SMEs
เหตุผลประการหนึ่งที่ต้นอ่อน(SPROTS)เป็นอาหารที่มีคุณค่าก็คือต้นอ่อนเป็นอาหารที่ย่อยง่ายและให้พลังงานสูง เมล็ดพืชที่สามารถนำมาเพาะเป็นต้นอ่อนได้มีหลายชนิด ได้แก่ ตระกูลถั่ว (Beans) เป็นพืชที่อุดมไปด้วยโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต แต่เมื่ออยู่ในรูปของต้นอ่อนกลับเป็นอาหารที่ไม่ได้ทำให้เกิดภาวะเป็นกรดในร่างกาย ทานตะวัน (Sunflower) ประกอบด้วยวิตามินบีและดีสูง นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยกรดอะมิโนจำเป็นหลายชนิด งา (Sesame seeds) เป็นแหล่งของแคลเซียม ธาตุเหล็ก ไนอะซิน โปรตีน และฟอสฟอรัส อัลฟาฟ่า (Alfalfa) เป็นแหล่งพืชที่นิยมนำมาเพาะเป็นต้นอ่อน เนื่องจากมีคลอโรฟิลล์จำนวนมาก วิตามินเอ วิตามินบีคอมเพลกซ์ ซี ดี อี จี เค นอกจากนี้ยังประกอยด้วยธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัสและซัลเฟอร์ปริมาณมาก ธัญพืช (Grains) ต้นอ่อนของข้าวสาลีอุดมไปด้วยสารอาหารนานาชนิด ได้แก่ วิตามินซี อี บีคอมเพลกซ์ แมกนีเซียม แคลเซียม ฟอสฟอรัส โซเดียม โพทัสเซียม โปรตีน เอนไซม์ และ คลอโรฟิลล์ ต้นอ่อนจัดเป็นพืชมหัศจรรย์เนื่องจากมีปริมาณวิตามินและสารอาหารสูงกว่าพืชชนิดเดียวกันที่โตเต็มที่ และพบว่าต้นอ่อนบางชนิดมีว
วิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์คลองโยง เป็นกลุ่มผู้ผลิตพืชผักอินทรีย์ ตั้งอยู่ที่หมู่๑ ตำบลคลองโยง อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ก่อตั้งเมื่อปี ๒๕๕๘ โดยการรวมตัวของสมาชิกที่มีความสนใจในการทำเกษตรอินทรีย์ เหตุผลที่ทำให้เกษตรกรกลุ่มนี้หันมาปรับเปลี่ยนทำเกษตรแบบใช้สารเคมีมาเป็นสารอินทรีย์ชีวภาพ เนื่องจากในอดีตพื้นที่แห่งนี้มีการใช้สารเคมีอย่างต่อเนื่องทำให้ต้นทุนการผลิตสูง ส่งผลเสียต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ประกอบกับหน่วยงานภาครัฐ คุณอุษา อุตสาหกุล ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินนครปฐม กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมพรเกษตรอินทรีย์คลองโยง นับเป็นกลุ่มผู้ผลิตผักอินทรีย์กลุ่มหนึ่งในจังหวัดนครปฐมที่มีความเข้มแข็ง จัดเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ขานรับนโยบายของภาครัฐในเรื่องของการลด ละ เลิก การใช้สารเคมี ทำให้ปัจจุบันกลุ่มดังกล่าวเข้าสู่ระบบการทำเกษตรอินทรีย์อย่างมั่นคง สามารถผลิตพืชผักอินทรีย์ป้อนสู่ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในจังหวัดเสมอมา โดยไม่มีปัญหาเรื่องของสารตกค้างรวมถึงปัญหาอื่นๆ เนื่องจากระยะเวลาในการทำเกษตรในรูปแบบอินทรีย์ของกลุ่มนี้มีระยะเวลาดำเนินการมาร่วม 10 ปี จึงทำให้การปนเ
