SMEs
“สวนหลงบูรพา” ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 30 หมู่ที่ 5 ซอยหนองหว้ากอก ตำบลอ่าวใหญ่ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด สวนทุเรียนคนรุ่นใหม่ ครอบครัวของ ร้อยตรีกรีฑา งาเจือ หรือ “อาจารย์เฟิร์น” วัย 30 ปี และ คุณณัฐวรรณ แปลงดี หรือ “น้องหนู” ภรรยา ปัจจุบัน คุณกรีฑาเป็นรองประธานชมรมคนรักทุเรียนแห่งประเทศไทยภาคตะวันนออก และหัวหน้าศูนย์ศึกษาการผลิตทุเรียนคุณภาพ จังหวัดตราด และล่าสุดเป็นอาจารย์พิเศษสอนนักศึกษา สาขาวิชารัฐศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณีอีกด้วย คุณกรีฑาจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ด้านการตลาด จากมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี และปริญญาโท บริหารรัฐกิจ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา แต่เลือกสืบทอดอาชีพทำสวนตามพ่อแม่ โดยผสมผสานภูมิปัญญารุ่นพ่อกับประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้จากเกษตรกรรมยุคใหม่ เป็นแนวทางพัฒนาสู่เกษตรกรยุค 4.0 ออกแบบการผลิตทุเรียนให้เพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและคุณภาพ ใช้วิธีการบริหารจัดการด้านการตลาดแบบใหม่ด้วยสื่อโซเชียลมีเดีย สร้างรายได้ให้กับครอบครัวอย่างมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ปั้น หลงลับแล ทุเรียนคุณภาพภาคตะวันออก ป้อนตลาดพรีเมี่ยมทั้งไทยและต่างประเทศ คุณกรีฑา งาเจ
ไผ่เลี้ยง เชื่อว่าเป็นไม้นำเข้า เนื่องจากไม่พบตามธรรมชาติในป่าลึก ไผ่เลี้ยงมีลักษณะลำต้นตรง เนื้อหนา จึงเหมาะสำหรับใช้ทำบันได โป๊ะ หลักไม้สำหรับเพาะเลี้ยงหอยแมลงภู่ และใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ อีกทั้งหน่ออ่อนก็ใช้บริโภค มีรสชาติดี ไผ่เลี้ยง เป็นไผ่ขนาดกลาง ลำต้นตรง สีเขียวเข้ม ไม่มีหนาม เนื้อลำหนา เส้นผ่านศูนย์กลาง ประมาณ 3-7 เซนติเมตร สูง 8-12 เมตร หน่อสีเขียวอมเหลือง ไม่มีขนที่กาบใบ ต่างกับไผ่รวกที่มีขนาดใกล้เคียงกัน วิธีขยายพันธุ์ ดีที่สุดคือการแยกเหง้า เริ่มแยกได้เมื่อไผ่มีอายุ 2-3 ปี หากอายุเกิน 3 ปี ต้นที่แยกออกไปจะไม่แข็งแรง คัดเลือกต้นหรือลำที่แข็งแรง ตัดให้สั้นเหลือตอไว้ สูง 50-80 เซนติเมตร บำรุงต่อไปให้ผลิใบ และแตกกิ่งแขนงออกมาใหม่ แล้วใช้เสียมคม และสะอาด ตัดแซะออกชำในถุงเพาะชำ มีแกลบดำ หรือดินขุยไผ่เป็นวัสดุเพาะ ดูแลรักษาให้แข็งแรง เมื่ออายุ 8-12 เดือน นำปลูกลงแปลงได้ แปลงปลูกถ้าเป็นที่นา จำเป็นต้องยกร่องสวน แต่ถ้าหากเป็นที่ดอน ปรับที่แล้วปลูกได้เลย ช่วงปลูกดีที่สุดคือ ต้นฤดูฝน ใช้ระยะปลูก 4×4 เมตร ใน 1 ไร่ ปลูกได้ 100 ต้น หรือ 100 กอ ระยะ 1-2 ปีแรก ที่ว่างระหว่างต้น และระหว่างแถว
