รอบโลก
เรียกเสียงฮือฮาไปเมื่อไม่นาน สำหรับการเปิดตัว “แหลมเกต อินฟินิท” ร้านอาหารซีฟู้ดบุฟเฟต์ ย่านจตุจักร ที่สุดเลิศหรูอลังการไม่เหมือนงานเปิดร้านขายอาหารทั่วไป ลองสำรวจบรรยากาศร้านโดยรอบบนพื้นที่ 666 ตารางเมตร บริเวณชั้น 2 ของเอสเจ อินฟินิท ทาวเวอร์ พบว่ามีความแตกต่างจากร้านอาหารทั่วไป ดูหรูหราราวกับเวทีละครโรงใหญ่ ที่พร้อมจะเปิดม่านต้อนรับการมาเยือนของแขกนับพันคน เมื่อถึงเวลาทำการแสดง เมื่อไล่เรียงไปที่เมนูประจำร้าน ยังพบความแปลกตาน่าสนใจอีกหนึ่งประเด็น เห็นจะเป็นเรื่องของเมนูอาหาร เพราะโดยทั่วไป เมนูอาหาร มักมีแค่ตัวหนังสือหรือไม่ก็ภาพถ่ายประกอบ แต่เมนูอาหารของ “แหลมเกต อินฟินิท”แห่งนี้ มีภาพวาดสีน้ำมันแนวเสมือนจริงจัดเรียงรายอยู่บนเมนูสองหน้ากระดาษ เรียกว่าโดนใจ “สายอาร์ต”ไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับความเป็นมาของเมนู ที่เป็นงานศิลป์รังสรรค์ความอร่อยได้เสมือนจริง นี้ ผศ.สำราญ มณีรัตน์ อาจารย์ประจำสาขาจิตรกรรม วิทยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ บอกว่า เมื่อไม่นานมานี้ ทางแหลมเกต ได้ร่วมมือกับนักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาจิตรกรรม วิทยาลัยเพาะช่างฯ ให้ช่วยกันปรุงแต่งภาพสีน้ำม
หลายๆ ครั้ง ไอเดียศิลปะที่โดนใจผู้คนอาจมาจากสิ่งรอบตัว ซึ่งบางครั้งอยู่ใกล้จนคิดไม่ถึง แม้กระทั่งเดินเหยียบย่ำอยู่ทุกวี่ทุกวัน แต่กลับมองข้าม “เอ็มมา ฟรานซ์ ราฟฟ์” ศิลปินและดีไซเนอร์แฟชั่นชาวเยอรมัน มองเห็นสิ่งที่ผู้คนไม่เคยนึกถึง แม้จะเดินผ่านไปผ่านมาทุกวัน และเธอสามารถนำมาสร้างสรรค์ผลงานที่ได้รับความนิยม รวมทั้งสร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ไอเดียที่ว่าคือ การสร้างสรรค์ลายเสื้อผ้าและกระเป๋าผ้าแบบต่างๆ จากฝาท่อระบายน้ำ แปลก แหวกแนว แตกต่าง และไม่ได้ใช้ต้นทุนมากมาย ฟรานซ์ ราฟฟ์ เริ่มต้นผลงานแฟชั่นจากฝาท่อในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ซึ่งฝาท่อแต่ละชิ้นในเมืองนี้มีลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเป็นงานศิลป์ที่มีความสวยงามอยู่แล้ว คนทั่วไปเดินผ่านท่อระบายน้ำเหล่านี้ แต่ ฟรานซ์ ราฟฟ์ เลือกพิมพ์ลวดลายของฝาท่อเหล่านี้บนเสื้อผ้า ตามหลักของการพิมพ์นูน โดยใช้ลูกกลิ้งทาหมึกหลากสีสันลงบนฝาท่อ แล้วนำเสื้อ หรือกระเป๋าผ้าลงไปประทับลายดังกล่าว ความชำนาญจะทำให้การทาสีหมึกลงบนฝาท่อมีความสม่ำเสมอ และสามารถกดด้วยน้ำหนักที่เท่ากัน เพื่อให้ลายปรากฏชัดเจน เคล็ดลับสำคัญของนักออกแบบรายนี้อยู่ที่การใช้หมึกท
