SMEs
ดินใต้โคนต้นโสนที่ตำบลสามเรือน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยานับเป็นสิ่งล้ำค่าราวกับขุมทรัพย์ เพราะดินจากธรรมชาติบริเวณดังกล่าว โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนจะเป็นที่ขึ้นของ “เห็ดตับเต่า” เห็ดที่มีหมวกลักษณะคล้ายร่มสีดำ – น้ำตาลอมเหลืองอ่อน เมื่อโตเต็มที่จะมีขนาดประมาณ 10 – 25 ซม น้ำหนักเยอะต่อ1ดอก เกือบ 2 กิโลกรัม มีขนเล็กๆ คล้ายกำมะหยี่สีน้ำตาล ส่วนเนื้อของเห็ดชนิดนี้จะหนา มีความเหนียวหนึบ เมื่อนำมาต้มหรือผัด จะไม่ค่อยเละหรือแหยะเหมือนเห็ดชนิดอื่น เห็ดตับเต่ามักจะขึ้นในช่วงฤดูฝน ขึ้นมากในป่าเต็งรัง ป่าแดง ป่าต้นสะแก ถ้าเป็นในสวนมักจะพบในสวนผลไม้ เช่น สวนไผ่ รวมถึงขึ้นมากใต้โคนต้นโสน ที่ตำบลสามเรือน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คุณจำลอง จักรกร บ้านเลขที่ 55 หมู่ 6 ตำบลสามเรือน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หญิงสาววัย 56 ปี เกิดและเติบโตมาในครอบครัวที่มีอาชีพทำนามากว่า 100 ปี แต่ปัจจุบันเลิกทำนาแล้ว หันมาปล่อยที่นาให้คนเช่า แล้วเปิดบริษัทรับทำบัญชี รวมถึงเก็บเห็ดตับเต่าขายเฉพาะช่วงหน้าฝน ขาย 4 เดือนมีรายได้เกือบ 5 แสนบาท คุณจำลอง เผยกับเส้นทางเศรษฐีว่า เห็ดตับเต่า เป็น
เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเรียบร้อยแล้วสำหรับไข่ไก่ออร์แกนิกแบรนด์ “อัครา เอคโคโลยี” โดย ดร.สุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก เป็นประธานเปิดงาน “ไข่ออร์แกนิกปลอดภัย ใส่ใจสุขภาพ” ที่ฟาร์มเลี้ยงไก่ อัครา กรุ๊ป ที่อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก ร่วมด้วย คุณพรเพ็ญ นาถพิริยรัตน์ รองประธานกรรมการฝ่ายกำกับดูแลคุณภาพสินค้า เทสโก้ โลตัส นายสัตวแพทย์อยุทธ์ หรินทรานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ และ คุณธนาวุฑ เอื้อละพันธ์ รองประธานกรรมการ บริษัท อัครา กรุ๊ป จำกัด คุณพรเพ็ญ เกริ่นที่มาที่ไปของโครงการพัฒนาไข่ออร์แกนิกร่วมกับคู่ค้าอย่างอัครา กรุ๊ป ว่า เป็น 1 ใน 22 โครงการ “เทสโก้ โลตัส ประชารัฐร่วมใจ” ซึ่งภาครัฐอย่างกรมปศุสัตว์ ได้ให้การสนับสนุนในเรื่องของมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ให้คำปรึกษาและแนะนำตลอดกระบวนการพัฒนาจนกระทั่งขอรับรองสำเร็จภายในเวลา 7 เดือนเท่านั้น จากในเบื้องต้นที่คาดว่าน่าจะใช้เวลา 2-3 ปี คุณธนาวุฑ เอื้อละพันธ์ “ไข่ไก่ออร์แกนิก แบรนด์อัคราฯ มีขายที่เทสโก้ โลตัส เป็นแห่งแรก ใน 29 สาขา และด้วยกระแสตอบรับที่ดี ดังนั้น เร็วๆ นี้จะขยายเพิ่มขึ้นเป็น 35 สาขา แต่อาจจะมีปัญหาว่าไข่ยังมีจำนวนไม่เ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “พลูหรือใบพลูพืชที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาช้านาน ใช้กินกับหมากหรือประกอบพิธีกรรมต่างๆ แต่ส่วนใหญ่จะปลูกกันไว้บริเวณบ้านกินบ้างขายบ้าง ยังไม่มีการปลูจริงๆจังๆเป็นอาชีพ” ขณะที่ชาวบ้าน หมู่ 4 ต.