มิจฉาชีพ
ในยุคที่ Gen Z เติบโตมาพร้อมกับสมาร์ทโฟน เราอาจคิดว่าเรา “รู้ทัน” เทคโนโลยีมากกว่าใคร แต่สถิติล่าสุดจากศูนย์ AOC 1441 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กลับสะท้อนความจริงที่น่าตกใจ ตั้งแต่ปลายปี 2566 ถึงต้นปี 2569 กลุ่มคนวัยทำงานอายุ 20-49 ปี คือเป้าหมายอันดับหนึ่งที่เสียเงินให้กับมิจฉาชีพสูงที่สุด โดยมีจำนวนเคสพุ่งสูงกว่า 4 แสนราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 25,176 ล้านบาท หรือเกือบ ครึ่งหนึ่งของความเสียหายทั้งหมด ทำไม Digital Native อย่างเราถึงยังพลาด? คำตอบไม่ใช่เพราะเราไม่เก่งเทคโนโลยี แต่เพราะมิจฉาชีพวันนี้อัปเกรดตัวเองเป็น “Scammer 4.0” ที่ใช้ทั้งจิตวิทยาความกลัว (Fear) ความโลภ (Greed) และเทคโนโลยี AI มาโจมตีเรา ทางรอดทางเดียวคือ “สติ” เคทีซีชวนเจาะลึก 3 กลโกงสุดล้ำแห่งปี 2026 ที่คนรุ่นใหม่ต้องระวัง เป็นยันต์ไว้ปกป้อง เงินในบัญชีของเราไม่ให้ กลายเป็น เงินของเขา 1. AI Deepfake: เมื่อเสียงที่คุ้น…อาจจะไม่ใช่คนที่รู้จัก มิจฉาชีพยุคนี้ไม่ได้มาแค่ข้อความ แต่มาทั้งภาพและเสียง AI สามารถเลียนแบบหน้าตาและน้ำเสียงของหัวหน้า เพื่อน หรือคนในครอบครัวได้อย่างแนบเนียน เพื่อขอยืมเงินด่วนห
ในปัจจุบันที่โลกออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน มีคนไทยจำนวนมากตกเป็นเหยื่อและสูญเสียทรัพย์สินไปแล้วหลายหมื่นล้านบาทให้กับมิจฉาชีพออนไลน์ โดยศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) เปิดเผยข้อมูลว่า ในช่วงเวลา 5 เดือน ตั้งแต่ตุลาคม 2567 – กุมภาพันธ์ 2568 มีมูลค่าความเสียหายสูงถึง 11,348 ล้านบาท แม้ว่าจะลดลงจาก 14,683 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกัน แต่ถือว่ายังน่าเป็นห่วง เนื่องจากประชาชนบางส่วนขาดความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการป้องกันตนเองจากภัยออนไลน์ ในขณะที่มิจฉาชีพได้พัฒนากลอุบายหลอกลวงได้แนบเนียนและซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี เดินหน้าเชิงรุกในการสร้างความตระหนักรู้และเสริมภูมิคุ้มกันให้คนไทยอย่างต่อเนื่อง พาไปเจาะลึก 5 รูปแบบกลโกงยอดนิยม เพื่อให้แยกแยะระหว่างข้อมูลจริงกับกลโกง พร้อมเน้นย้ำถึงจุดอ่อนสำคัญที่ทุกคนต้องสังเกตก่อนที่จะสูญเสียทรัพย์สินให้กับมิจฉาชีพ 1. หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล/สิทธิพิเศษ/วัตถุประสงค์อื่นๆ รู
ในยุคที่ออนไลน์ครองเมือง การทำอะไรก็ตามมักจะง่ายและสะดวกเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส รวมไปถึงเรื่องธุรกรรมการเงินด้วย ที่ผู้คนแทบจะไม่มีเงินสดติดตัวกันอย่างแต่ก่อน แต่ด้วยความง่ายดายนั้น แฝงเข้ามาซึ่งอาชญากรไซเบอร์ที่เข้ามาหลอกลวงและทำผิดกฎหมาย หนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่มิจฉาชีพใช้ก็คือ “บัญชีม้า” ซึ่งเป็นบัญชีธนาคารของบุคคลอื่นที่ถูกนำมาใช้เป็นสะพานในการโอนย้ายเงินที่ได้จากการกระทำผิด จากประเด็นดังกล่าวที่มิจฉาชีพกระทำนั้น ทำให้มีผู้ได้รับความเสียหายจำนวนไม่น้อย ที่ถูกอายัดบัญชี เนื่องจากบัญชีม้าโอนเงินเข้าบัญชี และกว่าจะแก้ไขได้ ก็ได้รับผลกระทบ ที่ไม่สามารถทำธุรกรรมใดๆ ได้ โดย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสมาคมธนาคารไทย ได้ชี้แจงว่า ธนาคารจะระงับยอดเงินที่มีปัญหา ไม่ใช่ทุกบัญชี และทุกธนาคารใช้มาตรฐานเดียวกัน ในการระงับวงเงินต้องสงสัยเพียง 3 วัน ยกเว้น บัญชีที่มีเส้นทางการเงินเกี่ยวข้อง กับ บัญชีม้าดำ และ ม้าเทา ที่ระยะเวลาการระงับวงเงินจะยืดออกไป ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้แบ่งระดับความเสี่ยงของบัญชีม้า ออกไว้เป็น 5 ระดับสี เพื่อสร้างความเข้าใจและคลายกังวลให้กับประชาชน ดังนี้ ม้าดำ คือ