เรื่องเศร้าสลดที่ญี่ปุ่นไม่กี่วันก่อน ทำให้ฉันนึกถึงข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งของประเทศญี่ปุ่นที่เคยถกเถียงกับเพื่อนมาตลอดหลายสิบปีที่ไปๆ มาๆ ประเทศนี้ ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีอัตราอาชญากรรมต่ำมาก แต่เมื่อเกิดขึ้นมักเป็นอาชญากรรมรุนแรง สมัยฉันไปเรียนเมื่อก่อนโน้น คดีที่มักเกิดขึ้นคืออาชญากรรมของแก๊งยากูซ่า ฆ่าพวกเดียวกัน ฆ่าศัตรู ฆ่าโสเภณีที่หนีจากการควบคุม คือ มันสะท้อนภาพดำมืดออกมาอย่างรุนแรงเท่าที่จะทำได้ในสังคมที่คนโค้งแทบจดดินเวลาพบปะกัน ไม่นานต่อมา มักมีข่าวเรื่องการผลักคนให้รถไฟชน มีปีละไม่กี่ครั้ง แต่ทุกครั้งรุนแรงเกินจะนึกได้ว่าคนกับคนทำกันอย่างนั้นได้อย่างไร ญี่ปุ่นเป็นเหมือนบ้านที่สาม รองจากอเมริกา และไทย ฉันผูกพันกับญี่ปุ่นและคนญี่ปุ่นมากมายเกินกว่าจะพูดได้หมด จึงเศร้าสลดทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น ล่าสุดที่เหยื่อคือคนพิการ 10 กว่าคน ฉันพูดไม่ออกไปตลอดทั้งวัน ญี่ปุ่นเป็นสังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ คนวัยทำงานมีน้อยกว่าคนที่กินเงินเกษียณ สังคมที่เหน็ดเหนื่อยกับการแบกรับภาระหนักเช่นนี้ จึงมีอาการ “สติแตก” อย่างมากทั้งปริมาณและความรุนแรง คนรุ่นใหม่มักมองว่าคนแก่เป็นภาระ ทั้งที่ต
อุยกูร์เป็นคนเชื้อสายเติร์ก คือสายเลือดเดียวกับคนที่อยู่ในตุรกี ตุรกีจึงเป็นประเทศที่รับคนอุยกูร์ไปอยู่ด้วยตลอดทุกครั้งที่มีปัญหาขัดแย้งกับจีน อุยกูร์เป็นชนกลุ่มน้อยอาศัยในมณฑลซินเจียงตอนใต้ บริเวณที่เรียกว่าเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ คือซินเจียงน่ะเป็นชื่อของมณฑล หรือเขตนั้น ส่วนอุยกูร์เป็นชื่อของเผ่าพันธุ์คนที่อาศัยอยู่ที่นั่น แม้อุยกูร์เป็นชนกลุ่มน้อย แต่ก็เป็นชนกลุ่มน้อยที่มีสัดส่วนประชากรมากกว่าใคร รวมทั้งมากกว่าคนจีนด้วย (ก็เขาถึงเรียกว่าเขตปกครองตนเองชาวอุยกูร์ไง) บางคนเรียกซินเจียงว่าเตอกิสสถานตะวันออก เพราะเคยอยู่ในประเทศนั้นมาก่อน จีนรวมเอาเขตนี้มาได้ตอนรวมประเทศเมื่อปี 2492 ซินเจียงแปลว่าพรมแดนใหม่ เขตแดนใหม่ เพราะมีพรมแดนติดมากมายประเทศ ทั้งรัสเซีย มองโกเลีย คาซัคสถาน เตอกิสถาน อัฟกานิสถาน ปากีสถาน อินเดีย กระทั่งทิเบต เมื่อได้มาจีนก็เอามาทำถิ่นฐานสำหรับชนกลุ่มน้อยของเขา โยกย้ายคนเข้ามามากมาย มีอุยกูร์ที่อยู่มาก่อนแล้วหลายพันปี มีชาวคาซัค ชาวตาจิค ชาวฮุ่ย ชาวเคิร์ก และมองโลก ซึ่งส่วนใหญ่ก็อยู่ในแถบนี้มาก่อนที่จะรวมเอาดินแดนเขาเข้ามา แล้วจีนก็ให้คนจีนเชื้อสายฮั่นเข้า
