผสมหยวกกล้วยคลุกเคล้าปนกับรำข้าว ตอนกลางวัน ปล่อยเลี้ยงตามธรรมชาติในป่าไผ่ ปล่อยให้ไก่ไข่ที่เลี้ยงคุ้ยเขี่ยปลวก แมลง ในป่าไผ่เป็นอาหาร ทำให้ไข่ไก่อินทรีย์ที่มีคุณภาพ ขายได้ราคาดี จนผลิตไม่พอขาย เกษตรกรบางรายเลี้ยงไก่สาวสัก 100 กว่าตัว เก็บไข่ออกขายได้วันละ 100-120 ฟอง 1 เดือน ได้ไข่ไก่ประมาณ 3,600 ฟอง สร้างรายได้ให้ประมาณ 14,400 บาท หักต้นทุนค่าอาหารประมาณ 4,000 บาทต่อเดือน ทำให้ยังมีเงินเหลือประมาณ 10,000 บาท ไข่อินทรีย์ที่เลี้ยงในระบบนี้ จะมีจุดเด่นที่แตกต่างจากไข่ไก่ที่เลี้ยงตามท้องตลาดทั่วไป เนื่องจากไข่ไก่อินทรีย์จะมีความสดใหม่ เมื่อตอกเปลือกไข่ จะได้ไข่ไก่ที่จับเป็นก้อนสีเข้มแดงกว่าและไม่มีน้ำเหลว บริเวณเปลือกจะหนากว่าไข่ไก่ทั่วไป เนื่องจากปล่อยเลี้ยงให้คุ้ยหากินปลวกและแมลงในดงกอไผ่ตามธรรมชาตินั่นเอง ไผ่รวกหวานที่ปลูกไว้ขายหน่อ กลายเป็นพื้นที่เลี้ยงไก่ มีไข่ไก่เก็บออกขายแล้ว ยังมีรายได้จากการเก็บหน่อไม้ไว้ขายได้อีก
อย่างที่ทราบกันว่า ตอนนี้มะพร้าวเป็นพืชที่ได้รับความนิยมในการปลูกมาก เนื่องจากปัจจัยหลายประการ ทั้งราคาดี มีการส่งออกสูง ผู้บริโภคทั้งชาวไทยและต่างชาติ นิยมรับประทาน ด้วยว่าเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์สูง ดังนั้น ช่วงนี้ จึงเป็นช่วงที่ต้นพันธุ์มะพร้าวขายดี จนขาดตลาดเลยทีเดียว “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” อัพเดต สถานการณ์การปลูกมะพร้าวน้ำหอม กับ คุณวีรวุธ พรชัยสิทธิ์ ผู้ปลูกมะพร้าวขายผลสดและต้นพันธุ์ที่ ต.บางตลาด อ.คลองเขื่อน จ.ฉะเชิงเทรา คุณวีรวุธ ให้ข้อมูลมาว่า ตั้งแต่ต้นปี 2560 ที่ผ่านมา มีผู้ต้องการปลูกมะพร้าวค่อนข้างมาก เนื่องจากเป็นพืชราคาดี และมีอนาคตสดใส ดังนั้น จำนวนต้นพันธุ์ จึงออกไปเป็นจำนวนหลายพันต้น ในช่วง 7- 8 เดือนที่ผ่านมานี้ โดยลูกค้าส่วนใหญ่มาจากทางภาคใต้ ทั้งจังหวัดกระบี่ ภูเก็ต นครศรีธรรมราช สตูล พังงา และรายเล็กรายน้อยทั่วประเทศ คุณวีรวุธ เล่าว่า จากการสอบถามเกษตรกรที่มาซื้อพันธุ์มะพร้าว เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเจ้าของสวนปาล์มน้ำมันและยางพาราอยู่แล้ว และต้องการซื้อพันธุ์มะพร้าวไปปลูกเป็นพืชแซม สวนละ 100-200 ต้น หรือบางสวนแค่ 50 ต้น ไปก่อน ซึ่งก็นับว่าเป็นการทำสวนมะพร้าวขน