ชะอมเป็นพืชพื้นบ้านที่ปลูกง่าย ขึ้นได้กับดินแทบทุกชนิด เป็นผักสวนครัวปลูกเป็นรั้วบ้านได้ดีแบบรั้วกินได้ แต่ต้องระวังเรื่องน้ำท่วมโคนต้นโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน หากพื้นที่เป็นที่ราบลุ่มควรยกร่องขึ้นมา ระยะห่างระหว่างร่องเป็นไปตามสภาพของพื้นที่ แต่ควรมีช่วงห่างให้สามารถเดินเข้าไปได้เพื่อสะดวกในการดูแลและเก็บยอด ขณะที่ชะอมกำลังแตกยอดอ่อนก็ควรมีการเสริมปุ๋ยให้แก่ชะอมและควรให้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ประมาณ 15 วันครั้ง การให้ น้ำ ตามสภาพอากาศ หน้าฝนอาจไม่จำเป็นต้องให้น้ำ ยกเว้นฝนทิ้งช่วงหลายวัน ชะอมจะให้ยอดน้อย ในช่วงหน้าหนาวชะอมจะแตกยอดน้อยแต่ก็สามารถบังคับให้แตกยอดได้ด้วยการตัดแต่งกิ่ง หรือรูดใบออกให้มากเท่าที่จะมากได้ จากนั้นใส่ปุ๋ยและรดน้ำ ยอดก็จะแตกออกมา สำหรับขั้นตอนการปลูก ระยะห่างระหว่างต้นควรห่างประมาณ 1 ศอกต่อหนึ่งต้น พื้นที่ประมาณ 1 ไร่ จะปลูกได้ประมาณ 2,000 ต้น โดยชะอมสามารถขยายพันธุ์ได้ด้วยการปักชำกิ่งลงในถุงดำเอาพลาสติกครอบไว้ประมาณ 7 วัน ก็ติดรากจากนั้นก็เลี้ยงต่อไปประมาณ 1-2 เดือน ก็สามารถนำไปปลูกในแปลงได้
หากมองถึงความสำคัญทางเศรษฐกิจกับการเพาะเลี้ยงเห็ดในสภาพอากาศของบ้านเรานับว่าเอื้ออำนวยเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของเห็ดเป็นอย่างดี เพาะเลี้ยงง่าย ไม่เกี่ยงเรื่องขนาดพื้นที่ จะเพาะเลี้ยงเพื่อไว้บริโภคในครัวเรือน เป็นอาชีพเสริมหรืออาชีพหลักก็ย่อมได้ ตลอดจนสามารถนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางธรรมชาติจากในท้องถิ่นที่มีอยู่มากมายมาดัดแปลงใช้ในการเพาะเห็ดได้อีก เช่น ฟางข้าว ขี้เลื่อย ฯลฯ เป็นต้น จึงทำให้การเพาะเลี้ยงเห็ดเป็นการลงทุนต่ำ แต่สร้างรายได้ให้มากหากมีการบริหารจัดการอย่างดี ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดอาชีพเพาะเลี้ยงเห็ดกันอย่างกว้างขวาง หลากหลายสายพันธุ์ และมีตั้งแต่ทำกันจำนวนน้อยจนถึงจำนวนมากในระดับประเทศ ขึ้นอยู่กับศักยภาพและความสามารถของคนทำ “ฟาร์มเห็ดเทพศิริ” ตั้งอยู่เลขที่ 154 หมู่ที่ 1 ตำบลนาเฉลียง อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นอีกแห่งที่ทำธุรกิจเพาะเลี้ยงเห็ดหลายชนิด ได้แก่ เห็ดเป๋าฮื้อ หูหนู นางฟ้า ฮังการี ขอนดำ หลินจือ ยานางิ ขอนม่วง และนางฟ้าภูฏาน ทำตั้งแต่ขายก้อนเชื้อ ขายดอกสด และเปิดอบรมวิธีเพาะเลี้ยง ทั้งนี้ เน้นการผลิตเห็ดที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ด้วยการเพาะเลี้ยงแบบออร์แกนิก จึงทำให้
เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่อีกคนที่มีวิสัยทัศน์ก้าวไกล และถือว่าประสบความสำเร็จในอาชีพเพียงระยะเวลาไม่กี่ปี คุณกิตตินันท์ นุ้ยเด็น บัณฑิตจากคณะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ซึ่งตั้งแต่เรียนจบมาเมื่อปี 2549 ยึดอาชีพเกษตรกรรมมาโดยตลอด เริ่มเมื่อปี 2549 จนถึงปัจจุบัน มีแปลงเกษตรทั้งหมด 60 ไร่ ปลูกพืชหลายชนิด แต่ที่ทำเป็นหลักคือ มะละกอฮอลแลนด์ มะละกอแขกดำ กล้วยไข่ และกล้วยหอมทอง หนุ่มวัย 35 ปี รายนี้ เป็นเกษตรกรคนรุ่นใหม่ในโครงการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเป็นเจ้าของไร่ “อ.การเกษตร.” อยู่ที่ตำบลทุ่งนุ้ย อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล ซึ่งเริ่มต้นด้วยการปรับเปลี่ยนพื้นที่จากสวนยางพาราที่มีอายุกว่า 30 ปี มาปลูกปาล์มน้ำมัน และพืชผักผลไม้แทน เพราะมองว่าทำเงินได้ดีกว่า อีกส่วนหนึ่งมาจากสาเหตุราคายางตกต่ำ มีรายได้ทุกวัน วันนี้เขามีรายได้เฉลี่ย เดือนละ 30,000-50,000 บาท โดยไม่ต้องไปเป็นมนุษย์เงินเดือน มีความสุขอยู่กับเรือกสวน ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ และใช้เวลาศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมจากอินเตอร์เน็ตและแหล่งต่างๆ พร้อมทั้งสอบถามผู้รู้ คุณกิตตินันท์ เล่าว่า ในพื้นที่ 60 ไร่ แบ่งเป็น
คุณอุเชนทร์ พุกอิ่ม บ้านเลขที่ 35 หมู่ที่ 7 บ้านคลองเขาควาย ตำบลวังสำโรง อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร โทร. (098) 803-0107 เจ้าของสวนเมล่อนในโรงเรือน “ไร่ถุงทองฟาร์ม” การให้ปุ๋ยเมล่อนในโรงเรือน ก็จะให้ปุ๋ยทางรากและทางใบ อย่างทางรากก็จะให้ปุ๋ยผ่านระบบน้ำ ปุ๋ย A (จะมีธาตุอาหารหลัก N-P-K), ปุ๋ย B (จะมีธาตุอาหารรอง) ตามสูตรตามระยะการเจริญเติบโต ก็จะให้วันละประมาณ 5 ครั้ง เน้นการให้น้อยแต่บ่อยครั้ง โดยแบ่งเวลาให้ เริ่มให้ตั้งแต่ เวลา 07.00 น. 09.00 น.11.00 น. 13.00 น. และ 15.00 น. การให้ปุ๋ย A จะต้องละลายปุ๋ยในน้ำสะอาดเอาไว้ในถัง เช่นกัน ปุ๋ย B จะต้องละลายในน้ำสะอาดมีค่าความเป็นกรด-ด่าง (PH) เป็นกลางหรือกรดอ่อน คือ PH ประมาณ 6-7 อีก 1 ถัง ซึ่งตอนปล่อยเข้าระบบน้ำจะต้องให้ปุ๋ย