ขายของ
‘โตโต้’ ผู้สมัคร ส.ส. ‘อนาคตใหม่’ ยอดกตัญญู ใช้เวลาว่างหาเสียง ขายแฮมฯเลี้ยงแม่ เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวิสา บุญนัดดา หรือโตโต้ ผู้สมัคร ส.ส.เขต 3 พะเยา พรรคอนาคตใหม่ ได้ใช้เวลาว่างพักจากการหาเสียงมาตั้งโต๊ะขายแฮมเบอร์เกอร์ในถนนคนเดิน ซึ่งจัดขึ้นทุกวันศุกร์-อาทิตย์ ในเขตเทศบาลเมือง(ทม.)พะเยา โดยนายวิสาได้ประกอบอาชีพเสริมขายแฮมเบอร์เกอร์มาตลอด ตั้งแต่ก่อนที่จะมาเป็นผู้สมัคร ส.ส.แล้ว โดยมีคุณแม่มาช่วยขายทุกครั้ง นายวิสากล่าวว่า ปกติวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ช่วงที่มีการจัดถนนคนเดินในเมืองพะเยา ตนได้ตั้งโต๊ะเปิดร้านขายแฮมเบอร์เกอร์มานานกว่า 1 ปีแล้ว โดยทุกวันจะมีคุณแม่มาเป็นผู้ช่วยขายของและรับเงินจากลูกค้า คุณแม่ช่วยคำนวณราคาแฮมเบอร์เกอร์ให้อย่างสนุกสนาน ตนมีหน้าที่ปิ้งและทำแฮมฯให้ลูกค้า น้ำจิ้มก็ทำเองเป็นสูตรเฉพาะ ซึ่งหลังจากที่ได้เป็นผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคอนาคตใหม่แล้วก็ยังคงมาขายแฮมฯตามปกติ เพราะใช้เวลาเพียงช่วงเย็นถึงค่ำของวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ เวลาอื่นก็ออกหาเสียงด้วยการปั่นจักรยานตระเวนหาเสียงพร้อมกับทีมงานผู้สมัครด้วยกันทุกวัน ดังนั้นทุกวันที่มีถนนคนเดิน ตนจะเต
สาว อบต.เมืองอุทัยไอเดียเก๋ เปิดร้านบาร์บีคิวปิ้งโอ่ง สุดแปลกไม่ซ้ำใคร เมื่อวันที่ 5 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ตลาดลาวเวียง ภายในวัดผาทั่ง หมู่ 2 ต.ห้วยแห้ง อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี ซึ่งเป็นตลาดที่มีชาวบ้านในพื้นที่นำสินค้าหลากหลาย อาทิ ผ้าทอมือพื้นเมือง พืชผักผลไม้ปลอดสารพิษ อาหาร ขนมพื้นเมือง ผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป และสินค้าอื่นๆ อีกมากมาย มาจำหน่ายให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวในราคาถูก และยังจำลองการดำรงชีวิตและการละเล่นพื้นบ้านให้นักท่องเที่ยวได้เที่ยวชมทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 08.30-15.30 น.อีกด้วย อีกทั้งที่ตลาดลาวเวียงแห่งนี้นอกจากจะมีอาหารพื้นเมืองที่รสชาติอร่อยแล้วนั้น ยังมีเมนูอาหารทานเล่นที่ขึ้นชื่ออีกหนึ่งเมนูก็คือ ร้านบาร์บีคิวปิ้งโอ่ง ของ น.ส.วรารัตน์ หลำริ้ว อายุ 36 ปี ซึ่งเป็นข้าราชการสาว ตำแหน่งนักวิชาการเงินและบัญชีชำนาญการ อบต.ห้วยแห้ง อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี ที่ใช้ช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ขายบาร์บีคิวเป็นรายได้เสริม จนมีลูกค้าแวะเวียนเข้ามาซื้อกันอย่างไม่ขาดสาย ด้วยร้านบาร์บีคิวร้านนี้มีความแปลกที่เจ้าของร้านมีไอเดียเก๋ไก๋ในการสร้างจุดขายดึงดูดลูกค้า ด้วยการนำโอ่งน้ำขนา