สนามชัย อ.สทิงพระ จ.สงขลา ได้รวมตัวกันตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกพลูทั้งเป็นอาชีพเสริมและเป็นอาชีพหลัก ขณะนี้มีชาวบ้านเข้ามาเป็นสมาชิกในกลุ่ม 26 คน และปลูกพลูส่งขายตลาดสงขลาและตลาดต่างประเทศกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เนื่องจากขณะนี้ใบพลูกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศทั้งอินเดีย และปากีสถาน รวมทั้งตลาดในพื้นที่ แม้จะเป็นพืชที่ปลูกกันทั่วไปแต่ยังมีปริมาณจำกัด ไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดและยังมีพื้นปลูกกันค่อนข้างน้อย “สมบูรณ์ ปัญจะ” อายุ 70 ปี ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกพลู เปิดเผยว่า สมาชิกแต่ละคนจะปลูกพลูในพื้นที่บริเวณบ้านของตัวเอง จะใช้พื้นที่หลังบ้าน ประมาณ 1 ไร่ ปลูกพลูเต็มพื้นที่ จากก่อนหน้านี้ที่เคยปลูกพืชผักสวนครัวแบบผสมผสาน แต่ขณะนี้ได้เปลี่ยนมาปลูกพลูอย่างเดียว หลังจากที่พลูเป็นที่ต้องการของตลาดราคาปรับตัวสูงขึ้นจากกำละ 7 บาท เป็นกำลัง 17-18 บาท
ต่อยอดวัฒนธรรมไทย ใส่ไอเดียให้ของที่ระลึก ทุนทางวัฒนธรรม การท่องเที่ยว การออกแบบ นำมาซึ่งไอเดียและโอกาสให้แบรนด์ “HOLEN” (โฮเล่น) เปิดตัวผลิตและจำหน่ายของที่ระลึก โดยหยิบนำความเป็นไทยมาต่อยอด นอกจากจะสร้างรายได้ทางการตลาด ยังเป็นอีกวิธีคงคุณค่าความเป็นไทย หลังผ่านพ้นวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ ในราวปี 2555 คุณวิพาสน์พร ศรีพุ่ม ได้นำความรู้ความสามารถด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์ศิลปะอุตสาหกรรม จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เปิดบริษัทรับออกแบบ โดยร่วมหุ้นกับเพื่อนร่วมทางสร้างอาชีพจากไอเดียสร้างสรรค์ ซึ่งก็ได้รับงานจากลูกค้าในกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่ง กระทั่งต่อมา มีโอกาสทำโปรเจ็กต์ “ฝากไทย” กับกระทรวงวัฒนธรรรม ออกแบบสินค้าของที่ระลึกการท่องเที่ยวของแต่ละจังหวัด เพื่อนำไปจัดแสดง จากจุดเริ่มต้นตรงนั้น ทำให้คุณวิพาสน์พรเห็นถึงทุนทางวัฒนธรรม ได้สัมผัสความเป็นไทยมากขึ้น ฉะนั้น ในฐานะนักออกแบบ จึงเห็นโอกาสกับการต่อยอดบนสิ่งที่เรียกว่าเป็นจุดแข็งของประเทศไทย นั่นก็คือ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว “เข้าไปทำโปรเจ็กต์ฝากไทย ทำให้ตกผลึกความคิด ได้เห็นทุนทางวัฒนธรรมของประเทศไทยมีเยอะมาก มีจุดแข็งด้า
หมากเม่า เป็นไม้ป่าขึ้นชื่อของจังหวัดสกลนคร ปัจจุบันถือเป็นไม้เศรษฐกิจที่สำคัญ มีการนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สร้างรายได้อย่างน่าสนใจ มุมหนึ่งที่ไม่ค่อยได้กล่าวถึงกันมากนักคือ เพื่อนและศัตรูของหมากเม่า เรื่องนี้ คุณบุญเชิด วิมลสุจริต แห่งศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสกลนคร ได้ให้ข้อมูลถึงศัตรูของหมากเม่าว่า ที่พบการทำลายจะมีมาจากแมลง แต่ในธรรมชาติหมากเม่าจะมีแมลงศัตรูรบกวนน้อยมาก