A และปุ๋ย B จะส่งเข้าระบบน้ำพร้อมๆ กัน ในอัตราที่เราจะคำนวณเอาไว้ในแต่ละช่วงอายุของการเจริญเติบโต วิธีใช้ ปุ๋ย A และ ปุ๋ย B เบื้องต้น นำปุ๋ยมาละลายน้ำเพื่อเตรียมเป็นปุ๋ยสต๊อกก่อน 100 ลิตร จำนวน 2 ถัง ปุ๋ย A จำนวน 100 ลิตร และ ปุ๋ย B จำนวน 100 ลิตร แล้วนำแม่ปุ๋ยนั้นไปผสมน้ำเจือจาง ตามค่า EC ที่เหมาะกับพืช เช่น ผัก ค่าที่ 1
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกษตรกรบ้านทุ่งเดิ่น ต.ธาตุ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ยึดอาชีพปลูกพืชผักสวนครัว พืชอายุสั้น ทนแล้ง ใช้น้ำน้อยหลังฤดูกาลทำนา สร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัวเป็นอย่างดี โดยเฉพาะพืชผักสวนครัวเช่น แตงกวา ลุงมังกร และยายนวลจันทร์ นิตอินทร์ สองสามีภรรยา ชาวบ้านทุ่งเดิ่น ต.ธาตุ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี กล่าวว่า ตนเองปลูกแตงกวามาเกือบ 10 ปี คือทำการเกษตรทุกอย่างตั้งแต่ทำนา ปลูกข้าวโพด และปลูกแตงกวา เฉพาะการปลูกแตงกวานั้น ปลูกอย่างน้อยปีละ 3 ครั้ง ครั้งละ 3 ไร่ เหมือนเป็นพืชเสริมที่ว่างจากการทำนา แต่กลับเป็นพืชที่สร้างรายได้หลักให้กับครอบครัว เพราะแตงกวาเป็นพืชที่ให้ผลผลิตเร็ว คือปลูกราว 30-32 วัน ก็เริ่มให้ผลผลิตเก็บเกี่ยวต่อเนื่องได้นาน 25-28 วัน จึงจะเลิกเก็บ ลุงมังกร เล่าว่า แตงกวาสามารถทำเงินได้เร็วมาก ถ้าเกิดปัญหาโรคหรือแมลงทำลายเสียหาย เกษตรกรก็แก้ตัวใหม่ได้เร็ว ซึ่งแตงกวาปลูกได้ทุกฤดูกาล ขอให้มีแหล่งน้ำดี เพราะแตงกวาเป็นพืชชอบน้ำ แต่ต้องไม่ขังแฉะ เมื่อแปลงปลูกขังแฉะก็จะเสี่ยงต่อโรคจากเชื้อรา การปลูกแตงกวามีความยากง่ายต่างกันไปตามฤดูกาล อย่างช่วงหน้าร้อน แตงกวาจะทำ
หากมองวิกฤตเป็นโอกาส นำปัญหามาสร้างอาชีพ ใครทำได้ก็ย่อมส่งผลร้ายกลายเป็นดี ดังเช่น คุณปิยะฉัตร คำวัง หรือ คุณต้อย วัย 42 ปี ประธานกลุ่มแปรรูปบ้านโปร่งเกลือ (ปุยฝ้าย) ที่พบเจอกับปัญหาทั้งส่วนตน และกับสิ่งใกล้ตัว จนกระทั่งนำมาซึ่งทางออก โดยสร้างอาชีพแปรรูปสินค้าเกษตรหลากหลายรายการ สำหรับสินค้าขึ้นชื่อและยังไม่มีใครลงมือทำ คือ “กรอบเค็มปลานิล” ซึ่งจากวันแรกที่ไม่มีใครรู้จัก และต่างเดินผ่าน วันนี้ยอดสั่งซื้อมีมาไม่ขาด กลายเป็นสินค้าของฝากจังหวัดพะเยา และเป็นสินค้าที่มีผู้สนใจรับไปจำหน่ายต่อ จากปัญหาที่เจอจึงกลายเป็นอาชีพหล่อเลี้ยงตนเอง ครอบครัว สมาชิกผู้ร่วมทาง และรวมไปถึงเกษตรกรในพื้นที่ ความรับผิดชอบนำพา ปัญหานำมาสู่อาชีพ คุณปิยะฉัตร เปิดบทสนทนา โดยมีสินค้าขนมหลากหลายรายการวางให้เราทานไปเพลินๆ ระหว่างพูดคุย แม้จะมีบ้านเกิดเมืองนอนอยู่จังหวัดพะเยา แต่ทว่าการเดินทางไปใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ ก็เนิ่นนานหลายสิบปี กระทั่งประสบปัญหาชีวิต กอปรกับต้องดูแลลูกในวัยเรียน 3 คน และแม่ที่เริ่มอายุมากขึ้น ซึ่งต่อมาภายหลังป่วยด้วยโรคหัวใจ หน้าที่แม่ และลูก จึงเริ่มต้นขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยวัย 33 ปี ก
ไม่ใช่แค่เสียงดี ลีลาการเต้นเด็ดดวง แต่ 2 พี่น้อง กระแต-นิภาพร และ กระต่าย-หญิง บุญยะเลี้ยง แห่งค่ายอาร์สยาม ยังมีเสน่ห์ปลายจวัก โดยเฉพาะคนน้องที่ทำอาหารเหนือได้อร่อยล้ำไม่แพ้ใคร ทั้งคู่เลยหุ้นกันเปิดร้าน “กิ๋นลำ กำเมือง” ตรงข้ามบิ๊กซี สาขาสุขาภิบาล 5 ไว้บริการข้าวซอย หมู-ไก่, ขนมจีนน้ำเงี้ยว รวมถึงซุปเปอร์เล้ง ซึ่งก็คือซุปเปอร์กระดูกหมูให้ลองลิ้มชิมรส โดยเปิดทุกวัน ตั้งแต่ 09.30-19.00 น. หรือถ้าต้องการหม้อใหญ่ๆ สั่งไปออกบู๊ธ ทำบุญเลี้ยงพระต่างๆ ก็จัดให้ได้เช่นเดียวกัน แค่โทรไปสั่งเลยที่ (092) 420-0024 ขยันอย่างนี้ก็ขอให้เฮงๆ รวยๆ จ้า
คราวนี้ฉันพาไปเดินตลาดในเขตสู้รบ กรุณาระมัดระวังกระสุนปืนใหญ่ที่วิ่งปลิวไปมา และต้องเดินอย่างมีสติ พลาดข้ามไปผิดเขต มีสิทธิ์ติดคุก ในรัฐคะฉิ่น ทางตอนเหนือของพม่า ยังมีการสู้รบระหว่างรัฐบาลพม่า กับกองกำลังกู้ชาติคะฉิ่น หรือ Kachin Independence Army อยู่ เป็นการต่อสู้ต่อเนื่องมา 50 กว่าปี และยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบ พื้นที่รัฐคะฉิ่นแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล อีกส่วนอยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังกู้ชาติคะฉิ่น ส่วนใหญ่พื้นที่ตรงกลางๆ จะเป็นของรัฐบาล ส่วนรอบๆ เป็นของคะฉิ่น แล้วพื้นที่ก็เปลี่ยนไปมา ฝ่ายไหนชนะพื้นที่ก็ขยายออกไป แพ้พื้นที่ก็หดลง เมืองนี้ย่านนี้เคยเป็นของรัฐบาล แล้วอาจกลายมาเป็นของกองกำลังกู้ชาติ ก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอย่างนี้ ฉันจึงบอกว่าเวลาเดินตลาดในคะฉิ่น ให้ตรวจสอบให้ดีว่าตัวเองอยู่ในเขตใคร แต่ละฝั่งก็จะมีเมืองใหญ่และเมืองหลวงของตนเอง ฝั่งที่เป็นของรัฐบาล มีเมืองหลวงชื่อมิตจีนา ฝ่ายกองกำลังกู้ชาติมีเมืองหลวงชื่อไลซา 2 เมืองอยู่ไม่ห่างกัน แต่แยกกันชัดเจน มีทหารเฝ้าเขตแดนของแต่ละฝ่ายอย่างขมึงขึงขัง การเดินทางข้ามไปมายากเย็นแสนเข็ญ เพราะรัฐบาลจะตรวจตราเข