ฉันไปเกาหลีใต้ครั้งสุดท้ายเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ก่อนข่าวเรื่องการจัดการพบปะญาติระหว่างคนเกาหลีใต้กับคนเกาหลีเหนือครั้งแรกในรอบหลายปีจะเกิดขึ้น ระหว่างนั่งรถเที่ยว ฉันเฝ้ามองรั้วลวดหนามยาวสุดลูกหูลูกตาที่กั้นระหว่างพรมแดนเกาหลีใต้กับเกาหลีเหนือ ดูค่ายคูประตูหอรบ รถถัง รถจี๊ป ที่จอดเรียงรายตามแนวชายแดนที่กั้นแผ่นดินเดียวกันให้เป็น 2 ประเทศ แบ่งคนเชื้อชาติเดียวกัน สืบเชื้อสายจากบรรพบุรุษเดียวกัน ให้ห่างไกลกัน แนวชายแดนที่ว่านั่นไม่ได้อยู่ไกลลับตาจนเราแสร้งไม่รับรู้ หากแต่อยู่ใจกลางประเทศนั่นเอง แค่เดินทางจากสนามบินเข้ากรุงโซลก็เจอรั้วลวดหนามเรียงเกือบตลอดแนว ดูแล้วก็คิดว่าคนเกาหลีอีกฝั่งเขาจะเป็นอย่างไร จะอยู่อย่างไร เขาจะมองเราอยู่หรือเปล่า และที่สำคัญ ฉันสงสัยตลอดมาว่าคนเกาหลีทั้ง 2 ฝั่ง เขารักกันหรือเปล่า แต่เวลาที่เราเที่ยวท่องไปในเกาหลีใต้ ความเจริญทันสมัย แสงสีเสียงอะร้าอร่ามก็มักจะทำให้เราลืมไปว่า แค่มือเอื้อม ก็มีเกาหลีอีกแผ่นดินหนึ่งซึ่งผิดกับเกาหลีที่เราเห็นหน้ามือเป็นหลังมือ คนไทยที่ไปเที่ยวเกาหลีใต้ทุกคนรู้จักตลาด
ที่ผ่านมา เราคุ้นชินกันแต่ “บ้านพักคนชรา” แต่มาวันนี้ ที่จังหวัดชิบะ ประเทศญี่ปุ่น มี “บ้านพักสุนัขชรา” เกิดขึ้นแล้วนะคะ!!! ??? ข่าวนี้ คนที่รู้สึก “เฉยๆ” กับสุนัข หรือคนที่เกิดมา ไม่เคยรักอะไรกับใครเขาเลย นอกจาก “ตัวเอง” คงไม่อิน แต่สำหรับ คนที่ “รักสุนัข” ราวกับลูกในไส้ นี่น่าจะเป็น ข่าวน่ายินดี หรืออย่างน้อย ก็น่าจะเป็นข่าวที่ทำให้บรรดาคนรักสุนัขที่ญี่ปุ่นโล่งใจได้ว่า หากฉันแก่ตายไปก่อนน้องหมา บรรดาลูกๆ (4 ขา) ของฉัน ก็มีที่พักพิงยามแก่เฒ่า แล้วล่ะฟะ!!! บางครั้ง เรื่องของความรู้สึก มันก็พูดให้คนที่ “ไม่รู้สึก” เข้าใจยาก เหมือนกันเนาะ เหอๆๆ สำหรับ บ้านพักสุนัขชราที่ว่านี้ จากรายงานข่าวของเอเอฟพี เล่าว่า เป็นธุรกิจน้องใหม่ของเครือห้างสรรพสินค้าอิออน ที่เปิด “อิออน เพ็ต” บ้านพักสุนัขชรา ขึ้นที่ จังหวัดชิบะ เมื่อกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานี้เอง โดยภายในบ้านพักแห่งนี้ มีบริการแบบครบวงจร แทบจะพูดได้ว่าเปรียบเหมือน “สวรรค์บนดิน” ของน้องหมาที่มีเจ้านาย “มีใจ” และ “มีตังค์” เลยล่ะ เพราะนอกจากจะมีกรงนอน ที่