ชิมก๋วยจั๊บสูตรโบราณขายกว่า 80 ปี ชามละ 20 บาท แต่ไม่มีคนสืบทอด เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ตลาดเช้าริมแม่น้ำสะแกกรัง เขตเทศบาลเมืองอุทัยธานี จ.อุทัยธานี ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งแหล่งที่มีพ่อค้าแม่ค้านำสินค้าโดยเฉพาะของกินที่หลากหลาย มาขายกันเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะของกินโบราณที่มีการสืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เช่น ก๋วยจั๊บรถเข็นสูตรโบราณ ของเจ๊แกะ หรือ น.ส.สุภารัตน์ ฉัตรอุทัย อายุ 83 ปี และเจ๊เก้า น.ส.สุดารัตน์ ฉัตรอุทัย อายุ 68 ปี 2 พี่น้อง ที่สืบทอดตำนานจากเตี่ย และแม่เป็นรุ่น 2 ที่ตั้งร้านขายอยู่บริเวณหน้าโรงหนังเก่า มานานกว่า 80 ปี และเฉพาะรุ่น 2 ขายต่อมานานกว่า 60 ปี โดยขายมาตั้งแต่ราคาชามละ 50 สตางค์ จนปัจจุบันราคาชาม/ถุงละ 20 บาท ถ้าสั่งพิเศษเพิ่มไข่เพิ่มเครื่องราคา ชาม/ถุง 25-30 บาท เปิดร้านขายตั้งแต่ตี 5 ไปจนถึง 8 โมงเช้า เป็นอาหารเช้าง่ายๆ อิ่มท้อง ซึ่งลูกค้าก็จะมีทั้งลูกค้าประจำที่มานั่งรับประทานที่ร้าน และสั่งใส่ถุงกลับบ้านไปให้ลูกหลานเป็นอาหารเช้าก่อนไปโรงเรียน รวมถึงลูกค้าที่เป็นนักท่องเที่ยวที่มาเดินเที่ยวตลาดยามเช้า โดยมียอดขายวันละไม่ต่ำกว่า 2,000 บาท และจาก
ตอบโจทย์คนรักโลก ‘ซีโร่โมเมนต์’ ร้านค้าแนวใหม่อยากซื้ออะไร ต้องพกภาชนะมาใส่เอง จะดีแค่ไหนหากมีธุรกิจที่ช่วยใส่ใจโลก รักษาสิ่งแวดล้อม ให้ทุกคนลดการใช้ขยะในชีวิตประจำวันได้อย่างสนุก เพียงแค่นำบรรจุภัณฑ์มาซื้อของตัก ตวง เติม แบบรีฟิลได้ตามใจชอบ โดยที่ไม่ต้องหมดเงินจำนวนมากไปกับการซื้อของชิ้นใหญ่ที่ไม่รู้ว่าจะใช้หมดเมื่อไหร่ เจ้าของไอเดียดังกล่าว ชื่อ คุณเมี่ยว-ฤดีชนก จงเสถียร สาวสวยวัย 30 ปี ดีกรีปริญญาโทบริหารธุรกิจ Master of Management Studies Duke University Fuqua School of Business สหรัฐอเมริกา เธอเปิดร้าน “ซีโร่โมเมนต์ รีฟิลเลอรี่ (ZeroMoment Refillery)” ร้านรักษ์โลก บนเนื้อที่ประมาณ 30 ตารางเมตร ร้านนี้ก่อตั้งขึ้นมาได้เพียง 1 เดือน จากจุดเริ่มต้นของคุณเมี่ยวที่อยากทำธุรกิจเพื่อสังคมอยู่แล้ว ซึ่งในต่างประเทศเองมีไอเดียธุรกิจร้านขายของชำแนวนี้อยู่จำนวนมาก การพกภาชนะมาซื้อของเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ต่างจากในประเทศไทยซึ่งยังไม่เป็นที่แพร่หลาย “เมืองไทยยังไม่มีร้านแบบนี้ให้ลูกค้า เลยนำแนวคิดตรงนี้มาปรับรูปแบบให้เข้ากับคนไทยมากขึ้น สร้างทางเลือกใหม่ให้ลูกค้าได้มีช่วงเวล
