ศศินทร์
ดร.มยุขพันธ์ ไชยมั่นคง Project Director สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความเห็นทางวิชาการ ผ่านบทความเรื่อง “The Silent Quitters : พวกเขาไม่ได้ดราม่า ไม่บ่น แค่หายไปเฉยๆ” มีเนื้อหาน่าสนใจสำหรับภาคธุรกิจน้อยใหญ่ โดยระบุว่า ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา คงได้ยินข่าวเรื่องนักท่องเที่ยวจีนมาเที่ยวประเทศไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เหตุผลส่วนหนึ่งคือ มีข่าว ดราม่าเรื่องความปลอดภัยในโลกโซเชียลเช่นเรื่องการถูกลักพาตัว หรือข่าวแผ่นดินไหวที่ตึกโยกหรือพังลงมา ส่งผลต่อความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยในการมาเที่ยวเมืองไทย อย่างไรก็ตาม ในทัศนะของนักวิชาการท่านนี้ เขาเชื่อว่ายังอาจมีชาวจีนกลุ่มที่เคยมา แต่ตอนนี้ไม่ได้มาเที่ยวไทยจากเหตุผลอื่นๆ ซึ่งไม่ได้เกิดจากดราม่าดังกล่าว และนับเป็นกลุ่มลูกค้าประเภทหนึ่งที่ ภาคธุรกิจ ควรรู้จักและให้ความสนใจ นั่นคือ กลุ่ม The Silent Quitters ดร.มยุขพันธ์ กล่าวต่อว่า ในโลกของการทำธุรกิจหรือบริการ มักให้ความสำคัญกับลูกค้าที่ “ส่งเสียงดัง” ไม่ว่าจะเป็นคนที่ชอบร้องเรียน ดราม่า หรือโต้ตอบกับแบรนด์ในโซเชียลมีเดียหรือช่องทางต่างๆ แต่ในความเป็นจริง “กลุ่มลูกค้า
เมื่อเร็วๆ นี้ นิสิตศศินทร์ ได้เข้าร่วมกับ “ปันกัน” เพื่อสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม โดยเปิดรับบริจาค สิ่งของจากพนักงานศศินทร์ ครอบครัว เพื่อนๆ และเครือข่ายองค์กรธุรกิจ เพื่อรวบรวมนำมาร่วมจัดกิจกรรม Good Society ที่ Lido Connect สยามสแควร์ โดยรายได้จากการจำหน่ายสิ่งของที่ได้รับบริจาคมานั้น จะรวบรวมนำไปมอบให้กับ “ปันกัน” แปลงเป็นทุนการศึกษาให้เด็กที่ขาดแคลนในความดูแลของมูลนิธิยุวพัฒน์ รศ.ดร.กฤตินี ณัฏฐวุฒิสิทธิ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาการตลาด สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Sasin School of Management) ซึ่งเป็นอาจารย์ผู้สอนวิชา Consumption and Marketing ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า การเรียนการสอนของศศินทร์ เน้นการเรียนรู้แบบปฏิบัติจริง การมีส่วนร่วมของนิสิตศศินทร์ กับ “ร้านปันกัน” เริ่มจากการนำวิชา Consumption and Marketing ของ MBA และ Executive MBA มาให้นิสิตได้ฝึกการนำสิ่งที่เรียนรู้จากห้องเรียนไปทดลองทำจริง ทุกปีจึงมีการทำงานร่วมกับกิจการเพื่อสังคม เพื่อเป็นพื้นที่และโอกาสต่อยอดการศึกษาเชิงธุรกิจพร้อมกันกับการตอบโจทย์เชิงสังคม โดยมุ่งหวังให้นิสิตเกิดกระบวนการเรียนรู้ที
บทความนี้เป็นบทความที่เกิดจากการตั้งคำถามเพื่อถาม Chula GENIE ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม Generative AI ที่พัฒนาขึ้นโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมมือกับ Google Cloud เกี่ยวกับวิกฤตประชากรไทย จากภาวะที่สังคมไทยอยู่ในสถานการณ์ ตายมากกว่าเกิด ตั้งแต่ พ.