เปิดตัวยังไม่ถึงปี แต่สร้างสีสันให้ตลาดปลาเค็มไม่น้อย ด้วยคุณภาพสินค้า บวกกับสตอรี่ (Story) อันน่าทึ่งทำให้วันนี้ผลิตภัณฑ์ “ปลากุเลาเค็ม” ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโอรังปันตัย บ้านตันหยงเปาว์ ตำบลท่ากำชำ อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เริ่มเป็นที่รู้จัก และได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วจนผลิตขายแทบไม่ทัน ส่วนของสตอรี่ความเป็นมา ใครที่ติดตามปัญหาประมงของปัตตานี จะรู้ว่าผลจากการทำประมงด้วยเครื่องมือทำลายล้างของเรือใหญ่อย่างอวนรุนในอดีต ทำให้อ่าวปัตตานีเสื่อมโทรมลง ชาวบ้านขาดแหล่งทำกิน จึงรวมตัวกันในนามสมาคมชาวประมงพื้นบ้าน ต่อสู้เรียกร้องอย่างยาวนานกว่า 20 ปี ท้อแท้ถึงขนาดอพยพไปเป็นแรงงานที่มาเลเซีย จนในที่สุดภาครัฐได้ออกประกาศห้ามใช้เครื่องมืออวนรุน หลังจากนั้นชุมชนได้ร่วมมือร่วมใจฟื้นฟูจนอ่าวปัตตานีกลับคืนความสมบูรณ์ นำมาสู่การแปรรูปอาหารทะเล ซึ่งเป็นหนึ่งในการขับเคลื่อนธุรกิจประมงพื้นบ้านของโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” “มูหามะสุกรี มะสะนิง” นายกสมาคมชาวประมงพื้นบ้าน จ.ปัตตานี และประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโอรังปันตัย กล่าวว่า พี่น้องประมงเริ่มเป็นเครือข่ายมาตั้งแต่ปี 2535 จ
อาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพที่ต้องใช้ต้นทุนในการทำและใช้เวลามากในการรอผลผลิต ในแต่ละครั้งผลผลิตที่ได้ก็ให้กำไรน้อย บ้างก็ขาดทุน เกษตรกรหลายรายจึงจำเป็นต้องหาอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว ไม่ว่าจะปลูกผักหรือเลี้ยงสัตว์ ในขณะที่รอผลผลิตจากการทำอาชีพหลัก อย่างชาวบ้าน ตำบลหนองน้ำแดง จังหวัดนครราชสีมา ก็ได้มีการหันมาเลี้ยงไก่ชนเป็นอาชีพเสริมจำนวนไม่น้อยเพราะค้าขายได้กำไรดี ตัวหนึ่งตกที่ 3,500-5,000 บาท ลุงฉลอง มุ่งพังกลาง ชายผู้มากด้วยรอยยิ้มอายุ 59 ปี อยู่บ้านเลขที่ 58 หมู่ที่ 3 ตำบลหนองน้ำแดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ทำอาชีพเกษตรกรรมคือ ไร่มันสำปะหลัง โดยเมื่อ 5 ปีก่อน ได้เห็นชาวบ้านในละแวกนี้เลี้ยงไก่ชนแล้วได้เงิน จึงทำให้ลุงฉลองสนใจที่จะเลี้ยงไก่ชนเป็นอาชีพเสริม สร้างรายได้เพิ่ม ไก่ชนมีหลากหลายสายพันธุ์ทั่วประเทศ แต่พันธุ์ที่เลี้ยงหลักๆ ลุงฉลองได้ซื้อพ่อพันธุ์นี้มาจากอาจารย์ที่อยู่ทางภาคใต้ ลักษณะพิเศษ มีสีขาว มีเดือยที่แหลมคม มีความเร็วในการต่อสู้ มีเนื้อที่เหนียว ทนต่อการชนของคู่ต่อสู้ได้ดี เพราะมีคุณสมบัตินี้ลุงฉลองจึงเลือกนำมาเป็นพ่อพันธุ์ ที่ใช้ในการเพาะขาย ลุงฉลอง มุ่