แม็คโคร จัดงานครั้งยิ่งใหญ่ประจำปี “ตลาดนัดโชห่วย ครั้งที่ ๑๐” หวังเพิ่มศักยภาพโชห่วยไทย ภายใต้แนวคิด โชห่วย 4.0 “คู่คิด…เพื่อชีวิตที่ดีกว่า” นายบุญยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ร้านค้าปลีกหรือร้านโชห่วย อยู่คู่กับคนไทยมาแต่ดั้งเดิม มีรากเหง้ามาจากสังคมและวัฒนธรรมพื้นบ้าน นับเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ในการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากของไทย หวังว่าทุกกิจกรรมในงาน “ตลาดนัดโชห่วย ครั้งที่ 10” ครั้งนี้ จะช่วยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการร้านค้ามีความเข้มแข็งมากขึ้น มีไอเดีย และแรงบันดาลใจใหม่ๆ ในการพัฒนาและต่อยอดร้านค้าของตนเองให้ทันกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป นางสุชาดา อิทธิจารุกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจสยามแม็คโคร เปิดเผยว่า งาน ตลาดนัดโชห่วย ครั้งที่ 10 ได้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด โชห่วย 4.0 “คู่คิด…เพื่อชีวิตที่ดีกว่า” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้ประกอบการกลุ่มธุรกิจร้านค้าปลีกรายย่อย โดยมุ่งเน้นการนำเสนอแนวคิด ในการพัฒนาร้านค้าปลีกโดยการประยุกต์ใช้นวัตกรรมให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุค Thailand 4.0 พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางการค้า เชื่อมโยงธุรกิจร้านค
ชีวิตต้องไม่ยอมแพ้! ชายพิการตั้งแต่อายุ 9 ขวบ ขี่ 3 ล้อ ขายของ ช่วยเหลือตัวเอง ชายพิการ – วันที่ 22 ต.ค. ผู้สื่อข่าวได้พบกับชายพิการยอดกตัญญู คือ นายอิสมาแอ สาและ หรือ ปีเดะ อายุ 31 ปี อาศัยอยู่ที่บ้านปูนชั้นเดียว เลขที่ 40 ม.5 ต.โต๊ะเด็ง อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ที่เป็นผู้พิการขาทั้ง 2 ข้าง และมือซ้าย ซึ่งอาศัยอยู่กับบิดาคือ นายมามะ สาและ อายุ 57 ปี นางมาซือนะ อารง มารดา อายุ 42 ปี อาชีพรับจ้างกรีดยางพารา และสมาชิกในครอบครัว รวม 8 คน ที่มีรายได้ไม่เพียงพอมาจุนเจือครอบครัวในแต่ละเดือน นายอิสมาแอ ตระเวนขายของ นายอิสมาแอ เปิดเผยว่า เดิมทีตนมีร่างกายปกติเหมือนคนทั่วไป แต่พออายุ 9 ขวบ ช่วงเรียนหนังสืออยู่ชั้น ป.3 โรงเรียนบ้านโต๊ะเด็ง อ.สุไหงปาดี โดยขณะนั่งดูเพื่อนๆ แถวบ้านเตะฟุตบอล มีลูกฟุตบอลมาโดนศีรษะ ทำให้ล้มศีรษะฟาดกับพื้น แต่ไม่ได้บอกทางบ้าน เนื่องจากสมาชิกในครอบครัวออกไปทำงาน จนกระทั่งเวลาผ่านไป 1 วันจึงเกิดอาการปวดศีรษะขึ้นมาอย่างรุนแรง พ่อกับแม่ได้ไปหาหมอบ้านเพื่อนำยามาต้มกิน แต่แล้วอาการไม่ทุเลาแถมปวดศีรษะรุนแรงกว่าเดิม ก่อนจะตัดสินใจใช้เงินที่มีอยู่น้อยนิดพาไปหาหมอที่โรงพยาบาลสุไหง
