เศรษฐกิจไทย
วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 สองนักเศรษฐศาสตร์ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะเริ่มฟื้นตัวครึ่งหลัง หวังรัฐบาลใหม่เร่งเบิกจ่าย ออกมาตรการช่วยครัวเรือน SME ปรับโครงสร้างฟื้นเชื่อมั่นลงทุน ดึง FDI เชื่อ GDP จะโต 3% ได้ถ้าลดทุจริต เร่งเจรจาการค้า ผ่อนคลายกฎระเบียบ ส่งเสริมการจ้างงาน ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า คาดว่าเศรษฐกิจจะเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เมื่อรัฐบาลใหม่สามารถฟอร์มทีมบริหารและเดินหน้านโยบายได้เต็มที่ในช่วงครึ่งปีหลัง และเร่งเบิกจ่ายงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ แม้งบประมาณปี 2570 อาจมีความล่าช้าเล็กน้อยในช่วงเปลี่ยนผ่านก็ตาม “อยากเห็นมาตรการลดค่าครองชีพ สนับสนุนการจ้างงาน ผ่อนคลายกฎระเบียบช่วยผู้ประกอบการ SMEs สิทธิประโยชน์ทางภาษีแบบเจาะจง จะช่วยเพิ่มกำลังซื้อภาคครัวเรือน รวมถึงการเดินหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ จะช่วยเสริมบรรยากาศการลงทุน สร้างตัวคูณทางการคลัง (Fiscal Multiplier) ที่สูงขึ้น และกระตุ้นการลงทุนภ
เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ITD ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ UN Trade and Development (UNCTAD) และสมาคมนักเรียนเก่าฮาร์วาร์ดแห่งประเทศไทย จัดเวทีสัมมนาวิชาการนานาชาติหัวข้อ “Navigating Global Trade Shifts: Insights from the UNCTAD Trade and Development Report and Strategic Implications for Thailand” ภายในงานได้รับเกียรติจาก ดร.ศุภชัย พาณิชยภักดิ์ อดีตเลขาธิการ UNCTAD และอดีตผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก กล่าวปาฐกถาพิเศษ ขณะที่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย นายสุภกิจ เจริญกุล ผู้อำนวยการ ITD กล่าวต้อนรับ ดร.ศุภชัยสะท้อนว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้างจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การปรับห่วงโซ่อุปทาน และแนวโน้มการค้าใหม่ เช่น trade diversion, friendshoring และ re-globalization ซึ่งกำลังเปลี่ยนรูปแบบความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมเน้นว่าการทูตเศรษฐกิจในยุค
ดร.อมรเทพ จาวะลา Head, Research Office ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายทางการเมืองในประเทศช่วงไตรมาส 3 แม้การเปลี่ยนผ่านของรัฐบาลจะทำได้รวดเร็วและฟื้นคืนความเชื่อมั่นมาได้บ้าง แต่บาดแผลเศรษฐกิจที่ซบเซาจากกำลังซื้อที่อ่อนแอ จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง รายได้ภาคเกษตรตกต่ำจากราคาสินค้าที่ตกต่ำ ตลอดจนรายได้จากภาคการก่อสร้างที่ทรุดตัวจากยอดขายคอนโดที่ลดลงต่อเนื่อง ก่อนที่สภาพัฒน์ จะรายงานตัวเลขเศรษฐกิจในวันที่ 17 พ.ย. นี้ สำนักวิจัย CIMB THAI ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 จะขยายตัว 1.2% YoY หรือ -0.48% QoQ หลังปรับฤดูกาล ซึ่งแม้จะเป็นการหดตัวเทียบไตรมาสต่อไตรมาสครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส หรือนับจากไตรมาส 4 ปี 2565 แต่การหดตัวของเศรษฐกิจไทยครั้งนี้ น่าจะเป็นเพียงช่วงไตรมาส 3 ไม่น่าลากยาวไปสู่ไตรมาส 4 จนเกิดภาวะถดถอยทางเทคนิค หรือเศรษฐกิจหดตัวเทียบไตรมาสต่อไตรมาส สองไตรมาสติดต่อกัน ซึ่งปัจจัยที่กดดันเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 มาจากการบริโภคภาคเอกชนที่แทบไม่ขยายตัวเลยจากไตรมาสก่อน และมาจากการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกสุทธิที่หดตัวจากไตรมาสก่อน
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยกำลังก้าวเข้าสู่ครึ่งหลังของปีงู ด้วยการเผชิญเรื่องร้อนๆ อย่างเต็มแรง และเสี่ยงเติบโตช้าลงช่วงครึ่งปีหลัง แต่ สำนักวิจัยฯ ยังคงคาดการณ์ GDP ปี 2568 ไว้ที่ 1.8% แม้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับการคาดการณ์ไปสู่ระดับ 2.3% จาก 2.0% จากแรงส่งที่แรงกว่าคาดของ GDP ไตรมาส 1 ที่ขยายตัวถึง 3.1% และส่งให้เติบโตได้ดี แต่หากพิจารณาสถานการณ์ไตรมาส 2 และแนวโน้มไตรมาส 3 แล้ว ยากจะเชื่อมั่นถึงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ เพราะความเดือดดาลทางการเมืองระหว่างประเทศและในประเทศค่อนข้างฉุดรั้งความเชื่อมั่น นอกจากนี้ คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 1.50% ปลายไตรมาส 3 และ 1.25% ปลายปีนี้ ส่วนค่าเงินบาทน่าอยู่ที่ระดับ 32.90 ปลายไตรมาส 3 และ 33.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ สิ้นปีนี้ เศรษฐกิจไทยชะงักงัน เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกเติบโต 3.1% จากกรณีพิเศษ จึงไม่อยากให้ดีใจมากนัก ทั้งมาจากมาตรการแจกเงินภาครัฐ และการเร่งส่งออกไปสหรัฐฯ ก่อนมาตรการภาษี แต่ย่างเข้าไตรมาส 2 เริ่มเห็นความเสี่ย