ตลาดซื้อขายสัตว์เลี้ยง ไม่ได้มีเฉพาะตลาดนัดจตุจักร ตลาดนัดสนามหลวง 2 หรือแม้กระทั่งตลาดนัดขายต้นไม้และสัตว์เลี้ยงที่ตั้งอยู่ตามชานเมืองมากมาย ก็ไม่ได้เป็นจุดศูนย์กลางของสัตว์เลี้ยงทุกชนิด เพราะบางชนิดเป็นสัตว์เลี้ยงเฉพาะที่มีความพิเศษ หรือที่เรียกว่า เอ็กโซติก เพ็ด (Exotic Pets) ซึ่งผู้เลี้ยงบางคนเข้าใจผิดว่า เป็นสัตว์ต้องห้าม หรือเลี้ยงแล้วมีความผิด แท้จริงแล้ว เป็นเพียงสัตว์เลี้ยงที่มีความเฉพาะในตัวของสัตว์เลี้ยงเองเท่านั้น ถึงกับเคยมีผู้กล่าวไว้ ว่า เอ็กโซติก เพ็ด เปรียบเสมือนสัตว์แปลกที่ไม่ใช่สัตว์ป่า ความสวยงามของสัตว์เลี้ยงแต่ละชนิด ก็ขึ้นอยู่กับความชอบของผู้เลี้ยง ซึ่งผู้เลี้ยงเท่านั้นที่จะบอกได้ว่า ความสวยงามของสัตว์เลี้ยงของเขาอยู่ตรงไหน เช่น คุณชฎายุ ใจโลกา หรือ คุณเจมส์ เป็นอีกหนึ่งคนที่เลี้ยงแมงมุมทารันทูลา หรือในประเทศไทย เรียกว่า “บึ้ง” ไว้หลายสิบตัว เพราะกลัวแมงมุม คุณชฎายุ ใจโลกา หรือ คุณเจมส์ อาจมีข้อสงสัย ทำไมกลัวแล้วต้องเลี้ยง คุณชฎายุ บอกว่า ต้องเลี้ยง เพื่อให้หายกลัว เป็นเหตุผลที่น่ารับฟัง จากการนำมาเลี้ยงเพื่อให้หายกลัว ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ทำให้ปัจจุบันคุณชฎา
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตจันทบุรี นอกจากผลิตบุคลากรทางด้านการเกษตรออกมารับใช้สังคมแล้ว ยังมีผลงานวิจัยเยี่ยมยอดมากมาย ยกตัวอย่าง การนำผลสำรองมาแปรรูปพร้อมดื่ม มีคนรับเทคโนโลยีไปบรรจุกระป๋อง จำหน่ายดีมาก กล้วยไม้เหลืองจันทบูร เดิมหายจากป่า ต่อมาวิทยาเขตจันทบุรีศึกษาการขยายพันธุ์ โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ได้ต้นจำนวนมาก กล้วยไม้ชนิดนี้เป็นที่มาของงานรักษ์เหลืองจันท์ฯ ซึ่งจัดติดต่อกันมานาน เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ของภาคตะวันออก คนทั่วไปรู้จักแวะเวียนไปชมงานจำนวนมาก ผู้ที่ศึกษาวิจัยการขยายพันธุ์กล้วยไม้เหลืองจันทบูร คือ ผศ.ดร. สาโรจน์ ประเสริฐศิริวัฒน์ อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญงานวิจัยด้านไบโอ-เทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตจันทบุรี ดร. อรวดี อานามวัฒน์ งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่ง ของ ผศ.ดร. สาโรจน์ ที่เอกชนรับไปทำต่อคือ การเพาะและแปรรูปเห็ดถั่งเช่า ซึ่งผลจากการวิจัยพบว่า มีสารสำคัญ “คอร์ไดเซปิน” ในปริมาณสูง โดยพบว่าสูงกว่าผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกันในท้องตลาด เอกชนที่รับมาทำต่อคือ ฟาร์มเห็ดเขาคิชฌกูฏ โดย ดร. อรวดี อานามวัฒน์ ตั้งอยู่ เลขที่ 9/22 หมู่ที่ 10 ตำบลพลวง อำเภอ
