รอบโลก
โรงแรมม่านรูดแบบเดิมๆ หลายแห่งมีอันต้องรูดม่านปิดฉากไปแล้ว เพราะทุกวันนี้ลูกค้ามีทางเลือกใหม่ๆ มากขึ้น ทั้งเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ โรงแรมไม่กี่ดาว รวมถึงคอนโดมิเนียม ที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดทั่วทุกมุมเมือง รังรักหลายแห่งในบ้านเราจึงต้องปรับตัวขนานใหญ่เพื่อความอยู่รอด ขยับสู่ “เลิฟโฮเต็ล” ที่เน้นดีไซน์ทันสมัย ไม่ต้องรูดม่านแบบประเจิดประเจ้อเหมือนในอดีต จนบางครั้งก็แยกไม่ออกระหว่างบูติก โฮเต็ล และ เลิฟโฮเต็ล แถมแต่ละห้องยังตกแต่งให้แตกต่าง เพื่อเอาใจคู่รักที่มีรสนิยมหลากหลาย ในญี่ปุ่นเอง โรงแรมแห่งรักก็พากันปรับตัวรับกับความเปลี่ยนแปลง และสามารถยืนหยัดฝ่ามรสุมเศรษฐกิจได้ดี เพราะความแตกต่างและความเข้าใจลูกค้า เอเอฟพี ระบุว่า เลิฟโฮเต็ลในญี่ปุ่นสามารถตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า ไล่ตั้งแต่การตกแต่งห้องสารพัดสไตล์ ทั้งคลินิกรักที่คนรู้ใจสามารถเล่นบทหมอกับพยาบาลเพิ่มสีสันแห่งรักได้ รวมไปถึงห้องสำหรับคู่รักนักปาร์ตี้คริสต์มาสที่ไม่ต้องรอฉลองถึงเดือนธันวาคม นอกจากนี้ รังรักชั่วคราวยังมีบริการรายชั่วโมงในราคาที่สมเหตุสมผล ท่ามกลางความเจริญที่ทำให้ค่
ถึงร่างกายจะ “พิการ”แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ผู้มีความพิการทางร่างกายจะไร้ซึ่งอารมณ์ และความรู้สึก!!! โทมัส พิค หนุ่มพิการชาวเช็กวัย 26 ปีซึ่งพิการเดินไม่ได้ ทำให้ต้องใช้ชีวิตอยู่บนรถเข็นมานาน 5 ปี เล่าให้นักข่าวเอเอฟพีที่กรุงปราก สาธารณรัฐเช็กฟังว่า เขายังมี”ความรู้สึกทางเพศ” เหมือนหนุ่มๆ ทุกคน และต้องพึ่ง “หญิงขายบริการ” เพื่อช่วยปลดเปลื้องอารมณ์ทางเพศให้ แต่ที่มันไม่ง่ายสำหรับเขาเลยก็คือ มีหลายครั้งที่เขาถูกพวกผู้หญิงเหล่านั้นปฎิเสธ เมื่อรู้ว่า เขาพิการ !!! “ลำพังแค่เป็นคนพิการ คุณก็สูญเสียความมั่นใจมากพอแล้ว ยิ่งมาถูกผู้หญิงขายบริการปฎิเสธ คุณยิ่งรู้สึกล้มเหลวไม่เป็นท่า”โทมัสเล่าความรู้สึกลึกๆ ให้นักข่าวฟัง แน่นอนว่าต้องมีคนพิการอีกมากมาย ที่เจอปัญหาแบบเดียวกับโทมัส แต่ที่น่ายินดีก็คือ ปัจจุบันที่สาธารณรัฐเช็กได้มีอาชีพขายบริการทางเพศรูปแบบใหม่สำหรับผู้พิการโดยเฉพาะเรียกว่า “เซ็กซ์ซวล แอสซิสแทนซ์ (Sexual assistants)” หรือ “ผู้ช่วยทางเพศ” ที่ได้รับการฝึกอบรมเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้พิการในการจัดการกับความต