ผู้ว่าฯกทม.ลั่น! ห้ามต่างด้าวขายของ ถนนข้าวสาร จ่อจัดระเบียบเข้มกว่าเดิม วันที่ 8 ต.ค. ที่อาคารธานีนพรัตน์ ศาลาว่าการ กทม.2 ดินแดง พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวภายหลังการประชุมคณะผู้บริหาร ว่า สำนักงานเขตพระนคร ได้เสนอการพัฒนาพื้นที่ย่าน ถนนข้าวสาร เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว จึงได้มอบหมายให้นายสกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าฯ กทม. นายวัลลภ สุวรรณดี ประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. และสำนักงานเขตพระนคร พิจารณาเกี่ยวกับการปรับภูมิทัศน์เพิ่มเติม พร้อมให้นำประเด็นการมอบสิทธิผู้ค้า โดยไม่อนุญาตให้ชาวต่างชาติได้รับสิทธิค้าขายในพื้นที่ดังกล่าว เพราะเป็นอาชีพสงวนของไทยที่ห้ามคนต่างด้าวมาประกอบอาชีพ เข้มงวดในการให้สิทธิผู้ค้ามีแผงค้า 1 แผง ต่อ 1 คนเท่านั้น จะไม่ให้มีกรณีเซ้งแผงค้าและปล่อยเช่าแผงค้าเด็ดขาด เพราะเป็นการกันสิทธิผู้ค้ารายอื่น จึงมอบหมายให้ผู้เกี่ยวข้องนำไปพิจารณาเป็นเงื่อนไขเพิ่มเติม พล.ต.อ.อัศวิน กล่าวว่า ส่วนแผนการพัฒนาที่เสนอมานั้น ยังไม่ได้อนุมัติแผน โดยผู้เกี่ยวข้องต้องกลับไปพิจารณารายละเอียดเพิ่มเติม อาทิ การกำหนดเวลาเปิด-ปิด เกณฑ์ทำความสะอาด การทำหลังคาเปิด-ปิดแบบอัตโนมัติ
เจ๊นุ้ยก๋วยเตี๋ยวต้มยำโบราณ 4 รส สูตรเด็ดเมืองโอ่ง ขายถูก15บาท ลูกค้าแน่น เจ๊นุ้ยก๋วยเตี๋ยวต้มยำโบราณ 4 รสสูตรเด็ด เมืองโอ่ง เจ้าของขายทวนกระแสของแพง ชามละ 15 บาท ทานกันจุกแบบครบเครื่อง จนเป็นขวัญใจคนรายได้น้อย เผยขายมากว่า 38 ปีแล้วจึงมั่นใจในคุณภาพและความอร่อย ที่บริเวณริมถนนสายราชบุรี – ห้วยไผ่ ตำบลเจดีย์หัก อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี ติดกับ CJ ซูเปอร์มาเก็ตมีร้านขายก๋วยเตี๋ยวที่ขึ้นป้ายราคาถูกแสนถูกขายทวนกระแสราคาต้นทุนสูง โดยจำหน่ายเพียงราคาชามละ 15 บาท ทำให้มีลูกค้าทั้งที่มีรายได้น้อยและลูกที่ชื่นชอบในรสชาติของก๋วยเตี๋ยวแวะเวียนมาอุดหนุนกันไม่ขาดสาย ร้านนี้ นางเพ็ญศรี สิริเอก อายุ 48 ปี หรือที่ลูกค้ารู้จักเรียกกันว่า เจ๊นุ้ย เป็นเจ้าของ เมื่อเข้าไปสัมผัสกับรสชาติของก๋วยเตี๋ยวต้มยำโบราณ 4 รสสูตรเด็ดเมืองโอ่ง ตามคำเล่าของบรรดาลูกค้านักชิมและลูกค้าเจ้าประจำ พบว่าร้านดังกล่าวจัดร้านสไตล์รูปแบบทั่วๆ ไปไม่หวือหวา หรือ ใช้ของตกแต่งที่มีราคาใด มีเพียงรถเข็นตั้งหม้อก๋วยเตี๋ยวตั้งอยู่ด้านหน้าของร้านและมีบริเวณด้านข้าง จำหน่ายทั้งก๋วยเตี๋ยว และ ข้าวผัดกะเพรา ข้าวหมูแดง แถมยังมีบริการน้ำดื่ม
