รอบโลก
เรื่องราวของ Jenny Lei วัย 28 ปี ซีอีโอและผู้ก่อตั้งแบรนด์ Freja กระเป๋าที่เซเลปชื่อดังของต่างประเทศยังเลือกใช้ โดยสามารถสร้างรายได้กว่า 726 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา จุดเริ่ม Freja จุดประกายไอเดียจากชีวิตประจำวัน ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2019 Jenny Lei กำลังจะเรียนจบปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยคอร์เนล และกำลังเตรียมตัวไปสัมภาษณ์งานที่นิวยอร์ก เธอพยายามลองจับคู่กระเป๋าที่มีอยู่ 3 ใบให้เข้ากับชุดที่ใส่ แต่กลับไม่มีใบไหนเข้ากันได้เลย เพราะใบหนึ่งเล็กเกินไป ส่วนอีกใบไม่ค่อยมีช่องเก็บของข้างใน “การแต่งตัวเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ฉันมีความมั่นใจ ตอนนั้นรู้สึกเหมือนเริ่มต้นผิดตั้งแต่ก้าวแรก ทั้งที่ก็ตื่นเต้นมากอยู่แล้ว” เธอเล่าเสริม หลังจบการสัมภาษณ์ เธอไปนั่งอยู่ที่ Bryant Park แล้วหยิบกระดาษขึ้นมาสเก็ตช์แบบกระเป๋าที่อยากได้ เป็นกระเป๋าทรงแข็งที่มีช่องแยกสำหรับใส่โน้ตบุ๊กและแฟ้มเอกสารโดยเฉพาะ พร้อมสายสะพายที่ยาวพอจะคล้องทับเสื้อโค้ตในฤดูหนาวได้ สร้างแบรนด์ด้วยเงินเก็บที่ได้จากธุรกิจเสริม เธอตัดสินใจนำเงินเก็บราว 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1 ล้านบาท มาสร้างแบรนด์ Freja ซึ่งเป็นเงินที่ได้มาจากธุรก
เมื่อความรักกลายเป็นภารกิจระดับชาติ ที่รัฐบาลถึงกับต้องออกนโยบายกระตุ้นให้ประชากรวัยหนุ่มสาวออกมาพบปะ เรียนรู้ซึ่งกันและกัน เพื่อสานสัมพันธ์จนเป็นคู่รักกันต่อ ลดช่องว่างอัตราการเกิดต่ำ ตอนนี้สิงคโปร์กำลังเผชิญวิกฤตอัตราการเกิดต่ำเป็นประวัติการณ์ ตัวเลขล่าสุดปี 2025 อัตราการเจริญพันธุ์รวม (Total Fertility Rate: TFR) ของประเทศร่วงลงเหลือเพียง 0.87 จากที่เคยอยู่ที่ 1.24 เมื่อสิบปีก่อน พูดง่ายๆ คือคนสิงคโปร์แต่งงานน้อยลง มีลูกน้อยลง จะด้วยภาระค่าครองชีพ ความรุนแรงของสถานกาณ์ความสงบโลก ความผิดปกติของสภาพอากาศ ทำให้คนขี้เกียจจะเริ่มต้นความสัมพันธ์กับใคร จึงเลือกอยู่เป็นโสดมากกว่า จนรัฐบาลมีแผนจัดทำแอปหาคู่ของรัฐบาลเอง พร้อมแพ็กเกจออกค่าอาหารมื้อแรกให้ฟรี เป็นโสดเท่ากับปัญหาระดับชาติ สำนักงานเทคโนโลยีรัฐบาลสิงคโปร์ หรือ GovTech ได้ปล่อยแบบสำรวจผ่านแพลตฟอร์ม CrowdTask ที่ใช้รวบรวมความเห็นประชาชน เพื่อทดสอบไอเดียแอปบริการหาคู่เดตที่รัฐบาลเป็นคนพัฒนาเอง โดยไอเดียนี้เกิดจากงานแฮกกาธอน (hackathon) ประจำปีของหน่วยงาน หรืองานรวมศูนย์กลางระดับโลกสำหรับกิจกรรมด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ จัดขึ้นเป็นประจำสำหร
ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดระหว่าง 3 ยักษ์ใหญ่ร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่น อย่าง 7-Eleven, Lawson และ FamilyMart ล่าสุด FamilyMart ได้สร้างความฮือฮาและฉีกหนีคู่แข่งด้วยการเปิดตัวแฟล็กชิปสโตร์แห่งใหม่ เปลี่ยนภาพจำร้านสะดวกซื้อเดิมๆ ให้กลายเป็นแลนด์มาร์กท่องเที่ยวสุดล้ำ ที่นี่คือ Famima Park Azabudai แฟล็กชิปสโตร์แห่งแรกของ FamilyMart ตั้งอยู่ในย่านอาซาบูได ของกรุงโตเกียว เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยโปรเจ็กต์นี้เป็นการนำแนวคิดร้านสะดวกซื้อมาปัดฝุ่นและตีความใหม่เพื่อตอบโจทย์อนาคต ซึ่งอัดแน่นไปด้วยงานดีไซน์สุดชิคและสินค้าอินเทรนด์ที่หาได้ยากจากสาขาทั่วไป ความพิเศษของสาขานี้คือการได้ Nigo® แฟชั่นดีไซเนอร์และครีเอทีฟไดเรกเตอร์ระดับตำนาน ผู้ก่อตั้งแบรนด์สตรีตแวร์ชื่อดังอย่าง A Bathing Ape และ Human Made มาเป็นผู้ดูแลและให้คำแนะนำ พลิกโฉมร้านสะดวกซื้อแบบเดิมๆ ให้กลายเป็นพื้นที่ไลฟ์สไตล์สุดล้ำที่เท่ที่สุดในญี่ปุ่น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจ็กต์ “Next Family Mart Project” เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 45 ปีของทางเครือ ในส่วนของสถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายใน ได้ Masamich
ในสนามฟุตบอลโลก 2026 ที่แข่งกันว่าเดือดแล้ว นอกสนามก็มีเรื่องให้พูดถึงไม่แพ้กัน นับตั้งแต่เปิดฉากวันที่ 11 มิถุนายน 2569 จนถึงตอนนี้เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายแล้ว ตลอด 1 เดือนมานี้ก็มีเรื่องราวไวรัลเกิดขึ้นมากมาย สร้างสีสันให้กับโลกลูกหนังและโซเชียลมีเดียพบกับ 10 ไวรัลที่กำลังเป็นกระแสในต่างประเทศ จะมีเรื่องไหนที่คุณอาจยังไม่เคยเห็นบ้าง 1. หนุ่มญี่ปุ่นซื้อตั๋วผิดโซน หลงไปอยู่ที่โซนบราซิล โดนแฟนบราซิลปลอบใจหลังญี่ปุ่นแพ้บราซิล 2-1 คลิปดังกล่าวมียอดรับชมปาไปแล้วกว่า 2.18 ล้านวิว และตัวเขายังได้ออกข่าวกีฬาของประเทศคอสตาริกาอย่าง Ruta Fanatikos อีกด้วย ซึ่งเขาก็ยังโดนแฟนบอลบราซิลเอาเสื้อทีมบราซิลซับน้ำตาอยู่ 2. Viking Row ฮาแลนด์นำตีกลอง viking row ฉลองเข้าชิงรอบรอง จนแฟนบอลทำตามกันทั่วโลกจนเป็นไวรัล ซึ่งแม้แต่สมาชิกรัฐสภานอร์เวย์ก็เริ่มทำด้วย เพื่อส่งกำลังใจให้ทีมชาติ 3. Levi’s โดนคลุมป้ายชื่อบนสเตเดียมบอลโลก ทางแบรนด์เลยเปลี่ยนโลโก้ตามผ้าที่ปิดคลุม จนกลายเป็น free marketing 4. เพลง World Cup (Champion) ของ Ishowspeed ได้ถูกบรรจุให้เป็นหนึ่งในเพลงประกอบการแข่งขัน FIFA World Cup 2026 อย่
