กรมอนามัย
ร่างกายต้องการวิตามิน C! ช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ผัก-ผลไม้ อะไรบ้าง ที่ควรกินเพื่อเสริมภูมิ ทุกวันนี้ เราต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย ทั้งการเปลี่ยนฤดู หรือจะเป็นอิทธิพลจากพายุมรสุม อาจทำให้ร่างกายปรับสภาพไม่ทันจนทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยได้ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องดูแลตนเองไม่ให้ป่วยไข้ เพื่อป้องกันการเกิดโรคต่างๆ ที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เพราะหากป่วยและไม่มีการดูแลสุขภาพที่ดี อาจส่งผลให้เป็นโรคหลอดลมอักเสบและโรคปอดบวมในที่สุด เว็บไซต์ กรมอนามัย เผยข่าว นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวในตอนหนึ่งของข่าว เกี่ยวกับการแนะนำ ผัก-ผลไม้ รวมถึงสมุนไพรไทย ที่ควรกินเพื่อเสริมภูมิต้านทานในช่วงหน้าฝนหรืออากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ได้แก่ สมุนไพรไทย : กระเทียม หอมแดง กระชาย ขิง ข่า ตะไคร้ ผักต่างๆ หลากสีที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินซี : พริกหวาน ผักโขม บร็อกโคลี่ กะหล่ำดอก ปวยเล้ง มะระขี้นก ผักหวาน ขี้เหล็ก ใบกะเพรา และมะนาว ซึ่งผักและสมุนไพรเหล่านี้สามารถหาได้ง่ายในท้องถิ่น สมุนไพรที่มีสรรพคุณเผ็ดร้อนสามารถช่วยบรรเทาอาการหวัดและเสริมภูมิต้านทานให้ร่า
ออกเจแล้ว แนะวิธีปรับสภาพร่างกาย เน้นกิน ปลา ไข่ ผักและผลไม้ วันที่ 15 ต.ค. 2564 นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ในช่วงกินเจติดต่อกันเป็นเวลา 9 วัน ส่งผลให้ร่างกายมีการปรับระบบการย่อยอาหารจากที่ย่อยเนื้อสัตว์มาเป็นพืชผักแทน ดังนั้น เมื่อร่างกายต้องกลับมากินอาหารตามปกติ ผู้บริโภคจึงปรับสภาพร่างกายด้วยการกินอาหารที่ย่อยง่าย เช่น เนื้อปลา ไข่ นม ผักและผลไม้ กินให้หลากหลายครบ 5 หมู่ เลือกอาหารรสไม่จัด ไม่หวาน มัน เค็ม เผ็ด เปรี้ยวมากจนเกินไป หลีกเลี่ยงอาหารประเภทเนื้อสัตว์สีแดง เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู เพราะทำให้ย่อยยากในช่วงแรก จึงทำให้เกิดอาการท้องอืด จุกเสียด แน่นท้อง อาหารไม่ย่อยได้ สำหรับการดื่มนม แนะนำให้เริ่มดื่มนมวัวครั้งละน้อยๆ ประมาณครึ่งแก้ว และค่อยเพิ่มเป็น ครั้งละ 1 แก้วได้ ในเวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ หรือดื่มนมในช่วงสายหรือช่วงบ่าย ในมื้ออาหารว่างหรือเลือกผลิตภัณฑ์นมที่ผ่านการย่อยน้ำตาลแลกโตสบางส่วนโดยจุลินทรีย์ เช่น โยเกิร์ต หรืออาจดื่มนมถั่วเหลืองทดแทนไปก่อน แต่หลังจากที่ร่างกายสามารถปรับสภาพการย่อยอาหารกลับสู่ภาวะเดิม ก็สามารถกินอาหารและดื่มนมได้ตาม