ตามที่บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานจังหวัดระยอง-จันทบุรี ได้เปิดตัวโครงการ “เชฟชุมพล สร้างเชฟชุมชน by PTTGC” เพื่อยกระดับอาหารท้องถิ่นของชุมชนจังหวัดระยอง พร้อมสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวตามรอยอาหาร 10 เมนูที่ไม่ควรพลาด โดยได้ร่วมกับเชฟชุมพล แจ้งไพร เชฟกระทะเหล็กประเทศไทย และผู้เชี่ยวชาญเมนูอาหารไทย มาช่วยพัฒนามาตรฐานอาชีพ และสูตรอาหารจานใหม่ ที่สร้างสรรค์จากวัตถุดิบพื้นถิ่นอย่างมีอัตลักษณ์ของชาวระยอง โดยมุ่งหวังให้เป็นหนึ่งในช่องทางการกระจายรายได้ และสร้างความเข้มแข็งด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดระยอง ตลอดจนป็นการอนุรักษ์อาหารไทยให้ดำรงอยู่อย่างทรงคุณค่าและเป็นที่ยอมรับในระดับสากลต่อไป PTTGC ได้จัดกิจกรรมคัดเลือกผู้เข้าแข่งขันรอบที่ 2 เพื่อคัด 10 สุดยอดเชฟชาวระยอง ด้วยการชิมอาหารจำนวน 20 เมนูจากผู้เข้าแข่งขัน ที่ได้สร้างสรรค์เมนูอร่อยทั้งคาวและหวาน ซึ่งมีส่วนผสมอย่างน้อย 1 อย่างจาก 19 วัตถุดิบท้องถิ่นของจังหวัดระยองตามกติกา ได้แก่ กะปิหรือน้ำปลา หอยแมลงภู่ ปลาหมึกแห้ง กล้วยน้ำว้า (รสชาติ 3 น้ำ) ปลาเค็มแดดเดียว ทุเรียน เส้นจันท์ แขนงสับปะ
วัสดุจากธรรมชาตินั้นสามารถนำมาสร้างสรรค์ หรือประดิษฐ์เป็นงานศิลปะได้หลายอย่าง มีจุดเด่นที่ความสวยงามแบบธรรมชาติดูแล้วไม่เหมือนใคร ที่สำคัญไม่เป็นอันตราย มีหลายร้านนำวัสดุจากธรรมชาติมาสร้างสรรค์เกิดเป็นธุรกิจ อย่างเช่น ร้านกิฟท์ช็อปแบรนด์ฮูปแต้ม สตูดิโอ ที่จ.สกลนคร มีสินค้าจากธรรมชาติหลายๆ อย่าง ทั้งเสื้อย้อมคราม สมุดทำมือจากกาบกล้วย คุณอำนาจ สุนาพรม อาจารย์ประจำสาขาวิชาศิลปกรรม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสกลนคร เจ้าของร้านฮูปแต้ม สตูดิโอ สกลนคร เล่าถึงจุดเริ่มต้นของธุรกิจว่า ตนมีเพื่อนฝูงทำธุรกิจแนวนี้อยู่หลายคนจึงอยากลองทำดูบ้าง ในตอนแรกทำแค่เสื้อสกรีนและของกิฟท์ช็อป ต่อมาได้มีโอกาสเรียนกับอาจารย์ท่านหนึ่งซึ่งเป็นดีไซเนอร์เรียนอยู่ประมาณปีกว่าเห็นจะได้ อาจารย์ท่านนี้สอนการทำสมุดซึ่งเป็นสมุดปกกระดาษทั่วไป แต่คุณอำนาจนั้นอยากได้วัสดุแปลกใหม่ หาได้จากธรรมชาติ จึงลองหาในอินเตอร์เน็ตดูว่าพอมีอะไรที่สามารถทำได้บ้าง กระทั่งมาลงตัวที่ กาบกล้วย ร้านฮูปแต้ม สตูดิโอ สกลนคร เปิดมาตั้งแต่ราวปี 2550 ภายในร้านขายสินค้าที่ทำจากธรรมชาติ อย่างเช่น งานเย็บมือ ตุ๊กตาผ้าคราม เสื้อย้อมค