‘สุวัจน์’ ยก ‘อีสาน’ มีความพร้อม ครบ 10 จุดแข็ง กอบกู้เศรษฐกิจไทย วันที่ 20 ธันวาคม 2565 ที่งานสัมมนา ‘ISAAN NEXT พลิกเศรษฐกิจไทย ฝ่าวิกฤตโลก’ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา กล่าวเปิดงานในหัวข้อ ‘เปิดอีสาน เปิดประตูสู่เวทีโลก’ ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจขณะนี้เชื่อว่าประชาชนลุ้นให้เศรษฐกิจดี โดยมี 2 ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ คือ ปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน สำหรับปัจจัยภายนอก เชื่อว่าทุกประเทศทั่วโลกอยู่ภายใต้ปัจจัยนี้ โดยมีด้วยกัน 5 ปัจจัยย่อย ปัจจัยที่หนึ่ง การเปลี่ยนแปลงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ตั้งแต่สงครามการค้าและสงครามจริงๆ ทำให้เกิดการจับขั้วกันใหม่ของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก ทำให้เขตภูมิรัฐศาสตร์ของโลกเปลี่ยนแปลงไป ส่งผลกระทบต่อการค้า การลงทุน การย้ายฐานการผลิต ทำให้เศรษฐกิจโลกเกิดความผันแปรสูง ปัจจัยที่สอง ผลกระทบจากโควิด เพราะช่วงที่เกิดการระบาด ทุกประเทศทั่วโลกใช้จ่ายเงินจำนวนมากเพื่อแก้ปัญหา ทำให้มีการกู้หนี้ยืมสิน และทำให้เกิดเงินเฟ้อทั่วโลก นำไปสู่มาตรการการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารต่างๆ ทั่วโลก เพื่อกดเงินเฟ้อให้ต่ำ เมื่อดอกเบี้ยทั่วโลกสูง จึงส่งผลกระทบต
ปี 2025 ถ้า “เขา” มา เศรษฐกิจไทย-ใต้เงาทรัมป์ จะเกิดอะไรบ้าง ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ วันที่ 5 พ.ย. 2024 กำลังจะส่งผลให้เกิดความผันผวนและความเปลี่ยนแปลง สำนักวิจัยฯ ประเมินฉากทัศน์ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้รับการเลือกตั้งใหม่ เพราะหากรองประธานาธิบดีแฮร์ริสชนะ คงเห็นการเปลี่ยนแปลงไม่มาก เนื่องจากมีความเป็นไปได้สูงที่จะดำเนินนโยบายต่อเนื่องจากประธานาธิบดีไบเดน ดังนั้น หากทรัมป์ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เศรษฐกิจไทยปี 2025 จะเต็มไปด้วยทั้งโอกาสและความท้าทาย ด้านบวก (1) เศรษฐกิจโลกจะรอดจากภาวะถดถอย เพราะมาตรการลดภาษีนิติบุคคลจะกระตุ้นให้ธุรกิจในสหรัฐฯ เพิ่มการจ้างงานและปรับขึ้นค่าแรง ส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตขึ้น (2) ราคาน้ำมันดิบโลกจะลดลงจากนโยบายส่งเสริมการผลิตน้ำมันในสหรัฐฯ และการทำข้อตกลงที่เป็นประโยชน์กับประเทศในตะวันออกกลางและรัสเซีย เป็นผลดีต่อประเทศที่นำเข้าพลังงานอย่างไทยและจะช่วยลดค่าครองชีพของคนในประเทศ และ (3) มีการย้ายฐานการลงทุนมาไทยเพิ่มขึ้น เพราะภาษีการค้าที่กำหน
หอการค้า เผย บรรยากาศเศรษฐกิจไทยแย่สุดในรอบ 2 ปี การแจกเงิน 10,000 ไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ปชช. ไม่ใช้จ่ายเท่าที่ควร เพราะกังวลเรื่องอนาคตมากขึ้น แนะ รัฐบาลควรออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในช่วงปลายปี เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยว่า ผลสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคไทย เดือนกันยายน 2567 จากประชาชน 2,243 คน พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นทุกรายการลดลง ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2567 โดยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวม อยู่ระดับ 55.3 ลดลงจากเดือนสิงหาคม ที่อยู่ระดับ 56.5 ทำระดับต่ำสุดรอบ 14 เดือน นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2566 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบัน และในอนาคต ลดลงจาก 40.4 และ 64.3 มาอยู่ระดับ 39.0 และ 63.1 ตามลำดับ ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางาน ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต ลดลงจากสิงหาคม ที่ 50.2, 53.9 และ 65.6 มาอยู่ระดับ 48.8, 52.7 และ 64.4 ตามลำดับ นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ปัจจัยลบต่อความ