แบรนด์แฟชั่นตัวแม่สายฝออย่าง “Subdued” เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ณ Siam Center ใจกลางเมือง หลังจากเคยเปิดสาขาแรกที่พัทยามาแล้ว หากพูดถึงเทรนด์แฟชั่นยุคนี้ที่ขับเคลื่อนโดยพลังของชาว Gen Z ทั่วโลก คุณคงเคยได้ยินคำว่า “Western Aesthetic” กันมามากแล้ว หรือที่ชาวเน็ตเรียกว่า “สายฝอ” เป็นหนึ่งในสไตล์แฟชั่นที่ทรงอิทธิพลที่สุด ซึ่งแบรนด์ที่โดดเด่นเมื่อพูดถึงสไตล์นี้คือ “Subdued” แบรนด์สัญชาติอิตาลีที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1994 ความน่าสนใจของ Subdued ไม่ใช่แค่เรื่องของเสื้อผ้า แต่คือวิธีการที่แบรนด์ถอดรหัส วัฒนธรรมวัยรุ่น แล้วแปรเปลี่ยนมันออกมาเป็นไลฟ์สไตล์ที่จับต้องได้ เมื่อความย้อนยุคบรรจบกับความร่วมสมัย Gen Z ขึ้นชื่อเรื่องการหยิบยกแฟชั่นในอดีตมาเขย่าใหม่ (Remix Culture) อยู่แล้ว ข้อมูลจากสื่อแฟชั่นต่างประเทศระบุว่าแบรนด์ Subdued ประสบความสำเร็จอย่างมากในการนำเอา Late ’90s และ Early ’00s Aesthetic (Y2K) กลับมาทำใหม่ให้มีความทะมัดทะแมงและเข้ากับยุคปัจจุบัน ไอเท็มดังของแบรนด์ ทั้งเสื้อสายเดี่ยวขลิบลูกไม้ (Wispy Camisoles), ลายพิมพ์รูปดาว (Star Motifs), กางเกงยีนส์เอวต่ำ (Low-
ภาพจำของแฟชั่นยุค 70s ที่วันนี้กำลังหวนกลับมาอีกครั้ง และกลายเป็นหนึ่งในเทรนด์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในวงการแฟชั่นผู้ชาย นั่นคือ Micro-shorts หรือกางเกงขาสั้นจิ๋วที่สั้นกว่าที่เคย วงจรแฟชั่นวนกลับมาซ้ำๆ ถ้าแฟชั่นสอนอะไรเราได้บ้าง สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนที่สุดคือวงจรของมัน สไตล์เก่าที่เคยรุ่งเรืองแล้วเงียบหายไป มักจะกลับมาเสมอในรูปแบบใหม่ กางเกงขาสั้นจิ๋วสำหรับผู้ชายก็เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจน จากสนามกีฬาสู่ท้องถนน ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 กางเกงขาสั้นเริ่มขยับตัวออกจากสนามกีฬามาสู่การแต่งกายลำลองทีละน้อย ในทศวรรษ 1930-1950 ผู้ชายมักใส่กางเกงขาสั้นเฉพาะตอนไปพักผ่อนตากอากาศเท่านั้น เพราะการสวมใส่ในที่สาธารณะยังถือเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความกล้าพอสมควร จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในยุค 60s-70s ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งการปฏิวัติแฟชั่นอย่างแท้จริง ด้วยแรงบันดาลใจจากยุคอวกาศ วัสดุสังเคราะห์ใหม่ๆ และการปลดปล่อยจากค่านิยมอนุรักษนิยมของยุค 50s ทำให้กระโปรงสั้นของผู้หญิงและกางเกงขาสั้นจิ๋วของผู้ชายกลายเป็นสัญลักษณ์ของความอิสระและวัฒนธรรมต่อต้านกรอบสังคม และเป็นข้อพิสูจน์ว่าความเป็นชายไม่ได้วัดกันที่คว
