ตู้จดหมายพลศรี
อร่อยสุดยอด! “มะตะบะไส้ชีสสับปะรด” เข้ากันจนหาที่เปรียบไม่ได้ เมื่อไม่นานมานี้ ได้รับโจทย์ที่เขาให้มาทำ คือ ให้นำสับปะรดซึ่งเป็นของเกษตรกร มาช่วยส่งเสริมการกิน และให้ช่วยโปรโมตน้ำเชื่อมจากกล้วยตากอีกอย่าง อันเป็นผลพลอยได้จากการทำกล้วยตาก คิดผาดๆ ยังไงก็ต้องทำของหวาน แต่ผมเบื่อทำของหวาน โดยไม่ได้กลัวเป็นเบาหวาน เอาสับปะรดกับน้ำเชื่อมมาทำของหวานปนของคาวหน่อยๆ น่าจะได้ เลยคิดไปถึงโรตี มะตะบะ เป็นได้ทั้งไส้คาวไส้หวาน แล้วก็พิซซ่าหน้าฮาวายเอี้ยนใส่ชีสยืดๆ ด้วย อย่ากระนั้นเลย เอามาผสมทั้งสองอย่างกลายเป็นมะตะบะไส้ชีสสับปะรด ใส่แฮมหั่น ราดด้วยน้ำเชื่อมกล้วยตาก ตอนคิด คนใกล้เคียง นึกรสชาติไม่ออก ทักว่าจะกินได้เหรอ ผมไม่เถียงไม่ค้านลงมือทำเลย ผลออกมาอร่อยสุดยอด ใช้แผ่นแป้งโรตีแช่แข็งอย่างหนา มาห่อพริกหวานเขียวแดง แฮม สับปะรดหั่น มีไส้ชีสยืดๆ รสออกมาเปรี้ยวๆ หวานๆ เคี้ยวไปได้รสพริกกรอบๆ หอมแฮม กรอบแผ่นแป้งโรตี ยิ่งได้น้ำเชื่อมกล้วยตากหยดไปสองหยด เข้ากันจนหาที่เปรียบมิได้ ขึ้นเวทีสาธิตเสร็จ ทำแจก กินคนละชิ้นเล็กๆ หายวับหมดถาดในพริบตา แต่จนแล้วจนรอด พอคนเขาถามว่าอันนี้ของหวานหรือของคาว ผมก็ตอบเขาไ
“ทองพลุ” ขนมไทยโบราณ แนวลูกผสม คาวก็ไม่ใช่ หวานก็ไม่เชิง นานมาแล้ว ที่สิงห์บุรี มีร้านอาหารดัง “เกษราเบเกอรี่” คิดประดิษฐ์เค้กผสมเนื้อปลาช่อน เนื่องจากปลาช่อนแม่ลาสิงห์บุรีดังมาก สมัยนั้นฮือฮา ต่างพากันแปลกใจว่า ปลาช่อน ซึ่งเป็นของคาวจะไปผสมอยู่ในของหวานได้อย่างไร เค้กไม่คาวแย่ จะกินลงหรือ พอได้ชิมเค้กปลาช่อนของเกษราเข้า ยอมรับว่าแปลกใจจริงๆ ไม่มีกลิ่นคาวเลย เวลากินได้เคี้ยวเนื้อปลาช่อนด้วย ซึ่งเขานำเนื้อปลาช่อนไปผ่านกรรมวิธีอันใดไม่รู้จนไม่เหลือกลิ่นโคนตม เปรียบได้กับอีเรียมลืมกลิ่นโคนสาบควายยังไงยังงั้น ร้านเกษราตอนนี้วิ่งผ่านไปผ่านมาก็ยังเป็นร้านดังของสิงห์บุรีอยู่ รู้สึกว่าจะมีไอศกรีมปลาช่อนเพิ่มขึ้นมานานพอสมควรแล้ว แสดงว่ามีคนนิยมของหวานผสมของคาวอยู่พอสมควร ไม่งั้นเค้กปลาช่อนของเกษราคงไม่ยืนยงมาถึงทุกวันนี้ ของฝรั่งเขามีช็อกโกแลตใส่พริก โรยเกลือ ใส่พริกไทย กินแล้วเค็มบ้าง เผ็ดบ้างแต่ไม่มาก เกลือซึ่งถือเป็นเครื่องปรุงอาหารคาวนั้น ในขนมไทยเราใช้อยู่ประจำ เพื่อเบรกรสหวานไม่ให้หวานจัดจนแสบคอ เช่น ในขนมกล้วย หน้ากะทิตะโก้ กล้วยบวชชี แต่บางอย่างเราก็ไม่ให้เกลือมายุ่งเกี่ยวเลย เช่น ขนมเช
เอกลักษณ์อาหารไทย – มีคำถามมาไกลจากเมืองกว่างโจว หรือสำเนียงไทยๆ ว่า กว่างเจา นักข่าวท้องถิ่นถามผ่านสำนักกงสุลใหญ่ ณ เมืองกว่างโจว มา คำถามเขามีว่า “เอกลักษณ์ของอาหารไทยที่โดดเด่นจริงๆ สัก 2 อย่าง คืออะไร” ถามสั้นแต่ตอบยาวครับ คนไทยเราส่วนใหญ่จะตอบได้ เอกลักษณ์ของอาหารไทยปัจจุบันคือ ครบรส เผ็ด เค็ม หวาน เปรี้ยว มัน ขม เป็นอาหารมีเครื่องเคียง เป็นสำรับ เป็นอาหารตามหลักโภชนาการ มีสมุนไพรหลากหลายนานาชนิด และเป็นอาหารผสมผสานคือ ผสมเอาอาหารที่มาจากชาติต่างๆ มาลงอยู่ในอาหารไทยได้ลงตัว เช่น น้ำพริกแกงเผ็ดจากอินเดียมาอยู่ในแกงเผ็ด เส้นก๋วยเตี๋ยวจีนมาอยู่ในผัดไทย ซึ่งไปหากินที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว นอกจากเมืองไทย (และร้านอาหารไทยในเมืองนอก) จำกัดให้ตอบเอกลักษณ์แค่ 2 อย่าง ผมเลือกตอบเรื่องรสชาติ กับความเป็นอาหารโภชนาการ อาหารไทย เป็นอาหารที่ครบรสใน 1 จานหรือใน 1 สำรับ รสชาติของอาหารไทยมาจากการกินผสมผสานส่วนประกอบในอาหารจานนั้นๆ หรือในสำรับนั้นๆ ได้รสชาติที่หลากหลายทั้ง เปรี้ยว เค็ม หวาน เผ็ด มัน ขม แล้วแต่ความต้องการของผู้กิน เช่น ผัดไทยคือก๋วยเตี๋ยวผัดมีรสเค็มหวานมัน ผู้กินอาจจะบีบมะนาวเพิ่มรส