เศรษฐกิจไทย เหมือน “สายรุ้ง” ก่อสร้างโตช้า ภาคผลิตติดลบ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จัดสัมมนาใหญ่ประจำปี 2567 ‘Navigating the Future : A Holistic Approach to Global Economic Dynamics’ ให้ลูกค้าธุรกิจ พันธมิตร และบริษัทขนาดใหญ่ เริ่มจาก พอล วอง ชี คิน กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวเปิดงาน กระตุ้นให้ผู้ร่วมงานทุกคนสอบถามสิ่งที่อยากรู้ และเก็บเกี่ยวข้อมูลให้เต็มที่ทั้งจากวิทยากร ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ CIMB Thai ทุกคนในงาน วิทยากรคนแรก ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า โจทย์เศรษฐกิจปีหน้า มีความท้าทายอยู่ที่ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งผลกระทบไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้ หากแฮริสชนะ คาดว่าดอลลาร์จะอ่อนค่า bond yield ลดลงแบบค่อยเป็นค่อยไป และ ธปท. จะลดดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไป ด้านนโยบายแฮริส จะดูแลคนรายได้ระดับกลาง ปรับขึ้นภาษีภาคธุรกิจ ส่งเสริมพลังงานสะอาด และเดินหน้าสงครามการค้ากับจีนเหมือนเดิมเพิ่มเติมคือ Tech War ขณะที่ ถ้าทรัมป์ ชนะเลือกตั้ง ดอลลาร์อาจกลับมาแข็งชั่วคราว เพราะคนวิ่งไปหาสินทรัพย์ปลอดภัย และ
เศรษฐกิจไทย ฟื้นแล้ว ม.ค. 67 ปรับตัวดีขึ้น จากท่องเที่ยว-บริโภคเอกชน-ส่งออก วันที่ 28 ก.พ. 2567 นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สคร.) เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือน ม.ค. 2567 ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากการขยายตัวของภาคการท่องเที่ยว โดยมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยรวม 3.04 ล้านคน คิดเป็น 41.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวจากจีน มาเลเซีย เกาหลีใต้ รัสเซีย และอินเดีย รวมถึงการบริโภคภาคเอกชนที่มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า สะท้อนจากปริมาณจำหน่ายรถยนต์นั่ง ขยายตัว 2.4% จากช่วงเดียวกันปีก่อน รายได้เกษตรกรที่แท้จริง เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 0.6% รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 62.9 จากระดับ 62.0 ในเดือนก่อน ซึ่งเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 และสูงสุดในรอบ 47 เดือน สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อภาวะเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสริมจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 โดยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าร
ภัยแล้ง จากเอลนีโญ ความท้าทายเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง 2566 กระทบหลายอุตสาหกรรม หนึ่งความท้าทายของเศรษฐกิจไทยในปี 2566 คือ การที่ประเทศไทยและทั่วโลก กำลังเผชิญกับสภาวะโลกร้อน หรือ Climate Change ที่ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ โดยประเทศไทยได้เริ่มเข้าสู่ปรากฏการณ์เอลนีโญแล้วตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมา ซึ่ง ณ ขณะนี้ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดขึ้นต่อเนื่องจนถึงเมื่อไหร่ แต่สิ่งที่ประเทศไทยกำลังจะเผชิญในอนาคตอันใกล้ คือ เรื่องของภัยแล้ง ที่อาจจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จากข้อมูล ณ ขณะนี้ ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำที่ประสบกับสถานการณ์น้ำที่อยู่ในเกณฑ์น้อย หรือน้อยจนเข้าขั้น ได้แก่ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ประเมินผลกระทบในขั้นแรก คาดว่าจะกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรอาจคิดเป็นมูลค่าราว 4.8 หมื่นล้านบาทในปี 2566 ส่วนผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม หลักๆ จะกระทบกับอุตสาหกรรมอโลหะ เช่น แก้ว กระเบื้อง และซีเมนต์ ขณะที่อุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบอีก 2 อุตสาหกรรม ได้แก่ อุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์เกษตรหรืออาหาร และอุตสาหกรรมสิ่งทอ ซึ่งถ้าหากประเทศไทย เผชิญภาวะขาดแคลนน้ำรุนแรง รัฐบาลอาจจะต้องพ