ภาพยนตร์แอนิเมชันภาคที่ 5 ของแฟรนไชส์ระดับตำนานจาก Disney/Pixar เรื่อง Toy Story 5 กำลังเป็นกระแสไปทั่วโลก ทั้งในแง่รายได้บ็อกซ์ออฟฟิศที่พุ่งแรงต่อเนื่อง และในแง่กระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องเนื้อหาที่จี้ใจผู้ปกครองยุคปัจจุบันอย่างตรงจุด รายได้ถล่มทลาย ใกล้แตะหลักพันล้านดอลลาร์ ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำรายได้รวมทั่วโลกทะลุ 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐไปแล้ว โดยแบ่งเป็นรายได้ในอเมริกาเหนือราว 381 ล้านดอลลาร์ และรายได้จากตลาดต่างประเทศอีกราว 427 ล้านดอลลาร์ ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ก้าวขึ้นเป็นหนังของ Pixar ที่ทำเงินสูงสุดเป็นอันดับ 9 ตลอดกาล แซงหน้า Monsters University, Up และ The Incredibles ไปเรียบร้อยแล้ว และหากคำนวณเป็นเงินบาทก็ใกล้เคียงกับตัวเลข 27,000 ล้านบาท ที่น่าสนใจคือ ตัวเลขนี้ยังไม่นับรวมตลาดเยอรมนีที่ยังไม่เข้าฉาย (มีกำหนดฉาย 23 กรกฎาคม) และในตลาดต่างประเทศ เม็กซิโกถือเป็นตลาดที่ทำเงินสูงสุด ตามมาด้วยสหราชอาณาจักรและจีน ทำให้หลายฝ่ายมองว่า Toy Story 5 มีโอกาสไปแตะหลัก 1,000 ล้านดอลลาร์ได้ไม่ยาก เช่นเดียวกับภาคก่อนหน้าอีกสองภาคที่เคยทำได้ เมื่อของเล่นต้องแข่งกับหน้าจอ ส
หากย้อนไปไม่กี่ปีก่อน ภาพจำของคนจีนทั้งกลุ่มวัยรุ่น Gen Z และ Millennials คือการประโคมใส่สินค้าแบรนด์เนมที่มีโลโก้เด่นชัดแบบตะโกน เพื่อแสดงถึงความมั่งคั่ง แต่มาวันนี้ พฤติกรรมเหล่านั้นกำลังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้าและอัตราการว่างงานของคนรุ่นใหม่ที่พุ่งสูง วัยรุ่นจีนตระหนักดีว่าความมั่นคงในชีวิตเริ่มหายาก พวกเขาจึงหันมาใช้จ่ายกับ “Emotional Value” หรือคุณค่าทางอารมณ์ เพื่อเป็นเกราะกำบังความเครียด จนเกิดเป็นกระแสที่เรียกว่า “Xuanxue Economy” (เศรษฐกิจซวนเสวี่ย) หรือเศรษฐกิจสายมูเตลูหรือความเชื่อนั่นเอง แม้ว่าภาพรวมของตลาดสินค้าหรูในจีนจะหดตัวลง แต่สินค้าแบรนด์เนมที่ถูกนำมาเชื่อมโยงกับ “ความเชื่อและโชคลาภ” กลับขายดีเป็นเทน้ำเทท่า บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยอดฮิตอย่าง Xiaohongshu แฮชแท็ก #xuanxue มียอดเข้าชมมากกว่า 5 พันล้านครั้ง โดยชาวเน็ตจีนได้ร่วมกันสร้างคู่มือ “เครื่องประดับสายมู” ขึ้นมาอย่างจริงจัง ตัวอย่างเช่น ไม่เพียงแต่แบรนด์หรูเท่านั้น เพราะตลาดเครื่องประดับราคาย่อมเยา อย่าง กำไลหินคริสตัลเสริมพลังงาน ก็มียอดขายออนไลน์พุ่งสูงขึ้นถึง 320% ในปีที่