ไก่พันธุ์ตะเภาทองเกษตรศาสตร์ เป็นไก่ที่เกิดจากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างไก่พื้นเมืองพันธุ์หนึ่งที่เกือบจะสูญพันธุ์ไปแล้ว นั่นคือไก่ตะเภาทอง กับไก่พื้นเมืองของจีน ที่มีชื่อว่า ไก่สามเหลือง หรือซาอึ้ คุณสุชาติ สงวนพันธุ์ นักวิชาการเกษตรเชี่ยวชาญ จากภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม เผยว่า เดิมไก่ตะเภาทองอยู่ในประเทศไทยมาช้านานแล้ว เป็นไก่พื้นเมืองพันธุ์ดี เนื้ออร่อย และมีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสภาพดินฟ้าอากาศเมืองไทย จุดแข็งของไก่พันธุ์ตะเภาทองคือมีเนื้อรสอร่อย มีการปรับตัวได้ดี จุดนี้ ใช้เป็นจุดแข็งในการพัฒนาสายพันธุ์ ไปแสวงหาพันธุ์นี้ เอามาพัฒนาก็ใช้เวลาอยู่ประมาณ 4-5 ปี ไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์ มีรูปร่างสมส่วน สวยงามทั้งเพศผู้และเพศเมีย ลักษณะหงอนเป็นหงอนจักร จนสีเหลืองทอง และแข้งสีเหลือง คุณสุชาติ เล่าว่า การเลี้ยงไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์ มีการฝึกให้ไก่กินผักไม้ใบหญ้า และระบบการเจริญเติบโตของไก่ก็มีความสามารถเปลี่ยนผัก ผลไม้เหล่านี้ไปเป็นเนื้อ เป็นการสร้างการเจริญเติบโตได้ดี ดังนั้นหากเกษตรกร ทำการเกษตรด้วยการไม่ใช้สารเคมี ผักหญ้าที
งานศิลปะไม่ใช่แค่งานโชว์ความสวยงามแต่เป็นงานที่แสดงถึงความสามารถและความคิดสร้างสรรค์สร้างเม็ดเงินให้กับผู้สร้างได้สมน้ำสมเนื้อ ศิลปะนั้นมีหลายแขนงและเป็นงานที่ไม่ตายตัว ทุกความคิดสามารถออกแบบเป็นงานศิลปะได้หมดหากลงมือทำ เหมือนกับงานปั้นเซรามิคของร้าน Oonutclay (ออนนัทเคลย์) งานปั้นที่เริ่มจากดินธรรมดาจนกลายเป็นรูปทรงต่างๆ เพิ่มลวดลายการ์ตูนน่ารักเจาะตลาดวัยรุ่น ต่อยอดความรู้จากวิชาเรียนในมหาวิทยาลัยจนมีร้านเป็นของตัวเอง คุณอร-สุภัทรา ไพรเกษตรกุล อายุ 24 ปี อดีตพนักงานประจำบริษัทเอกชน และ คุณนัท-ณัฐ ชูยิ่งสกุลทิพย์ อายุ 27 ปี อดีตผู้ช่วยอาจารย์ ทั้งคู่ร่วมกันเปิดร้านเซรามิคทำเป็นงานอาชีพ เพราะมีใจรัก โดยต่อยอดความรู้ด้านสาขาออกแบบเซรามิกที่เรียนมาโดยตรงจากมหาวิทยาลัยบูรพา ช่วยกันปั้น ช่วยกันออกแบบ ลงขายออนไลน์ และจำหน่ายหน้าร้านที่ตลาดซิคาด้า หัวหิน จนถึงวันนี้เปิดมาได้ 2 ปี ภายในร้านมีสินค้าเกือบ 30 แบบ ทั้งแหวน ต่างหู ถ้วย ชาม ฯลฯ คุณอร เล่าว่า ในช่วงแรกเปิดขายออนไลน์ก่อนหลังจากนั้นจึงหาตลาดลง แต่การหาตลาดขายของเกี่ยวกับศิลปะนั้นยากเหลือเกินสุดท้ายไปได้ที่ตลาดซิคาด้า หัวหิน งานเซรามิค
“ข้าวเม่า” เป็นขนมหวานประเภทหนึ่งของคนไทย ที่ทำกินตามช่วงฤดูกาล อันเกิดจากภูมิปัญญาดั้งเดิมของเกษตรกรชาวนาตั้งแต่รุ่นโบราณที่นำข้าวเหนียวที่มีรวงแก่ใกล้จะสุกเก็บเกี่ยวได้ ที่เรียกว่า ข้าวระยะพลับพลึง มาแช่น้ำ คั่ว ตำ แล้วนำมาคลุกมะพร้าว น้ำตาล โรยเกลือ ใช้ทานเป็นขนมหวาน ความจริงแล้วข้าวที่นำมาทำข้าวเม่ามีทั้งข้าวเหนียว ข้าวเจ้า และข้าวเหนียวดำ แล้วที่นิยมมากที่สุดคือข้าวเม่า ข้าวเหนียว ซึ่งยังแบ่งได้เป็น 3 แบบคือ ข้าวฮาง หรือข้าวเม่าอ่อนทำจากเมล็ดข้าวสีเขียวจัด, ข้าวเม่าแบบเขียวอ่อน ทำจากข้าวห่ามที่เปลือกเป็นสีเขียวเข้ม และข้าวเม่าขาวนวล ทำจากข้าวเกือบแก่ เปลือกเขียวอมน้ำตาล การแปรรูปจากข้าวเพื่อเป็นขนมข้าวเม่านั้น คนโบราณดัดแปลงได้หลายวิธี อาจจะทำเป็นข้าวเม่าคลุก ข้าวเม่าบด ข้าวเม่าหมี่ ข้าวเม่าทอด ฯลฯ ทั้งนี้อาจขึ้นอยู่กับความต่างกันในวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียม หรือส่วนผสมการปรุงของแต่ละภูมิภาคท้องถิ่นไป ที่จังหวัดสุรินทร์ คนที่นั่นส่วนใหญ่ปลูกข้าวหอมมะลิไว้กินและขายเป็นหลัก ส่วนข้าวเหนียวก็นิยมปลูกเอาไว้กินและทำขนม อย่างข้าวเม่าด้วย ซึ่งเดิมมักทำกินในครัวเรือน ต่อมามีการพัฒนามาเป็นอาชี
หลายเดือนที่ผ่านมาฉันเทียวไล้เทียวขื่อ ไปกินนอนฝากท้องอยู่ที่ลพบุรีเสียหลายสิบมื้อ เข้าร้านอาหารไทยพวนอยู่บ่อยๆ ก็พยายามพินิจว่าอาหารพวนคืออะไร เพราะเมนูส่วนใหญ่ก็เหมือนกับอาหารไทยเราดีๆ นี่เอง ที่เห็นเด่นชัดเป็นอัตลักษณ์ของอาหารพวนคือ อาหารที่ใส่ปลาร้า และปลาส้ม ที่ทำมาจากปลาเกล็ดน้ำจืด โดยเฉพาะปลาตะเพียนทั้งตัวนำมาหมักกับเกลือ ข้าวสุก และกระเทียมจนมีรสเปรี้ยวนำไปทอด รสเค็มๆ เปรี้ยวๆ เจริญอาหารดีนักแล กับอีกอย่างหนึ่งที่มักขายคู่กันคือ “ปลาส้มฟัก” ที่กรรมวิธีทำนั้นคล้ายกันเพียงแต่นิยมใช้ปลาหนังจำพวกปลากรายมาขูดเอาเนื้อสับให้เหนียวแล้วหมักด้วยเครื่องหมักที่เหมือนกับปลาส้ม ห่อใบตอง หรือห่อในถุงพลาสติกหมักจนเปรี้ยวก็กินได้เช่นเดียวกับแหนม หรือที่นิยมกันก็จะนำมาทอดกินแนมกับถั่วลิสงทอด ขิง หอมแดง และพริกขี้หนูสด รสชาติทำนองเดียวกับแหนมเพียงแต่เปลี่ยนจากเนื้อหมูมาเป็นเนื้อปลา ชาวลาวนอกจากจะนำไปทอดแล้วยังนำไปคั่วกับพริก ขิง กระเทียม ที่โขลกหยาบๆ คั่วแห้งๆ ซึ่งใส่ได้ทั้งเนื้อปลาส้มที่นำไปสับหยาบๆ และปลาส้มฟัก แล้วใส่ต้นหอมและผักชีซอย ฉันเปิดดูพจนานุกรมภาษาไทยพวนได้ความว่า “ฟัก” เป็นคำกริยา แป