ยามเย็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ที่ถนนคนเดิน บริเวณทุ่งศรีเมือง เขตเทศบาลเมือง จ.อุบลราชธานี มีพ่อค้าแม่ค้านำสินค้าข้าวของเครื่องใช้ เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม อาหารการกิน เบ็ดเตล็ดมาวางขายอันอย่างคึกคัก ร้านหนึ่งที่ทีมข่าว “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” สะดุดตา และสะกิดให้กันดู คือ ร้านขายลูกชิ้น ถ้าจะบอกว่าเป็นร้านขายลูกชิ้น ก็ดูจะธรรมดาไป เพราะตลาดไหนๆ ก็มีร้านขายลูกชิ้น แต่ร้านแห่งนี้ วางลูกชิ้นเสียบไม้ เป็นแผงยาวเหยียด อลังการ ที่สำคัญ ลูกค้าซื้อแล้ว จ่ายเงิน ยืนจิ้มน้ำจิ้ม กินมันตรงนั้นแหละ บรรยากาศสุดคึกคักด้วย ผักสดหลากหลายชนิดให้กินแกล้มกัน กินกันไป คุยกันไป ยืนเต็มแผงได้เกือบ 10 คน กินอิ่ม เดินออก ลูกค้ารายใหม่เข้ามาแทนที่ วนเวียนอยู่อย่างนี้ คุณวรกัญญา แสนปินตา หรือ คุณเจี๊ยบ วัย 53 ปี เจ้าของร้าน ลูกชิ้นทอด “หม่องแซ่บ” เล่าให้ฟังว่า ขายมาตั้งแต่ราวปี 2553 ขายทุกเย็น วันศุกร์ วันเสาร์ อาทิตย์ที่ตลาดแห่งนี้ ตั้งแต่ 05.30 น. ไปจนถึง สอง-สามทุ่ม แล้วแต่สถานการณ์หน้าร้าน เช่น ของหมด ฝนตก เป็นต้น เดิมเธอเป็นแม่บ้าน อยู่บ้านเฉยๆ แต่เมื่อคิดจะลงมือค้าขาย เธอเลือก ขายลูกชิ้น เพราะอยากขา
หลังจบ ป.7 ลูกสาวคนที่ 8 ในบรรดาพี่น้อง 11 คน ลูกเกษตรกร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มุ่งหน้ากรุงเทพฯ มาทำงานเป็นลูกจ้าง แต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อย อาศัยหมั่นฝึกฝนฝีมือการทำอาหารจนได้ดี เปิดร้านอาหารซีฟู้ด ย่านประชาชื่น จากรถเข็นริมถนน ปัจจุบันขยายกิจการเป็นอาคารพาณิชย์ 8 คูหาติดริมถนนใหญ่ทำเลดี มีพนักงาน 40 คน แม่ครัว 10 คน ขายกุ้งได้เดือนละกว่า 2 ตัน รสชาติไม่เป็นสองรองใคร สร้างรายได้ถึงวันละ 5 แสนบาท คุณนิภาพร ซื่อสัตย์ หรือ เจ๊ไข่ เล่ากับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า มีพี่น้องทั้งหมด 11 คน ตัวเองเป็นลูกคนที่ 8 ฐานะทางบ้านยากจน พ่อแม่เป็นเกษตรกรปลูกข้าวอยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ครั้นเมื่อจบ ป.7 และส่วนตัวมีฝีมือการทำอาหารเลยเดินทางเข้ามากรุงเทพฯ เพื่อหางานทำ กระทั่งอายุ 17 ปี ตัดสินใจสละโสด และหันมาช่วยสามีขายแก๊ส “ดิฉันเข้ามากรุงเทพฯ พร้อมเพื่อน 1 คน มาเป็นลูกจ้างในตำแหน่งแม่ครัวร้านข้าวแกง ร้านข้าวต้ม ร้านก๋วยเตี๋ยว กระทั่งอายุ 17 ปี ตัดสินใจแต่งงาน ซึ่งครอบครัวสามีเปิดร้านขายแก๊ส เลยลาออกจากแม่ครัวไปช่วยกิจการสามี แต่เนื่องจากส่วนตัวชอบทำอาหาร ราวปี พ.ศ. 2526 เปิดร้านขายข้าวต้ม และอาหารต