กระแสเห่อปั่นจักรยานในบ้านเรายังแรงดีไม่มีตก เพราะได้แรงหนุนจากความตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อมและเทรนด์ใส่ใจสุขภาพ แถมบวกปัญหาจราจรที่ติดขัดแบบสาหัส ความนิยมปั่นพาหนะ 2 ล้อไม่ได้เกิดขึ้นในเมืองไทยเท่านั้น แต่ในหลายประเทศก็เกิดกระแสนี้คล้ายๆ กัน บางประเทศจัดเลนสำหรับจักรยานโดยเฉพาะ และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับจักรยานก็พลอยเติบโตตามไปด้วย ซีเอ็นเอ็น ระบุว่า กระแสปั่นจักรยานที่เกิดขึ้นในหลายมุมโลก นอกจากจะส่งผลดีในแง่สิ่งแวดล้อม เพราะเป็นยานพาหนะที่ไม่ปล่อยมลภาวะที่ทำให้โลกร้อน ยังช่วยสร้างโอกาสด้านธุรกิจให้กับคนเล็กคนน้อยในประเทศกานาที่ผลิตจักรยานไม้ไผ่จำหน่ายไปทั่วโลก ทั้งๆ ที่ไม้ไผ่เป็นวัสดุที่ทนทาน กันแรงกระแทก และพร้อมสำหรับการใช้งานหลากหลายรูปแบบ แต่กลับไม่มีใครนำไม้ไผ่มาเป็นวัสดุในการผลิตจักรยานขายในเชิงพาณิชย์ ครั้งแรกๆ ที่มีคนคิดค้นนำไม้ไผ่มาขึ้นโครงจักรยานเริ่มตั้งแต่ปี 2437 แต่ไอเดียดังกล่าวก็ไม่ได้ถูกสานต่อมานานร่วม 120 ปี จนเพิ่งเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนจากฝีมือของช่างในกานาและหน่วยงานต่างๆ ที่พยายามอย่างหนักให้จักรยานไม้ไผ่แจ้งเกิด เบอร์นีซ ดาปาห์ ผู้อำนวยการบริหารโครงการริเริ่มจักร
เรื่องและรูปโดย : นันทนา ปรมานุศิษฏ์ ชาวไทยยทุกภาคล้วนรู้จักกินแกงขี้เหล็ก ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจไม่น้อย แกงขี้เหล็กของชาวล้านนาคล้ายกับภาคกลางคือเป็นแกงกะทิ ใส่เนื้อวัว เนื้อหมู หรือปลาย่าง แกงของชาวใต้จะใส่พริกแกงใต้ที่ใส่ขมิ้นและเครื่องเทศที่เผ็ดร้อนกว่า ชาวกวย (เขมร) เรียกแกงขี้เหล็กว่า “ซัมลอร์อ็องกัญ” จะใส่น้ำใบย่านางที่ตำกับข้าวเบือ พริกแกงมีพริกสดหรือพริกแห้ง กระเทียม และกระชาย ส่วนหัวหอมจะฝานเป็นแผ่นๆ ใส่ลงไปในหม้อทีหลัง ใส่กากหมู หมูสามชั้นหรือปลาทูเค็มและใส่น้ำปลาร้า ซึ่งคล้ายกับแกงขี้เหล็กแบบอีสานและลาว ที่ไม่ใส่กะทิ องค์ บรรจุน เล่าไว้ใน “ข้างสำรับมอญ” ว่า แกงขี้เหล็ก ภาษามอญเรียกว่า “ฟะแป่คัด” เป็นอาหารที่ใช้ในพิธีฟ้อนผีเม็งของชาวเหนือ หรือพิธีรำผีมอญของภาคกลาง เพื่อแก้บนผีของบรรพบุรุษ ซึ่งเป็นประเพณีเดียวกัน เพราะเมื่อทวารวดีเสื่อมลง ชาวมอญจากลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้อพยพสู่เมืองหริภุญชัยแถบลุ่มน้ำปิง หรือที่เรียกว่า “ระมิง” ที่มาจาก “ระเมญ” (เม็ง) ในภาษามอญ แกงที่ใช้ในพิธีนี้จะเป็นแกงกะทิใส่มะเขือพวง ไม่ใส่เนื้อสัตว์ เชื่อกันว่าการกินแกงขี้เหล็กนี้ทำให้มีสุขภาพดี ชาวนครช