ในบรรดาสรรพสัตว์ทั้งหลาย “ค้างคาว” น่าจะเป็นสัตว์ที่ “อาภัพ” ไม่น้อยกว่า จระเข้ หรือ งู คือหาคนรักได้ยาก แต่ “คนเกลียด” คนกลัว น่าจะมีเยอะ เพราะเกิดมาไม่ได้มีรูปร่าง หน้าตาน่ารัก น่ากอด เหมือนสุนัข เหมือนกระต่าย นี่หน่า!!! แต่ที่น่าดีใจแทน “เหล่าค้างคาว” บ้างก็คือว่า ตอนนี้มีโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองเอเธอร์ตัน แคว้นควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย ชื่อว่า เดอะ โทลก้า แบท ฮอสปิตอล ที่อยากจะ “ฉายความน่ารัก” ของเหล่าค้างคาวให้เราๆ ท่านๆ ได้เห็นกันว่า สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดนี้ ก็มีความน่ารัก น่าเอ็นดูเหมือนกันน้า โดยมีทัวร์พาชมชีวิตความเป็นอยู่ของค้างคาวในโรงพยาบาล ซึ่งเก็บค่าทัวร์สำหรับผู้ใหญ่ 18 ดอลลาร์ (ราว 594 บาท) และ เด็ก 10 ดอลลาร์ (ราว 330 บาท) สำหรับความเป็นมาของทัวร์นี้ จะว่าไป ต้องบอกว่าเป็น “ผลพลอยได้” จากบริการหลักของโรงพยาบาล เดอะ โทลก้าฯ มากกว่า ที่ก่อตั้งขึ้นมาด้วยเจตนารมณ์เพื่อให้การดูแลรักษาลูกค้างคาวที่เจ็บป่วย หรือลูกค้างคาวกำพร้า ที่แม่ค้างคาวอาจจะตาย หรือเจ็บป่วย กระทั่งให้นมลูกค้างคาวไม่ได้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกค้างคาวผลไม
ทุกวันนี้เดินไปไหนมาไหนก็เห็นแต่คนใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายภาพตัวเอง หรือ “เซลฟี่” (Selfie) แล้วก็นำไปโชว์ผ่านสื่อเครือข่ายสังคม ทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ไม่ว่ามุมภาพนั้นจะยากลำบากอย่างไร สาวกเซลฟี่ก็ไม่หวั่น ยิ่งหลังๆ มีอุปกรณ์เสริมอย่างไม้เซลฟี่ ก็ทำให้การไปเที่ยวทั้งแบบเดี่ยวทั้งหมู่คณะ สามารถเก็บภาพได้สะดวก ไม่ว่ามุมจะแปลกหรือยากแค่ไหน ก็ไม่ไกลเกินเอื้อมอีกแล้ว แถมไม่ต้องง้อคนอื่นให้ช่วยถ่ายเหมือนเมื่อก่อน แต่ตอนนี้ ไม้เซลฟี่ที่ขายดิบขายดีมานานร่วมปี จนแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังบางแห่งต้องประกาศห้าม เพราะกลายเป็นมลพิษต่อทัศนียภาพสวยๆ ที่จะต้องมีไม้เซลฟี่เข้าไปประดับอยู่ในภาพถ่ายแบบไม่ได้รับเชิญ กลายเป็นของล้าสมัยไปแล้ว และกำลังถูกแทนที่ด้วย “โดรนี่” (Dronie) หรือการถ่ายเซลฟี่ด้วยอากาศยานไร้คนขับ ซึ่งเรียกกันติดปากว่า “โดรน” โดรน เป็นเทรนด์ใหม่ที่กำลังมาแรงในสหรัฐอเมริกา และน่าจะแพร่ไปทั่วโลกในไม่นานนี้ แม้ในระยะแรกจะมีแต่ลูกค้ากระเป๋าหนัก เพราะราคาที่ยังค่อนข้างแพง แต่ก็เชื่อว่าราคาของโดรนจะค่อยๆ ลดลง หากมีความต้องการใช้ในเชิงพาณิชย์มากขึ้น โดรนก็