“ซะป๊ะน้ำพริก” เริ่มต้นจากความต้องการที่จะทำให้คนทั่วไปได้รู้จักกับอาหารพื้นบ้านของ จ.แพร่ เนื่องจากเราเล็งเห็นว่าใน จ.แพร่ มีสินค้าดีๆ และอาหารอร่อยๆ อยู่มากมายไม่แพ้จังหวัดอื่น และชอบที่จะเป็นแม่ค้าขายของ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ คุณพิชญาภา สำเนียง เจ้าของเพจ ซะป๊ะน้ำพริก และเจ้าของโรงงานทำน้ำพริกที่จังหวัดแพร่ วัยเพียง 26 ปี เธอเล่าให้ฟังว่า “เมื่อประมาณ 3 ปีก่อน เคยทำงานบริษัทอยู่ที่กรุงเทพฯ ในตำแหน่งฝ่ายขาย การตลาด ช่วงที่ทำงานประจำก็กลับบ้านเกิดที่จังหวัดแพร่บ้าง เลยอยากนำเอาของดีของจังหวัดแพร่ คือ น้ำพริกน้ำย้อย มาขาย โดยอาศัยเพื่อนสนิทช่วยจัดส่งของให้ และตัวเราเองก็ทำการตลาดอยู่ที่กรุงเทพฯ เราเริ่มจากการรับน้ำพริกของชาวบ้านมาแบ่งบรรจุลงแพ็กเกจให้น่ารักสวยงาม ถ่ายภาพลงโซเชียลและโปรโมตขาย ช่วงแรกๆ ค่อนข้างยากเนื่องจากคนไม่รู้จักน้ำพริกที่เราขาย เน้นขายเฉพาะคนรู้จัก กลายเป็นความอร่อยที่บอกต่อกันแบบปากต่อปาก ภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี เราทำให้คนรู้จัก น้ำพริกน้ำย้อย และน้ำพริกหมูกระจก เป็นที่รู้จัก ขายไปขายมา มันเกิดขายดี คนชอบ แต่ก็มีปัญหาเรื่องการผลิต เพราะน้ำพริกที่เราเอามาขาย เป็นน
“บ้านคำปุน” คือ แหล่งผลิตและจำหน่ายผ้าไหมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ตั้งอยู่อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี สถานที่แห่งนี้ นับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญทางวัฒนธรรมการทอผ้าไหม ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ของจังหวัดอุบลฯ ความพิเศษของ “บ้านคำปุน” นี้ คือ การเปิดให้เข้าชมแค่ปีละ 1 ครั้ง เป็นเวลาไม่เกิน 3 วัน ในช่วงเทศกาลแห่เทียนเข้าพรรษาของจังหวัดอุบลฯ ทุกปี เนื่องจากสถานที่แห่งนี้เป็นบ้านส่วนตัว โดยมีการเก็บค่าเข้าชม 100 บาท รายได้ไม่หักค่าใช้จ่ายจะนำไปทำบุญตามแต่จะกำหนดไว้ในแต่ละปี สำหรับชื่อเรียกขานบ้านทรงไทย บนที่ดินร่มรื่นแห่งนี้ มีที่มาจากชื่อของ คุณคำปุน ศรีใส เจ้าของผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม สาขาทัศนศิลป์-ถักทอ พ.ศ. 2537 และมี คุณเถ่า-มีชัย แต้สุจริยา ทายาทของเธอ เป็นผู้ดูแล คุณเถ่า กับผลงานผ้าทอผืนงาม ที่เผยได้เพียงว่า ราคาหลาละ 6 หลัก ธุรกิจค้าปลีก-ส่ง ทรุด หันทำผ้าทอสืบทอดบรรพบุรุษ คุณเถ่า-มีชัย แต้สุจริยา แห่ง “บ้านคำปุน” ปัจจุบันอายุ 59 ปี ผู้ชายคนนี้ มีรางวัลการันตีความสามารถด้านผ้าทอมาแล้วมากมาย และมีผลงานโดดเด่นจนได้รับการยกย่องในฐานะ “ครูศิลป์ของแผ่นดิน” เขาเป็นผู้คิดค้