ศ. 2564 ซึ่งเป็นวิกฤตทางประชากรที่จะทำให้ประชากรไทยลดลงอย่างรวดเร็ว ตามคำถามที่จะได้ยกขึ้นถามจีนี่ต่อไปนี้ คำถาม มีการคาดประมาณประชากรไทยโดยใช้ โปรแกรม Spectrum 6 โดยมีประชากรฐานปี 2566 อยู่ 66.054 ล้านคน TFR เริ่มที่ 1.16 และลดลงเหลือ 0.5 ผลการคาดประมาณพบว่าประชากร ในปี 2626 (60 ปีข้างหน้า) ลดลงครึ่งหนึ่ง ประชากรวัย 0-14 ลดจาก 10 ล้าน เหลือ 1 ล้านคน ประชากรวัย 15-64 ลดจาก 46 ล้าน เหลือ 14 ล้านคน ในขณะที่ประชากรวัย 65 ขึ้นไปจะเพิ่มจาก 8 ล้านคน เป็น 18 ล้านคน ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบ สมมติฐาน 3 ระดับ คือ สมมติฐานระดับที่ 1 Low variant ที่ตั้งค่า ภาวะเจริญพันธุ์ ในปี 2568 เท่ากับ 1.16 และลดลงเรื่อยๆ ผลการคาดประมาณ พบว่า Dependency ratio จะลดลงจาก 3.46:1 ในปี 2568 เป็น 1.64:1 ในปี 2593 สมมติฐานระดับที่ 2 Medium variant โดยภาวะเจริญพันธุ์ ในปี 2568
นายณัฐวี โฆษะฐิ ผู้จัดการโครงการ Sasin Management Consulting (SMC) สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) ตลาดแรงงานของประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายจากประชากรวัยแรงงานที่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง กำลังแรงงานรุ่นใหม่ๆ ที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานจะยิ่งหายากยิ่งขึ้นจากอัตราการเกิดที่ลดลง การพัฒนาศักยภาพและรักษาพนักงานรุ่นเก่าให้กับองค์กรไปพร้อมๆ กับการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อทดแทนกำลังแรงงาน จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับสถานการณ์ของประเทศไทย ทว่าการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในหลายองค์กรประสบปัญหาพนักงานรุ่นเก่าที่ไม่ได้เกิดในยุคไอทีไม่สามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างที่องค์กรวาดหวังไว้ ไปจนถึงปัญหาการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ทำให้การผลักดันองค์กรให้เดินหน้าเป็นไปอย่างไม่ราบรื่น นายณัฐวี กล่าวต่อ อย่างไรก็ดี มิใช่ว่าพนักงานรุ่นเก่าที่ไม่ได้เกิดในยุคไอทีเหล่านี้จะไม่มีความสามารถหรือไม่มีทางที่จะทำให้พนักงานกลุ่มนี้ยอมรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีได้ ในการรับมือกั
ความยืดหยุ่น คือ กุญแจสู่ความอยู่รอดของธุรกิจ ในยุคความไม่แน่นอน คงไม่มีใครปฏิเสธว่าโลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงเร็วจนตั้งตัวแทบไม่ทัน ไม่ว่าจะเป็นสงครามที่ปะทุขึ้นในหลายมุมของโลก เช่น รัสเซีย-ยูเครน ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หรือแม้แต่ความตึงเครียดระหว่างจีน-ไต้หวัน เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบให้ราคาน้ำมันและสินค้าทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น รวมถึงวิกฤตการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น โควิด-19 ที่ทำให้สินค้าขาดแคลน ราคาสูงขึ้น และการจัดส่งล่าช้า ไม่เพียงเท่านั้น สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา ยังกระทบการค้าระหว่างประเทศและเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก แถมการมาถึงของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก็เปลี่ยนโฉมการทำงานในหลายอุตสาหกรรมจนทำให้หลายคนกังวลเรื่องการตกงาน แล้วธุรกิจจะอยู่รอดและเติบโตในยุคแห่งความไม่แน่นอนเช่นนี้ได้อย่างไร? การที่ธุรกิจมี “สินทรัพย์อเนกประสงค์” หรือทรัพย์สินที่สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้หลายรูปแบบ เป็นหนึ่งในคำตอบที่สำคัญ สำหรับการอยู่รอดในยุคที่มีความผันผวนสูง ธุรกิจที่สามารถปรับเปลี่ยนทรัพยากรที่มีอยู่ให้เข้ากับความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนไปอย่างรว