มองไปรอบตัวทุกวันนี้ สินค้าจำนวนไม่น้อยต่างเกาะติดเทรนด์ D.I.Y. (Do It Yourself) หรือทำเองได้ไม่ยากเย็น ซึ่งกลายเป็นกระแสที่มาแรงต่อเนื่อง เพราะผู้บริโภคหลายต่อหลายคนรู้สึกชื่นชอบที่ได้มีส่วนร่วมสร้างสรรค์สิ่งของต่างๆ สำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ก็ใช่ว่า ทุกๆ คนจะปลาบปลื้มกับเทรนด์ D.I.Y. เสมอไป บางครั้งกลับกลายเป็นภาระที่ทำให้เสียเงิน เสียเวลามากกว่าเดิม ไม่เชื่อก็ลองถามพวกที่ไม่มีความถนัดทาง “ช่าง” เอาเสียเลย แค่ประกอบชั้นวางหนังสือเล็กๆ ก็ทำเอาหงุดหงิดจนแทบจะทุ่มทิ้งไปพร้อมกับความรู้สึก “ช่างมันเหอะ” บีบีซี ระบุว่า การที่หลายๆ คนไม่มีความถนัดงานช่าง รวมถึงไม่ชอบทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ กลายเป็นจุดเริ่มต้นธุรกิจของผู้ประกอบการชาวไอริชที่มองเห็นโอกาสนี้ กระทั่งผันตัวเองเป็นเศรษฐีที่มีธุรกิจในหลายประเทศ โออิซิน ฮานราฮัน นักธุรกิจวัย 31 ปี ผู้ก่อตั้งบริษัท แฮนดี้ เป็นคนที่มองเห็นโอกาสธุรกิจจากกลุ่มลูกค้าที่ไม่ปลื้มกระแส D.I.Y. ทำให้ปิ๊งไอเดียบริการช่างมืออาชีพ รับจ้างทำงานที่หลายๆ คนช่างมันเหอะ จนกลายเป็นบริษัทที่เติบโตอย่างรวดเร็วจนน่าอิจฉา
รองเท้ากีฬา เป็นตลาดใหญ่ที่มีมูลค่ามหาศาลในแต่ละปี ผู้คนจำนวนมากมีรองเท้ากีฬาหรือรองเท้าผ้าใบ ติดบ้านอย่างน้อย 1 คู่ และอีกหลายคนมีรองเท้ากีฬามากกว่านั้น การที่ผู้คนยอมควักเงินซื้อรองเท้ากีฬา ทั้งที่ราคาไม่ใช่ถูกๆ บางคู่หลายพันบาท บางคู่แพงกว่าครึ่งหมื่น นอกจากชื่อเสียงของแบรนด์แล้ว คุณภาพก็เป็นเรื่องสำคัญ ทั้งการรองรับน้ำหนัก แรงกระแทก การระบายอากาศ แต่น่าสนใจว่า ตลาดรองเท้ากีฬายังมีช่องว่างทางธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อย เพราะมีสาวกรองเท้ากีฬาจำนวนมากที่อยากครอบครอง “รองเท้าแบบนี้มีคู่เดียว” นี่ทำให้บริการรับเพ้นต์ลายรองเท้าตามใจลูกค้าเติบโตแบบเงียบๆ แต่รายได้เพียบจนน่าอิจฉา นิวยอร์ก ไทม์ส หยิบยกเรื่องราวของ “เบลค บาราช” อดีตนักวิเคราะห์สินเชื่อของธนาคารแห่งหนึ่งในแคลิฟอร์เนีย ที่ตัดสินใจลาออกในปี 2553 เพื่อทำธุรกิจแบบที่ชอบ และไม่ต้องคอยกังวลว่าจะถูกเลย์ออฟตอนไหน หลังจากสหรัฐอเมริกาเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจซบเซามาหลายปี เขาเห็นป้ายโฆษณาของบริษัทรองเท้า “ทอมส์” (TOMS) ที่เปิดรับสมัครศิลปินด้านการวาดภาพเข้าร่วมโครงการ Styl