เตือน! ห้ามแรงงานต่างด้าว แย่งอาชีพคนไทย ฝ่าฝืนปรับ 2 แสน แรงงานต่างด้าว – เฟซบุ๊ก สำนักประชาสัมพันธ์เขต 7 เปิดเผยถึงห้ามแรงงานข้ามชาติประกอบอาชีพที่แย่งอาชีพของคนไทย โดยระบุว่า ย้ำเตือนอีกครั้ง ห้ามแรงงานต่างด้าวทำงานผิดประเภททั้งขายของหน้าร้านหรือแย่งอาชีพสงวนของคนไทย ฝ่าฝืนมีโทษปรับสูงถึง 200,000 บาท จำคุกไม่เกิน 1 ปี กฎหมายกำหนดให้แรงงานต่างด้าวที่มาทำอาชีพสงวนสำหรับคนไทยและทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 8 มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับตั้งแต่ 2,000 – 100,000 บาท ส่วนนายจ้างถูกจับในข้อหาให้ต่างด้าวทำงานไม่ตรงกับใบอนุญาต หากผิดจริงมีอัตราโทษปรับ 10,000-100,000 บาทต่อแรงงานหนึ่งคน และหากทำผิดซ้ำมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับเพิ่มเป็น 50,000-100,000 บาทต่อแรงงานหนึ่ง ทั้งนี้ งานที่ผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ เมียนมา ลาว และกัมพูชา สามารถทำงานได้ 2 ประเภท คือ งานกรรมกร และงานบ้าน ส่วนงานขายของหน้าร้านหรือการเป็นเจ้าของกิจการยังคงเป็นอาชีพที่ห้ามแรงงานต่างด้าวทำ ตามที่กำหนดงานในอาชีพและวิชาชีพที่ห้ามแรงงานต่างด้าวทำ บัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดในอาชีพและวิชาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำ พ.ศ.
พวงหรีด – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ร้านไทยกันเองหีบศพในตลาดอมร มาร์เก็ต เลขที่ 152 ม.6 ต.โพนางดำออก อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ผุดไอเดียนำของใช้ในครัว มาประดิษฐ์พวงหรีดสวยงาม นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งช้อน ปิ่นโต กะละมัง ถาด หม้อ ฯลฯ สามารถนำสิ่งของเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ได้ โดยนำไปถวายวัด บริจาคโรงเรียน หรือบริจาคให้ผู้ยากไร้ แทนการใช้พวงหรีดดอกไม้สดที่ต้องทิ้งเสียหายไปหลังเสร็จงาน เพื่อเป็นการลดปริมาณขยะจากดอกไม้สด น.ส.จรรยา ปัญญาไพศาลกิจ หรือหยก อายุ 38 ปี กล่าวว่า แนวคิดเกิดจากสมัยก่อน เวลาเราไปงานศพมักเห็นพวงหรีดดอกไม้สดเป็นส่วนใหญ่ แต่พอเสร็จงานพวงหรีดพวกนี้ก็ถูกนำไปทิ้งเสียหายไป ต้องมีการทำลาย ขนย้าย จึงทำให้มาคิดว่าพวงหรีดในราคาขนาดนั้นถ้าเราทำพวงหรีดเป็นของใช้ได้ เสร็จงานแล้วสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ต่อ ไม่ว่าจะถวายวัด หรือนำไปบริจาค สาวประดิษฐ์ พวงหรีดจากเครื่องครัว น.ส.จรรยา กล่าวต่อว่า ช่วงแรกๆจัดเป็นพวงหรีดผ้า เช่น ผ้าห่ม ผ้านวม ผ้าแพร หลังจากนั้นเป็นพวงหรีดพัดลม ส่วนพวกช้อน หม้อ กะละมัง ปิ่นโต เริ่มทำมาได้ 3-4 ปี เพราะคิดว่าของพวกนี้เมื่อเสร็จงานแล้ว สามารถบริจาคให้กับโรงครัววัด ซึ่ง