แต่ถ้าชะล่าใจปล่อยให้หมากเม่าอยู่เองตามธรรมชาติไปไม่ดูแล อาจจะเป็นที่ซ่อนตัวของแมลงที่ทำลายหมากเม่าได้ โดยเฉพาะบริเวณเปลือกของหมากเม่าจะเป็นที่ชื่นชอบมากกว่าส่วนอื่น แมลงศัตรูที่พบมาก ได้แก่ หนอนเจาะเปลือก ตัวสีเหลืองอ่อนที่กัดกินเปลือกหมากเม่า กินแล้วก็จะขับถ่ายออกมาเป็นก้อนๆ คล้ายขี้เลื่อย ด้วงหนวดปม จะมีลายจุดเหลืองดำให้เป็นที่สังเกต หนอนเจาะลำต้น จะเป็นหนอนที่สวยสีชมพูแดง จะเจาะลำต้นและกิ่งหมากเม่า หนักเข้าอาจจะถึงขั้นตัดท่อน้ำเลี้ยงหมากเม่าเลยทีเดียว ดังนั้น ไม่ควรปล่อยให้ต้นหมากเม่าแตกกิ่งในทรงพุ่ม เพราะเป็นกิ่งที่ไม่มีประโยชน์ ไม่แทงช่อดอก ไม่ให้ผลผลิต ควรตัดแต่งกิ่งที่อยู่ในทรงพุ่มให้โปร่งจนแดดส่องทะลุถึงโคน
ว่าที่พันตรีวิเวก จงสูงเนิน เกษตรอำเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ เปิดเผยถึงสถานการณ์ การปลูกส้มโอของอำเภอบ้านแท่นว่า ปัจจุบันพื้นที่ปลูกให้ผลผลิตแล้ว 510 ไร่ โดยเฉลี่ยแล้ว พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ จำนวน 36 ต้น เมื่อส้มโออายุต้น 5 ปีขึ้นไป เก็บผลผลิตได้ 100 ผล ต่อต้น ต่อปี แต่ละผลมีน้ำหนักเฉลี่ย 1.3-1.8 กิโลกรัม พันธุ์ที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ทองดี “ส้มโอบ้านแท่น ปลูกมากที่ตำบลบ้านแท่นและสามสวน จุดเริ่มต้นของงานปลูกส้มโอนั้น เมื่อปี 2530 นายบุญมี นามวงศ์ นำมะม่วงจากอำเภอบ้านแท่นไปจำหน่ายยังตลาดสี่มุมเมือง เมื่อนำผลผลิตไปถึงตลาดพบว่ามีความเสียหายไม่น้อย ขณะที่ส้มโอจากนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ขนย้ายไม่เสียหาย นายบุญมีจึงไปซื้อกิ่งพันธุ์ส้มโอทองดี จากนครชัยศรี มาปลูกที่อำเภอบ้านแท่น พื้นที่ปลูกแต่เดิมไม่มากนัก แต่เนื่องจากจำหน่ายได้ดี จึงขยายพื้นที่เพิ่ม ปัจจุบันมีผู้ค้าชาวจีนมาซื้อ ราคาส้มโอทองดี กิโลกรัมละ 43 บาท เกษตรกรมีความพึงพอใจมาก เกษตรกรบางรายปลูกส้มโอ 12 ไร่ ได้เงิน 1 ล้านบาท ปีหนึ่งๆ ส้มโอนำเงินเข้าสู่อำเภอบ้านแท่น ไม่ต่ำกว่า 60 ล้านบาท” ว่าที่พันตรีวิเวก กล่าว ว่าที่พันตรีวิเวก กล่าวว
ช่วงเศรษฐกิจขาลง หลายคนบ่นอุบ ข้าวของขายกันไม่ค่อยจะได้ ลดแลกแจกแถมก็แล้ว ยังไม่กระตุ้นการซื้อซักเท่าไหร่ ทำให้บรรยากาศค้าขายโดยภาพรวมยามนี้ ออกไปในแนว “ทรงกับทรุด” เสียเป็นส่วนใหญ่ แต่จะว่าไปอาจไม่ใช่เป็นทุกวงการที่ขายไม่ค่อยดี เพราะไม่กี่วันก่อน มีโอกาสได้พูดคุยกับผู้ประกอบการรายหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ได้ข้อมูลมาน่าสนใจ แม้เริ่มทำได้ไม่กี่ปี แต่ทุกวันนี้มีทั้งบ้าน-มีทั้งรถ เป็นของตัวเอง แถมมีออเดอร์เข้าทุกวัน แบบไม่ขาดสาย คุณวรวุฒิ เลิศชูสกุล อนุญาตให้เรียกแบบกันเองว่า คุณนัท เจ้าของกิจการผลิตและจำหน่ายเครื่องประดับสไตล์ไทยประยุกต์ เน้นการออกแบบไปที่ลวดลายของ “พญานาค” ภายใต้ชื่อเรียกขานแบรนด์ว่า “จักรานาคา” เริ่มต้นแนะนำตัวให้รู้จัก พื้นเพเป็นคนเชียงใหม่ ปัจจุบันอายุ 47 ปี ก่อนหน้านี้เคยทำมาแล้วหลายอาชีพ ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับอาหารและขนม วนเวียนอยู่ในแวดวงดังว่าอยู่หลายปี รู้สึกอิ่มตัว จึงเริ่มมองหาอาชีพใหม่ “เคยทำร้านอาหารมาหลายปี แต่รู้สึกว่าค้าขายเกี่ยวกับเนื่อสัตว์ไม่ค่อยขึ้น เลยหันมาทำขนม แต่ก็ยังไม่ดีขึ้นเท่าไหร่ พอถึงจุดหนึ่งจึงเกิดความเบื่อหน่าย เหมือนชีวิตถึงจุดตก เลยออกเดิน