กรมอนามัย แนะ กินเจปีนี้ เน้นเลือกกิน ‘ผัก-ผลไม้-สมุนไพร’ เลี่ยงการกินแป้ง วันที่ 10 ต.ค. 2564 นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่าเทศกาลกินเจผู้บริโภคหลายคนเลือกกินอาหารหลากหลายประเภท และไม่เลือกกินอาหารบางประเภทที่ปรุงด้วยผักมีกลิ่นฉุนเผ็ดร้อน ได้แก่ กระเทียม หัวหอม ต้นหอม ใบหอม หอมแดง หอมขาว หอมหัวใหญ่ หลักเกียว คือกระเทียมโทนจีน กุยช่าย และใบยาสูบ แต่ผู้กินเจสามารถเลือกกินผัก ผลไม้อื่นๆ เพื่อสร้างภูมิต้านทานแทนได้ เช่น กล้วยน้ำว้าสุก ธัญพืช มันเทศ ข้าวโพดหวาน หรือสมุนไพรที่ช่วยลดอาการอาหารไม่ย่อย ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องเสีย เช่น ขิง ขมิ้นชัน มะระขี้นก และควรเพิ่มการกินผักและผลไม้หลากหลายสีเข้าไปด้วย เช่น พริกหวาน ผักโขม ปวยเล้ง มะระขี้นก ผักหวาน ขี้เหล็ก มะเขือเปราะ มะนาว ฝรั่ง มะละกอ ส้มโอ ส้มเขียวหวาน เพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินต่างๆ และเส้นใยอาหาร ซึ่งช่วยให้ร่างกายทำงานเป็นปกติและเสริมสร้างภูมิต้านทานโรค ทั้งนี้ การกินเจที่ถูกหลักโภชนาการ ผู้บริโภคควรเลือกซื้อหรือปรุงอาหารเมนูประเภทยำ ต้ม นึ่ง ลดอาหารประเภทผัด ทอด และกินอาห
กินเจอย่างไรให้สุขภาพดี กรมอนามัย แนะ ยึดหลัก 5 ล. ช่วงเทศกาลกินเจ 10 วัน วันที่ 7 ต.ค. 2564 นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า สิ่งที่กรมอนามัยเน้นย้ำมาตลอดคือสุขอนามัยในการปรุงประกอบอาหารและคุณค่าทางโภชนาการ เนื่องจากการปรุงอาหารเจจำหน่าย มักปรุงประกอบในปริมาณมาก ซึ่งพบความเสี่ยง เช่น อาหารที่ปรุงไม่สะอาด ไม่ถูกสุขลักษณะ อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ กรมอนามัย จึงแนะนำหลัก 5 ล. เพื่อสุขภาพที่ดี 1. ล : เลือกวัตถุดิบ ที่ใช้ในการปรุงประกอบอาหารที่สะอาด ปลอดภัย และเลือกกินอาหารจากร้านอาหารที่สะอาด ผ่านมาตรฐาน “อาหารสะอาด รสชาติอร่อย : Clean Food Good Taste” เช่น ผักสด ผลไม้ โปรตีนเกษตร มาจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ โดยเลือกซื้อวัตถุดิบจากตลาดที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน “ตลาดสดน่าซื้อ” ของกรมอนามัย ซึ่งมีอยู่จำนวน 1,565 แห่งทั่วประเทศ ผ่านระดับดีและดีมาก จำนวน 1,351 แห่ง หรือร้อยละ 85.82 และตลาดที่ผ่านการรับรองจากหน่วยงานราชการ อีกทั้งเครื่องปรุงรสต้องมีเครื่องหมาย อย. เครื่องหมาย มอก. เป็นต้น 2. ล : ล้างผัก ผลไม้ให้สะอาด ก่อนกินหรือก่อนนำผักและผลไม้มาปรุงอาหาร ต้องล้าง
กรมอนามัย เปิด 10 มาตรการคุมโควิด ย้ำ โรงหนัง-ลูกค้า ปฏิบัติตามเคร่งครัด วันที่ 2 ต.ค. 2564 นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า หลังจากที่ ศบค. ได้มีมติผ่อนคลายมาตรการให้ โรงภาพยนตร์กลับมาเปิดได้ภายใต้มาตรการด้านสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564 เป็นต้นไป โดยให้เปิดให้บริการได้ไม่เกิน 21.00 น. ลดที่นั่งให้เหลือร้อยละ 50 นั้น ซึ่งผู้ประกอบการโรงภาพยนตร์ และพนักงานต้องยึดแนวทางปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ดังนี้ 1. จัดให้มีระบบการคัดกรองพนักงานและผู้ใช้บริการด้วยไทยเซฟไทย หรือหากอยู่ในกลุ่มเสี่ยง แนะนำให้ตรวจด้วย ATK ก่อนเข้าปฏิบัติงาน 2. กำกับดูแลให้พนักงาน และผู้ใช้บริการต้องสวมหน้ากากตลอดเวลา 3. จัดให้มีที่ล้างมือพร้อมสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ไว้ในบริเวณต่างๆ อย่างเพียงพอ 4. จำกัดจำนวนผู้ใช้บริการไม่ให้แออัด เว้นระยะห่างระหว่างที่นั่งทุก 2 ที่นั่งในแถวเดียวกัน และระยะห่างระหว่างแถวอย่างน้อย 1 แถว หรือแถวเว้นแถว ลดระยะเวลาในการเข้าใช้บริการ โดยให้มีการลงทะเบียนจองคิว รวมทั้งลดการสัมผัส เช่น การจองตั๋วและจ่ายเงินแบบออนไลน์ การตรวจบัตรโดยการสแกน 5. จัดให้มีการระบายอากาศ