7-Eleven ยื่นฟ้อง Nike ต่อศาลรัฐบาลกลาง เขตตอนเหนือของรัฐเท็กซัส เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2026 โดยกล่าวหาว่า Nike ละเมิดเครื่องหมายการค้าจากการออกแบบรองเท้ารุ่นใหม่ Air Max 95 Big Bubble ในโทนสี “Sport Green and Safety Orange” ซึ่งมีการจัดวางแถบสีส้ม เขียว และแดง คล้ายคลึงกับตราสัญลักษณ์สามสีอันเป็นเอกลักษณ์ของเซเว่น อีเลฟเว่นที่ใช้มานานกว่า 40 ปี ประเด็นที่ทำให้เรื่องนี้โด่งดังขึ้นมาคือ Nike กำหนดวันวางจำหน่ายรองเท้ารุ่นดังกล่าวไว้ในวันที่ 11 กรกฎาคม ซึ่งตรงกับ “7-Eleven Day” วันครบรอบก่อตั้งบริษัท และเป็นวัน Free Slurpee Day ที่ลูกค้าจะได้รับเครื่องดื่มสลัชปี้ฟรีตามสาขาต่างๆ ทั่วโลก โดยที่ทั้งสองบริษัทไม่มีความร่วมมือหรือข้อตกลงใดๆ กันอย่างเป็นทางการ แต่ไม่ได้มีเพียงสีที่คล้ายกันเท่านั้นที่ทำให้เซเว่นตัดสินใจฟ้อง นอกจากสีสันที่คล้ายคลึงกันแล้ว คำฟ้องยังระบุว่า Nike ได้ใส่รายละเอียดอื่นๆ ที่สื่อถึงเซเว่นอีเลฟเว่นอย่างจงใจ เช่น ลวดลายชั้นวางสินค้าในร้านสะดวกซื้อบนพื้นรองเท้าด้านใน รวมถึงคำบรรยายสินค้าที่ใช้ถ้อยคำอย่าง “เดินไปร้านสะดวกซื้อหัวมุมถนน” ซึ่ง
เพลงบางเพลง แค่ได้ยินเสียง ในหัวเราก็ฉายหน้านักร้องกับท่าเต้นสุดบาดใจของเขาได้แล้ว รู้หรือไม่ว่า เบื้องหลังความสำเร็จของเพลงและท่าเต้นเหล่านี้ ล้วนมาจาก ‘กลยุทธ์การตลาด’ ที่ค่ายคิดมาอย่างแนบเนียน ต่อให้คุณจะติดตาม K-Pop หรือไม่ ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า คุณไม่เคยได้ยิน หรือได้เห็นท่าเต้น K-Pop มาก่อน เพราะทุกอย่างมันแมสเสียจนต้องเคยผ่านหูผ่านตากันมาบ้าง ย้อนกลับไปเกือบยี่สิบปีก่อน เพลงระดับตำนานที่เคยสร้างปรากฏการณ์เมกะฮิตทั่วโลก อย่าง เพลง “Sorry, Sorry” วง Super Junior ท่าเต้นล้างมือที่ GenY ทุกคนต้องรู้จัก ถัดมาเพลง “Nobody” ของ Wonder Girls กับท่าเต้นปรบมือตามจังหวะ ร้องเล่นเต้นตามกันได้ทั่วโลก จน Wonder Girls กลายเป็นเกิร์ลกรุ๊ปที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในวงการ K-Pop ขยับมาหน่อยก็เจอ Gangnam Style ของ PSY พร้อมท่าเต้นควบม้าสไตล์หนุ่มกังนัมคนเท่ ก็ดังพลุแตก จนทำให้นักร้องกลายเป็นศิลปินที่ร่ำรวยที่สุดในเกาหลี กวาดเงินจากความนิยมไปได้อย่างมหาศาล เรียกได้ว่าชาตินี้ก็ใช้ไม่หมด ศิลปิน เพลง ท่าเต้น = สินค้า เพลงคือสินค้าอย่างหนึ่ง ที่ฝ่ายการตลาดของค่ายต้องตีโจทย์ให้แตกว่า จะทำอย่างไรให้มันดูน่า