เป็นงานโรดโชว์ในต่างประเทศอีกงานที่ประสบความสำเร็จ นั่นคือ งาน Amazing Thailand Health and Wellness Roadshow 2016 เมื่อเร็วๆ นี้ที่ประเทศรัสเซีย โดย คุณเอื้อมพร จิรกาลวิศัลย์ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานมอสโก ได้เชิญผู้ประกอบการโรงพยาบาลและเฮลท์เวลเนสของไทยระดับแถวหน้า 10 กว่าราย ไปร่วมเดินสายใน 3 เมืองหลักของรัสเซีย อาทิ วลาดิวอสต๊อก คาบารอฟสค์ และ ยูนูธ ซาคาลินสค์ บรรยากาศที่เมืองวลาดิวอสต็อก จุดได้เปรียบเกาหลี-จีน ผลของการโรดโชว์ครั้งนี้ มีบริษัทเอเย่นต์ทัวร์และสื่อมวลชนของรัสเซียรวมร้อยกว่ารายให้ความสนใจเป็นอย่างดี มีการขอข้อมูลเพื่อกลับไปศึกษาและทำโปรแกรมขาย อีกทั้งมีการเข้าคิวเพื่อรอนวดจากหมอนวดฝีมือดีที่สั่งตรงมาจากโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี พร้อมนำผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยไปขายด้วย ปรากฏว่าสาวๆ รัสเซียสอบถามและซื้อกลับไปกันเป็นแถว โดยเฉพาะพวกครีมทาผิวกลิ่นดอกไม้ไทยๆ ทั้งนี้ มีข้อมูลว่าชาวรัสเซียใช้จ่ายเรื่องการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพกันคนละประมาณ 80,000-100,000 บาท ต่อทริปการเดินทาง คุณเอื้อมพร สรุปผลของงานว่า ค่อนข้างดี ผู้ประกอบการธุ
ช่วงถนนพุทธมณฑลสาย 3 ที่เชื่อมระหว่าง ถนนบรมราชชนนี และถนนเพชรเกษม เป็นช่วงที่มีรถขนส่งวิ่งเข้าออกจำนวนมาก ด้วยเป็นแหล่งที่มีบริษัทขนส่งตั้งอยู่จำนวนมาก จากทำเล และกลุ่มลูกค้าจำนวนมโหฬาร ดังกล่าว จึงเกิดประกายไอเดียให้กับ คุณขจรศักดิ์ ศรีวันนา หรือคุณอ๊อด วัย 40 ปี เปิดร้านข้าวหมูทอด แกงป่า ในชื่อ “หมูทอดสิบล้อ” “ผมใช้ถนนเส้นนี้อยู่ และเห็นว่าบางช่วงรถติดทีเดียว จากรถขนส่ง จึงเกิดไอเดีย ทำร้านขายอาหารสำหรับ ลูกค้ากลุ่มนี้ คืออาหารราคา 40-50 บาท มีอยู่เยอะมาก แต่ผมคิดว่า อาหารราคา 25 บาทนี่ยังไม่มีใครทำ เน้นราคาไม่แพง กลุ่มลูกค้าชัดเจน รีบกิน รีบไป ผมคิดว่า ถ้าดึงลูกค้า ในกลุ่มขนส่งมาได้ สัก 30-40 เปอร์เซ็นต์ ผมก็อยู่ได้แล้ว นอกจากนี้ ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี ผมอยากให้อาหาร 25 บาท เป็นทางเลือกให้ผู้บริโภค ” คุณอ๊อด เผย กับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จากไอเดีย การทำร้านอาหาร คุณอ๊อด บอกว่า การทำร้านอาหารจานเดียว มีแค่สองเมนูแบบนี้ ต้นทุนผันแปรไม่เยอะ ใช้แรงงานไม่มาก เพราะส่วนใหญ่ เรื่องน้ำ น้ำแข็ง น้ำซุป จะให้ลูกค้าบริการตัวเอง ต้นทุนหลักๆ ได้แก่ หมูสด ซึ่งต้องไปหาจากแหล่งผลิตที่จะสามารถส่งให้ในร