นักธุรกิจรุ่นใหม่ เร่งยกระดับ “หอยนางรมไทย” ขึ้นแท่น Soft Power มุ่งส่งออก ร้านใช้วัตถุดิบจากเกษตรกรและชาวประมงในพื้นที่ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าของชุมชน ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับชุมชน การจ้างงานพนักงานส่วนใหญ่เป็นคนในท้องถิ่น เราสนับสนุนการท่องเที่ยวในพื้นที่ มีบทบาทในการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้แวะเวียนมาที่ตัวเมืองสุราษฎร์ธานี ซึ่งเดิมมักถูกมองว่าเป็นแค่ทางผ่านไปยังเกาะสมุย เกาะเต่า ประเทศไทย ได้ชื่อว่ามีความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรด้านอาหารที่มีความหลากหลาย และมีชื่อเสียงในเรื่องของการปรุงอาหารที่มีรสชาติดีเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก เมื่อเร็วๆ นี้ ร้านสินธุ์ ร้านอาหารท้องถิ่นระดับ Fine Dining ชั้นนำของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้รับรางวัล Thai SELECT Unique สำหรับร้านอาหารที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเน้นการนำเสนอเมนูที่สะท้อนเอกลักษณ์ของภูมิภาค เป็น 1 ใน 5 ร้านอาหารของประเทศไทยที่ได้รับรางวัลดังกล่าว สำหรับรางวัล Thai SELECT Guide เป็นโครงการที่ริเริ่มโดย กระทรวงพาณิชย์ แห่งประเทศไทย เพื่อส่งเสริมและรับรองร้านอาหารไทยที่มีคุณภาพระดับสากล และสะท้อนความเป็นไทยในรสชาติอาหาร การตกแต่ง และการบริการ โด
เคทีซี ขึ้นรับรางวัลความเป็นเลิศด้านสินค้า/การบริการ จัดโดย TMA ร่วมกับ ศศินทร์ นางประณยา นิถานานนท์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ขึ้นรับรางวัลในโครงการรางวัลพระราชทาน Thailand Corporate Excellence Awards 2024 สาขาความเป็นเลิศด้านสินค้า/การบริการ (Product/Service Excellence Award) จากนายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา องคมนตรี ในพิธีประกาศผลรางวัล ซึ่งจัดโดยสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ร่วมกับสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ โรงแรมดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อกฯ เมื่อเร็วๆ นี้ เคทีซี ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัล Thailand Corporate Excellence Awards 2024 โดยผ่านการประเมินคัดเลือกจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและนักธุรกิจชั้นนำของประเทศ โดยมีผลงานเป็นที่ประจักษ์และมีการพัฒนาการบริหารจัดการธุรกิจที่ดี มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นเลิศ ตอบสนองความต้องการของสมาชิกทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสามารถปรับตัวพร้อมรับกับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงาน เพื่อสร้างองค์กรให้แข็งแกร่งและก้าวสู่ความ
เจนใหม่ ชี้ บริการหลังการขาย เข้าใจความต้องการลูกค้า คือ กุญแจความสำเร็จธุรกิจ ปัจจุบัน นักลงทุนทั่วโลกให้ความสำคัญกับการ พัฒนา ต่อยอด การสร้างธุรกิจด้วยแนวคิดอย่างยั่งยืน ESG (Environment, Social และ Governance) เนื่องจากเป็นแนวคิดที่นักลงทุนให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจ ที่คำนึงถึงความรับผิดชอบ 3 ด้านหลัก คือ สิ่งแวดล้อม สังคม การบริหารจัดการองค์กร โดย Environment คำนึงถึงในด้านความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม Social เป็นการจัดการความสัมพันธ์และการสื่อสารกับพนักงาน Suppliers ลูกค้า หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) และ Governance การบริหารจัดการองค์กรให้มีประสิทธิภาพโปร่งใส ตรวจสอบได้ และคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสีย ทั้งนี้ แนวคิด ESG ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ธุรกิจ ด้วยการสะท้อนบทบาทความรับผิดชอบของธุรกิจที่มีต่อผู้มีส่วนได้เสีย และการดำเนินการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน คุณตรัย ประดิษฐพงษ์ ปัจจุบันเป็นนิสิต Executive MBA 2023 สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้จัดการทั่วไป บริษัท ประดิษฐพงศ์มอเตอร์ จำกัด ซึ่งเข้ามาสานต่อธุรกิจครอบครัว ในพื้นที่จัง
กลไกการจ่ายค่าตอบแทนในยุค 2020s : One-man Show หรือ Teamwork Job Hopping หรือการเปลี่ยนงานไปมาเป็นประจำ กำลังเป็นสิ่งที่สามารถพบเห็นได้มากขึ้นอย่างชัดเจนในตลาดแรงงาน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งแน่นอนว่า พฤติกรรมดังกล่าวจะนำไปสู่ปัญหาชวนปวดหัวให้แก่ผู้ว่าจ้างในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการรายเล็กหรือรายใหญ่ เนื่องจากการจ้างงานใหม่เพื่อทดแทนตำแหน่งเดิมย่อมมีต้นทุนและความเสี่ยงที่สูงกว่า ยกตัวอย่างเช่น การปรับขึ้นเงินเดือนให้กับพนักงานปัจจุบันเพียง 5% อาจเพียงพอที่จะจูงใจให้พนักงานทำงานอยู่กับบริษัทต่อไป โดยที่การทำงานยังมีความต่อเนื่องอีกด้วย แต่การจ้างพนักงานรายใหม่ที่เข้ามาทดแทนตำแหน่งเดิมอาจสร้างต้นทุนที่เพิ่มขึ้นสูงถึง 10-15% โดยเฉลี่ย รวมถึงบริษัทยังมีความเสี่ยงที่พนักงานใหม่อาจมีทัศนคติหรือวิธีการทำงานที่ไม่เข้ากับวัฒนธรรมขององค์กรที่มีอยู่ และส่งผลกระทบเชิงลบต่อประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมอีกด้วย ดังนั้น หนึ่งในเรื่องสำคัญที่ผู้บริหารขององค์กรทุกแห่งต้องพิจารณาและวางระบบอย่างรอบคอบ คือ การรักษาคนเก่งไว้กับองค์กร (Talent Retention) ซึ่งถือเป็นความท้าทายในการสร้างความสำเร็จอย่า
รีโนเวต อพาร์ตเมนต์เก่า สร้างโรงแรมศิลปะ เปลี่ยนมุมมอง คลองเตย คุณชาลิสา เตียนโพธิทอง Managing Director at The Fig Lobby, Bangkok เป็นนิสิตเก่า MBA 2016 สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เริ่มธุรกิจแรกด้านโรงแรมด้วยใจรักเป็นทุนเดิม โดยรู้ตัวเองว่าชอบงานด้านโรงแรม จึงมุ่งเรียนด้านการโรงแรมที่สวิตเซอร์แลนด์ และผ่านการฝึกงานในหลายแผนกจากหลายประเทศ หลังจากนั้นได้ศึกษาต่อการบริหารธุรกิจ ที่ศศินทร์ และทำงานเกี่ยวกับ Consulting ด้านธุรกิจโรงแรมมาตลอดระยะเวลา 5 ปี ก่อนกลับมาช่วยธุรกิจของครอบครัวเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ กระทั่งมีโอกาสเข้าบริหารจัดการโครงการรีโนเวตอพาร์ตเมนต์เก่าของที่บ้าน ให้กลายมาเป็นโรงแรม The Fig Lobby, Bangkok ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ สำหรับการรีโนเวตใช้เวลาทั้งหมด 3 ปี และเป็นช่วงโควิดพอดีเลยใช้เวลานานเนื่องด้วยติดปัญหาเกี่ยวกับการขนส่งวัสดุต่างๆ สำหรับการก่อสร้าง ซึ่งบางส่วนนำเข้าจากต่างประเทศ รวมทั้งในเรื่องของแรงงานก่อสร้างที่ต้องหยุดดำเนินการไปก่อน สำหรับการรีโนเวต ให้ความสำคัญในเรื่องของ Sustainability ทำธุรกิจแบบยั่งยืน พยา