กินมากเสี่ยงอ้วน! กรมอนามัย เตือน ขนมไหว้พระจันทร์ แป้ง-น้ำตาล สูง ชี้ ไส้เม็ดบัว-ไข่ ให้พลังงานสูงสุด เว็บไซต์ กรมอนามัย เผย นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า เทศกาลไหว้พระจันทร์ เป็นเทศกาลของชาวจีนสำหรับระลึกถึงเทพธิดาแห่งพระจันทร์ โดยสิ่งที่ขาดไม่ได้ในเทศกาลนี้ คือ “ขนมไหว้พระจันทร์” ที่ใช้เป็นเครื่องเซ่นไหว้ แต่ขนมไหว้พระจันทร์มักมีแป้งและน้ำตาลเป็นส่วนประกอบหลัก อีกทั้งยังมีน้ำมัน น้ำเชื่อม และเมื่อมาผสมกับไส้ต่างๆ ที่มีรสชาติหวาน จึงทำให้เป็นขนมที่ให้พลังงานสูงมาก โดยปกติขนมไหว้พระจันทร์ขนาด 1 ชิ้น มีน้ำหนัก 166 กรัม ให้พลังงานสูงถึง 614-772 กิโลแคลอรี ซึ่งสูงกว่าอาหารมื้อหลัก อย่างเช่น ข้าวผัดหมู ผัดไทยกุ้งสด ข้าวผัดกะเพราไก่ไข่ดาว หรือเส้นใหญ่ผัดซีอิ๊ว 1 จาน แม้จะตัดแบ่งออกเป็นส่วนๆ ได้ 6 ชิ้นเล็กๆ ก็ยังให้พลังงานถึง 96-120 กิโลแคลอรี ซึ่งจากข้อมูลแสดงคุณค่าทางโภชนาการของขนมไหว้พระจันทร์ไส้ต่างๆ ในปริมาณ 100 กรัม พบว่า แต่ละไส้ให้พลังงานแตกต่างกัน หากเป็นไส้พุทราให้พลังงาน 338 กิโลแคลอรี ไส้ทุเรียนให้พลังงาน 345 กิโลแคลอรี ไส้ทุเรียนและไข่ให้พลังงาน
คลายล็อกครั้งนี้ ช็อปปิ้งอย่างไร ให้ปลอดภัยที่สุด หลังจากห้างสรรพสินค้าหรือสถานที่ช็อปปิ้งต่างๆ กลับมาเปิดให้บริการ หลายคนๆ คงอดไม่ได้ที่จะออกมาจับจ่ายซื้อของ โดยเฉพาะสาวๆ แต่การออกมาช็อปปิ้งท่ามกลางสถานการณ์ที่โควิดยังแพร่ระบาดนั้น คงต้องระวังตัวเองเป็นพิเศษหน่อย โดยเพจ กรมอนามัย ได้แนะนำวิธีการ ช็อปปิ้งอย่างไร ให้ปลอดภัยที่สุด ดังนี้ 1. วางแผนช็อปปิ้งให้ดี โดยเช็กลิสต์ของที่ต้องการซื้อ เพื่อใช้เวลาให้น้อยที่สุด 2. สวมใส่หน้ากากอนามัย 2 ชั้น 3. เว้นระยะห่างในการเลือกซื้อสินค้าจากผู้อื่น 1-2 เมตร 4. หลีกเลี่ยงร้านค้าแออัด หรือรอจังหวะในช่วงที่คนไม่หนาแน่น 5. หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสใบหน้า ตา จมูก ปาก และหน้ากาก 6. ล้างมือให้บ่อย หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ ทุกครั้งที่มีการสัมผัส 7. พกถุงหิ้ว กล่องใส่อาหาร ขวดน้ำ และแก้วของตัวเอง 8. เมื่อกลับถึงบ้านให้อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที ที่มา เพจกรมอนามัย
ผลโพล พบ แยกกินอาหาร เป็นพฤติกรรมป้องกันโควิดในบ้าน ที่ทำได้น้อยที่สุด เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2564 นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า จากผลการสำรวจอนามัยโพล ประเด็น “ความกังวลและพฤติกรรมการป้องกันโรคโควิด-19 ในบ้าน” ล่าสุด พบว่า พฤติกรรมในการป้องกันโรคโควิด-19 ในบ้านที่ประชาชนทำได้มากที่สุดคือ การใช้อุปกรณ์ส่วนตัวแยกกับผู้อื่น ร้อยละ 48.6 รองลงมาคือ ทำความสะอาดอุปกรณ์หรือบริเวณที่จับร่วมกันบ่อยๆ ร้อยละ 44.7 แยกห้องนอน ร้อยละ 40.8 สวมหน้ากากตลอดเวลาในบ้าน (ยกเว้นตอนกินอาหาร ดื่มน้ำ อาบน้ำ) ร้อยละ 33.1 ส่วนพฤติกรรม ที่ทำได้น้อยที่สุด คือ แยกกินอาหาร ร้อยละ 30.9 ดังนั้น จึงต้องเน้นย้ำให้มีการป้องกันโรคในบ้านเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีประชาชน ร้อยละ 64.4 ยังมีความกังวลว่าคนในครอบครัวที่ทำงานนอกบ้านจะนำเชื้อเข้ามาแพร่ในบ้าน นอกจากนี้ ประชาชนเห็นด้วยกับพฤติกรรมสวมหน้ากากในบ้านขณะพูดคุย ร้อยละ 53.8 สวมเมื่อทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น ดูทีวี ร้อยละ 44.6 และสวมหน้ากากตลอดเวลา ยกเว้นตอนกินอาหาร ดื่มน้ำ อาบน้ำ ร้อยละ 40.5 และเมื่อสอบถามความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมสวมหน้ากากในบ้านลดโรคทั่
กรมอนามัย เปิดโพล พฤติกรรมที่ ปชช. ปฏิบัติได้น้อยที่สุด ในการลดความเสี่ยงติดโควิด เว็บไซต์ กรมอนามัย เผยข่าว นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังขยายเป็นวงกว้างและมีความต่อเนื่องในช่วงนี้ การป้องกันการติดเชื้อแบบครอบจักรวาล (Universal Prevention) เป็นมาตรการที่ขอให้ปฏิบัติอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จากผลสำรวจอนามัยโพล ประเด็น “คิดเห็นอย่างไร กับมาตรการป้องกันการติดเชื้อแบบครอบจักรวาล (Universal Prevention for COVID-19)” โดยได้แบ่งการสอบถามเป็น 2 กลุ่ม คือ เจ้าของหรือผู้ประกอบการ พนักงาน และอีกกลุ่มเป็นประชาชนทั่วไป ระหว่างวันที่ 24 สิงหาคม – 1 กันยายน 2564 พบว่า พฤติกรรมที่กลุ่มเจ้าของหรือผู้ประกอบการ พนักงาน ส่วนใหญ่ทำได้มากที่สุดคือ 1. ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ทุกครั้ง ร้อยละ 89.2 2. แยกของใช้ส่วนตัวทุกชนิด ไม่ใช้ของร่วมกับผู้อื่น ร้อยละ 83.5 ส่วนพฤติกรรมที่ทำได้น้อยที่สุด คือ งดกินข้าวร่วมกัน ร้อยละ 66.9 สำหรับกลุ่มประชาชนทั่วไปพบว่า พฤติกรรมที่ทำได้มากที่สุดคือ 1. ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ทุกค
กรมอนามัย ชวนยกระดับป้องกันขั้นสูงสุด อยู่บ้านใส่หน้ากาก– ตรวจหาเชื้อด้วย ATK เว็บไซต์ กรมอนามัย เผยข่าว นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย เผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โควิด-19 เป็นวงกว้างทั้งในเขตกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และต่างจังหวัด จากเดิมที่มาตรการสวมหน้ากากเพื่อป้องกันโควิด-19 จะเน้นปฏิบัติเมื่อออกจากบ้านหรือเดินทางไปยังที่สาธารณะที่มีผู้คนหนาแน่น แต่ปัจจุบันกลับพบผู้ติดเชื้อจากการสัมผัสสมาชิกในครอบครัว หรือเกิดกับผู้ใกล้ชิดเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจากฐานข้อมูลการเฝ้าระวังตั้งแต่ 1 เมษายน – 14 สิงหาคม 2564 พบว่า กลุ่มเด็กปฐมวัยติดเชื้อในครอบครัว ร้อยละ 60 วัยเรียนติดเชื้อในครอบครัว ร้อยละ 53 และผู้สูงอายุติดเชื้อในครอบครัว ร้อยละ 46 จึงจำเป็นต้องยกระดับมาตรการป้องกันโควิด-19 ขั้นสูงสุด (Universal Prevention) ด้วยการสวมหน้ากากในบ้านให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่คนในบ้าน และจากข้อมูลอนามัยโพลล่าสุด พบว่า ครอบครัวไม่มีการประเมินความเสี่ยงของทุกคนที่มาจากนอกบ้านร้อยละ 73 จึงส่งผลให้มีความกังวลต่อการแพร่เชื้อในบ้านร้อยละ 69 ซึ่งเมื่อถามถึงการสวมหน้า