P2P : โอกาสของอนาคตการเงิน หรือกับดักที่แฝงมากับตลาดคริปโทฯ? โดย ดร.กร พูนศิริวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์และผู้อำนวยการโครงการ BINANCE TH Academy บริษัท กัลฟ์ ไบแนนซ์ จำกัด ในช่วงที่ตลาดคริปโทฯ กำลังเฟื่องฟู การซื้อขายแบบ P2P (Peer-to-Peer) กลายเป็นประเด็นร้อนที่ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อภาครัฐประกาศมาตรการควบคุมที่มีผลบังคับในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ทว่าการควบคุม P2P ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย หลายประเทศในเอเชียเองก็มีแนวทางการจัดการที่แตกต่างกัน อย่างญี่ปุ่นเลือกที่จะห้าม P2P โดยสิ้นเชิง และเน้นการซื้อขายผ่าน Exchange ที่ได้รับอนุญาต ขณะที่สิงคโปร์อนุญาตแต่มีการควบคุมที่เข้มงวด ส่วนเกาหลีใต้ก็กำหนดว่าการเทรดประเภทนี้ต้องผ่านระบบธนาคารที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ความเข้าใจกลไกและบทบาท P2P ในตลาดคริปโทฯ P2P เป็นการทำธุรกรรมการเงินโดยตรงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ที่อาศัย “ความเชื่อใจกัน” มีความคล้ายคลึงกับ ‘การซื้อขายสินค้าโดยตรงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย’ โดยเริ่มจากการตกลงราคา และเลือกวิธีการชำระเงินโดยมีการจ่ายเป็นสกุลเงินบนใช้คริปโทฯ ต่อมา P2P ได้รับความนิยมอย่างมากในอุตสาหกรร
มิจฉาชีพหลอกจนติดอันดับโลก สร้างความเสียหายหลักหมื่นล้าน โดนมิจฉาชีพหลอก เป็นหัวข้อข่าวที่เราเห็นอยู่เป็นประจำ แต่ไม่ว่าจะมีบทเรียนให้เห็นสักกี่ครั้ง ก็ยังคงมีการหลอกแบบเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา ให้เป็นที่พูดถึงอยู่ดี โดยมีการเปิดเผยจาก สสส. และ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ พบว่า ปี 2566 ที่ผ่านมา คนไทยกว่า 36 ล้านคนถูกหลอก สร้างความเสียหายเป็นมูลค่าเกือบ 50,000 ล้านบาท/ปี ซึ่งข้อมูลตรงนี้เป็นแค่การหลอกทางช่องทางออนไลน์ช่องทางเดียวเท่านั้น ยังไม่รวมช่องทางอื่นๆ ที่มีผู้เสียหายอีกเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้รายงานของ The Global State of Scams ประจำปี 2023 มีการระบุว่า คนไทยถูกหลอกจนสูญเสียทรัพย์สินมากเป็นอันดับ 4 ของโลก เป็นรองแค่เวียดนามเพียงแค่ประเทศเดียวในเอเชีย นอกจากนี้ ในรายงานยังระบุอีกว่า ผู้เสียหายแทบไม่มีโอกาสได้รับการชดเชยอีกด้วย การโดนหลอกได้กลายเป็นปัญหาที่ถูกพูดถึงเป็นวงกว้าง เพราะมีผู้กำกับชาวจีนหยิบยกประเด็นนี้มานำเสนอในรูปแบบภาพยนตร์ที่มีชื่อว่า No More Bets พร้อมอ้างว่าได้แรงบันดาลมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง จนนักท่องเที่ยวชาวจีนเกิดความขยาดไม่กล้าเดินทางมาในประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใ
มิจฉาชีพ ไม่แผ่ว ลามร้านสะดวกซื้อ หลอก SMEs อยากมีที่ขายสินค้า ที่ผ่านมา แม้จะมีการออกมาเตือนภัยจาก “มิจฉาชีพ” ทุกรูปแบบ อยู่เป็นระยะ แต่การ “อาละวาดอย่างหนัก” ของสารพัดแก๊ง ยังสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง เรียกว่า ลามไปทุกวงการ กระทั่งชาว SMEs ก็ไม่รอด ล่าสุด ปรากฏมีเพจปลอม จำนวนมาก ตั้งชื่อให้คล้ายกับบริษัทยักษ์ใหญ่ เจ้าของร้านสะดวกซื้อแบรนด์ดัง ก่อนทำแบนเนอร์ ระบุข้อความชักชวนให้บรรดาผู้ประกอบการน้อยใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี ที่ต้องการนำสินค้ามาจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อแบรนด์ดัง โดยระบุทำนองขอแค่มีสินค้า ก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งกับร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศได้ เมื่อมีเหยื่อหลงเชื่อ กดไลก์ และคอมเมนต์ว่า สนใจ เพจปลอมดังกล่าว ก็จะทำงานผ่านช่องทาง อินบ็อกซ์ ทันที ดังตัวอย่าง เหยื่อ : ขอข้อมูลเพิ่มเติม ค่ะ เพจปลอม : ขณะนี้ทางบริษัทเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไป เป็นส่วนหนึ่งของทาง 7-11 เพื่อผลักดันสินค้าใหม่ๆ เข้ามาให้กับผู้บริโภคได้เลือกซื้อยิ่งขึ้นค่ะ คุณพี่ติดต่อมาเพื่อจะนำสินค้ามานำเสนอขายใน 7-11 ใช่ไหมคะ เหยื่อ : ใช่ค่ะ เพจปลอม : ไม่ทราบว่าคุณพี่สะดวกให้ทางฝ่ายบริการแจ้งข้อมูลไหมคะ เหยื่อ : ส่ง
เงินเก็บทั้งชีวิต อย่าให้มิจฉาชีพมาเอาไปง่ายๆ! รู้ทันกลโกง ป้องกันตัวเองจากมิจฉาชีพ ไม่ให้ถูกดูดเงินไปจนหมดกระเป๋า ช่วงนี้นอกจากข้าวของแพง เงินทองหายากแล้ว ชีวิตยังต้องลำบากกับการรับมือกลโกงมิจฉาชีพที่ระบาดหนักขึ้นทุกวัน แถมรูปแบบการหลอกลวงก็มีความหลากหลายและแนบเนียนขึ้นเรื่อยๆ ทั้งช่องทางพื้นฐาน ไปจนถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ โซเชียลมีเดีย และแอปพลิเคชันต่างๆ ทำให้ใครหลายๆ คน ถูกดูดเงินออกจากกระเป๋าไปง่ายๆ เพียงเพราะความประมาท ขาดสติ และไม่เท่าทันกลโกง วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จึงอยากชวนรู้ทันกลโกงของเหล่านักโจรกรรมทางการเงิน เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ โดยมีวิธีการตรวจสอบง่ายๆ ดังนี้ – กลโกงมิจฉาชีพ ปลอม! ระวังมิจฉาชีพปลอมเป็นเพจ หรือเว็บไซต์ แอบอ้างเป็นธนาคาร หลอกให้ทำธุรกรรมเท็จ หรือให้คลิกลิงก์เพื่อหลอกเอาข้อมูลส่วนตัว เพราะธนาคารไม่มีนโยบายส่งลิงก์ให้กับลูกค้าในการทำธุรกรรม – กลโกงมิจฉาชีพ ปลอม! ระวังมิจฉาชีพปลอมเป็นพนักงานธนาคารหลอกให้โอนเงิน ก่อนได้รับการอนุมัติสินเชื่อ เพราะธนาคารไม่มีนโยบายให้ลูกค้าโอนเงินก่อนการพิจารณาสินเชื่อ เช็กให้ชัวร์! ก่อนตกเป็นเหยื่อ 1. ตรวจสอบให
ย้ำ หลัก 3 ไม่ คนไทย ป้องกันตนเองจากมิจฉาชีพและภัยไซเบอร์ เมื่อเร็วๆ นี้ เคทีซี จับมือสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เปิดเวทีเสวนา เตือนภัยไซเบอร์รูปแบบใหม่ “อนาคตภัยไซเบอร์ กับอนาคตการป้องปราบ” สร้างการตระหนักรู้-รับมือ-ไม่ตกเป็นเหยื่อ ติดอาวุธทางความคิดให้คนไทยตั้งสติ รับมือกับความเสี่ยงก่อนทำธุรกรรมการเงินบนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางในผู้สูงอายุ เผยกลโกงมิจฉาชีพรูปแบบใหม่เป็นกรณีศึกษา พร้อมแนะวิธีสังเกต เทคนิคป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อและการแก้ไข นายไรวินทร์ วรวงษ์สถิตย์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานควบคุมงานปฏิบัติการและปฏิบัติการร้านค้า “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เผยว่า เคทีซีให้ความสำคัญกับการศึกษาและพัฒนาระบบบริหารการป้องกันภัยทุจริตให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นสถาบันการเงินรายแรกในเอเชียแปซิฟิก ที่ได้รับมาตรฐานสากลด้านความปลอดภัยของข้อมูลบัตรเครดิต (PCI DSS) จากสถาบันรับรองมาตรฐานแห่งชาติของประเทศอังกฤษ BSI (British Standards Institution) และพร้อมจะสนับสนุนให้สมาชิกและผู้บริโภคได้รับความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อ
ไม่ต้องกลัวมิจฉาชีพ! ออมสิน เปิดตัวโหมดปลอดมิจฉาชีพ MyMo Secure Plus เหมาะกับกลุ่มเปราะบาง เสี่ยงโดนดูดเงิน วันที่ 5 กรกฎาคม 2567 นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า จากปัญหาภัยทุจริตทางการเงินที่มีประชาชนได้รับความเสียหาย จากการถูกมิจฉาชีพหลอกให้ติดตั้งแอปพลิเคชัน และถูกดูดเงินออกจากบัญชีธนาคาร ทำให้ต้องสูญเสียทรัพย์โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ดังนั้น เพื่อช่วยลูกค้าประชาชนลดความเสี่ยง ธนาคารฯ จึงได้ยกระดับความปลอดภัยของบริการ Mobile Banking โดยการเพิ่มโหมดบริการ MyMo Secure Plus บนแอป MyMo ที่จำกัดการทำธุรกรรมเฉพาะบัญชีของตนเองเท่านั้น กรณีมือถือโดนแฮก หรือโดนควบคุมมือถือผ่านรีโมต มิจฉาชีพก็จะไม่สามารถโอนเงินของเราไปยังบัญชีอื่น หรือบัญชีบุคคลที่สามได้ ถือเป็นการจำกัดความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ซึ่งธนาคารออมสินเป็นธนาคารแรกที่ริเริ่มติดตั้งโหมดปลอดมิจฉาชีพสำหรับให้บริการลูกค้าบนแอปพลิเคชัน MyMo Secure Plus เป็นโหมดบริการบนแอป MyMo เหมาะสำหรับลูกค้ากลุ่มเปราะบาง ที่อาจจะตกเป็นเหยื่อภัยทางการเงินได้ง่าย อาทิ ผู้สูงอายุหรือผู้ที่ไม่รู้เท่าทันมิจฉาชีพ โดยเมื่อลูกค้าเปลี่ยนมาใช้โหม
คนไทยโดนหลอกจากมิจฉาชีพสูงถึง 500,000 กว่าราย เป็นจำนวนเงิน 63,000 ล้านบาท! ส่วนใหญ่เป็นการถูกหลอกจากออนไลน์ เมื่อวันที่ 13 มิถุนายนที่ผ่านมา นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า จากปัญหาภัยทุจริตทางการเงิน ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการแก้ไขปัญหามาอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในการดำเนินการสำคัญคือ การออกพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 โดยมีวัตถุประสงค์ส่วนหนึ่งเพื่อจัดการบัญชีม้าที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการรับเงินและถ่ายโอนเงินจากการกระทำผิด และแลกเปลี่ยนเส้นทางเงินเพื่อสนับสนุนการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ รวมถึง พ.ร.ก. ได้กำหนดโทษเอาผิดกับบัญชีม้าให้ชัดเจนขึ้นด้วย โดยพบว่าช่วงที่ผ่านมา การหลอกลวงมีหลากหลายรูปแบบมากขึ้น แต่การหลอกลงทุน คือ วิธีการสูงสุด รองลงมาคือ หลอกให้โอนเงิน และหลอกให้ซื้อสินทรัพย์ดิจิทัล เป็นต้น โดยจากข้อมูลมีจำนวนคดีการหลอกลวงสูงถึง 500,000 กว่าคดี นับเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 63,000 ล้านบาท นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2565 ถึง 31 พฤษภาคม 2567 “ที่ผ่านมา การจัดการกับบัญชีม้า