“…การเลี้ยงโคนม ก็เป็นอาชีพที่ดีสำหรับคนไทย เหมาะกับประเทศ และถ้าใช้หลักวิชาที่เหมาะสม ก็จะทำให้มีความเจริญและมีรายได้ดี…” พระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ………….. ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวถึงเป้าหมายในการสานต่อโครงการตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ว่า อาชีพเกษตรกรเลี้ยงโคนม ถือเป็นอาชีพพระราชทาน จากพระองค์ท่าน อ.ส.ค. จึงต้องพัฒนาองค์ความรู้อย่างไม่หยุดนิ่ง ส่งเสริมและสนับสนุนทุกวิถีทาง ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม เป็นอาชีพที่มีความมั่นคงและยั่งยืน ที่ผ่านมา อ.ส.ค. จึงมีแผนยุทธศาสตร์หลายรูปแบบ นับตั้งแต่ โครงการสร้าง “นักส่งเสริม” รุ่นใหม่ เพื่อออกไปทำหน้าที่ให้ความรู้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงในเรื่องของการบริหารจัดการ โครงการให้บริการด้านวิชาการ เพื่อฝึกอบรม ให้ความรู้เกษตรกรรุ่นใหม่ และเกษตรกรรายเดิม ให้มีความรู้อย่างต่อเนื่อง ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการ อ.ส.ค. และเพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางการตลาด ล่าสุดจึงร่วมกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า วิธีการเลี้ยงไส้เดือนที่จะนำเสนอต่อไปนี้เป็นการนำเสนอที่ได้มาจากตัวเธอ คุณนิรัชพร ธรรมศิริ หรือ “ต่าย” บ้านเลขที่ 167 ถนนเทศา 2 ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร เธอบอกว่า “การเลี้ยงไส้เดือนนั้นไม่ได้มีรูปแบบที่กำหนดลงไปชัดเจน เพราะเราจะสามารถหาสิ่งของต่างๆ ที่อยู่ใกล้ตัวเราหรือวัสดุบางชิ้นที่เราคิดว่าน่าจะนำมาประยุกต์นำมาเลี้ยงน้องเดือนเป็นใช้ได้ทั้งสิ้น ขอเพียงมีขั้นตอนและวิธีการเท่านั้นเป็นพอ” เมื่อเป็นเช่นนี้หากท่านใดจะนำไส้เดือนไปเลี้ยงด้วยวิธีอื่นก็ได้ตามสะดวกนะครับ ไม่ผิดกติกาใดๆ ทั้งสิ้น สำหรับไส้เดือนที่เธอแนะนำให้แฟนๆ เลี้ยงนี้เป็นสายพันธุ์อัฟริกันไนต์ครอเลอร์ (AF) ข้อดีคือ ไส้เดือนสายพันธุ์นี้สามารถกินอาหารเก่งมากโดยเฉพาะอาหารที่มีโปรตีนสูง ขยายพันธุ์ได้เร็ว มีลูกดก แถมตัวโต เป็นสายพันธุ์ที่นิยมนำไปใช้เป็นอาหารโปรตีนสำหรับเลี้ยงกบ นก และปลาได้ ส่วนมูลไส้เดือนนั้นเป็นปุ๋ยที่นำไปใส่ต้นไม้ หรือพืชผักได้อย่างดีอีกด้วย อาหารของไส้เดือน 1. มูลสัตว์ เช่น มูลวัวทั้งหลาย จะเป็นวัวบ้าน วัวนม โคขุนหรือมูลควาย ได้ทั้งนั้น ต้องนำมาแช่ในวงบ่อหรื
