‘สุวัจน์’ ยก ‘อีสาน’ มีความพร้อม ครบ 10 จุดแข็ง กอบกู้เศรษฐกิจไทย
วันที่ 20 ธันวาคม 2565 ที่งานสัมมนา ‘ISAAN NEXT พลิกเศรษฐกิจไทย ฝ่าวิกฤตโลก’ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา กล่าวเปิดงานในหัวข้อ ‘เปิดอีสาน เปิดประตูสู่เวทีโลก’ ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจขณะนี้เชื่อว่าประชาชนลุ้นให้เศรษฐกิจดี โดยมี 2 ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ คือ ปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน

สำหรับปัจจัยภายนอก เชื่อว่าทุกประเทศทั่วโลกอยู่ภายใต้ปัจจัยนี้ โดยมีด้วยกัน 5 ปัจจัยย่อย
ปัจจัยที่หนึ่ง การเปลี่ยนแปลงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ตั้งแต่สงครามการค้าและสงครามจริงๆ ทำให้เกิดการจับขั้วกันใหม่ของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก ทำให้เขตภูมิรัฐศาสตร์ของโลกเปลี่ยนแปลงไป ส่งผลกระทบต่อการค้า การลงทุน การย้ายฐานการผลิต ทำให้เศรษฐกิจโลกเกิดความผันแปรสูง
ปัจจัยที่สอง ผลกระทบจากโควิด เพราะช่วงที่เกิดการระบาด ทุกประเทศทั่วโลกใช้จ่ายเงินจำนวนมากเพื่อแก้ปัญหา ทำให้มีการกู้หนี้ยืมสิน และทำให้เกิดเงินเฟ้อทั่วโลก นำไปสู่มาตรการการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารต่างๆ ทั่วโลก เพื่อกดเงินเฟ้อให้ต่ำ เมื่อดอกเบี้ยทั่วโลกสูง จึงส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้า กระทบต่อภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมต่างๆ
ปัจจัยที่สาม การเกิดสงคราม ไม่ว่าจะเป็น สงครามที่เกิดขึ้นในยูเครน สงครามในตะวันออกกลาง ทำให้ราคาพลังงานสูง ขาดแคลนสินค้าการเกษตร และกระบวนการผลิตของ SMEs ทั้งหลายได้รับผลกระทบ ทำให้สินค้าต่างๆ มีราคาสูงขึ้น และเกิดการขาดแคลนทั่วโลก
ปัจจัยที่สี่ การเข้ามาของเทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์ของสังคมโลกที่เปลี่ยนแปลงไปหลังเกิดโควิด ทำให้เกิดความผันผวนในอุตสาหกรรมและการทำธุรกิจในปัจจุบันอย่างรุนแรง ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อการผลิต การจ้างงาน และการลงทุน
ปัจจัยที่ห้า ภาวะโลกร้อน ทำให้เกิดวิกฤตการณ์อุบัติภัยทางธรรมชาติ ทุกประเทศทั่วโลกต้องใช้จ่ายงบประมาณในการจัดการปัญหาภัยธรรมชาติ รวมทั้งใช้งบประมาณในการร่วมมือกันขจัดภัยจากโลกร้อน จึงส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายและยังกระทบต่อต้นทุนสินค้า เพราะมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น แพงขึ้น ด้วยมาตรการทางภาษี
แต่สำหรับประเทศไทย ไม่ได้มีผลกระทบเกิดขึ้นเฉพาะ 5 ปัจจัยตามที่กล่าวไป เพราะมีปัจจัยภายใน ที่เป็นเรื่องสืบเนื่องมานาน ทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ
ปัจจัยที่หนึ่ง หนี้สาธารณะสูง ประมาณ 65% ของ GDP ของประเทศ แม้จะมีความพยายามในการควบคุมไม่ให้หนี้สูงเกินกว่า 60% แต่ว่าระยะหลัง โดยเฉพาะช่วงที่เกิดโควิด รัฐบาลต้องกู้เงินมาใช้จ่ายจำนวนมากเพื่อลดผลกระทบ ขณะนี้ตัวเลขหนี้เกินจากมาตรฐานที่ควรจะเป็น โดยอยู่ที่ประมาณ 11.17 ล้านล้านบาท
ปัจจัยที่สอง หนี้ครัวเรือน หรือหนี้ของภาคประชาชน เป็นหนี้เกือบ 90% หรือ 16 ล้านล้านบาท ของ GDP ซึ่งนับเป็นเม็ดเงินปีละประมาณ 19 ล้านล้านบาท เมื่อหนี้สาธารณะบวกกับหนี้ครัวเรือน จึงเป็นภาระหนี้ที่หนัก กระทบต่ออันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) กระทบต่องบประมาณการคลังที่จะใช้พัฒนาประเทศ
ปัจจัยที่สาม การเติบโตของ GDP ต่ำมาแล้วกว่า 20 ปี อยู่ในเกณฑ์ 2-3% แทบจะเป็นรองบ๊วยในอาเซียน เมื่อ GDP ต่ำ ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้น้อย
ปัจจัยที่สี่ ขีดความสามารถด้านการแข่งขันของประเทศลดลง เมื่อเทคโนโลยีเข้ามา Disrupt และไทยใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาประเทศทั้งภาครัฐและภาคเอกชนน้อยไป รวมทั้งระบบการศึกษายังไม่สามารถตอบโจทย์ต่อปัจจัยที่มีผลกระทบในปัจจุบัน
ปัจจัยที่ห้า ภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบหนัก เพราะการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างฉับพลัน ทำให้เราปรับตัวช้า เดิมที่เราเป็นอุตสาหกรรมที่เรียกว่า Labour Intensive หรืออุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น และเป็นอุตสาหกรรมที่ไม่ค่อยทันสมัย ภาพรวมจึงค่อนข้างเสียเปรียบ
ยกตัวอย่าง อุตสาหกรรมรถยนต์ เมื่อก่อนไทยเป็นอันดับ 1 ติด Top 10 ของโลก แต่วันนี้อาจจะเห็นข่าวคราวการปิดโรงงานหรือย้ายฐานการผลิต เพราะอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าเริ่มเข้ามาแทนที่ แต่ของไทยเป็นอุตสหกรรมรถยนต์ใช้น้ำมัน ถ้าเราปรับตัวไม่ทัน จากที่เคยส่งออก หรือเคยมีการว่าจ้างแรงงานจำนวนมาก หรือ SMEs ที่เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนก็จะค่อยๆ หายไป
ปัจจัยที่หก สังคมผู้สูงวัย ขณะนี้ตัวเลขผู้สูงวัยมีประมาณ 20% หรือ 13 ล้านคน จากจำนวนประชากร 65 ล้านคน และในอีก 5 ปี ข้างหน้า จากกลายเป็น 28% ถัดไปอีก 10 ปี จะกลายเป็น 33%
จึงทำให้กำลังการผลิตของประเทศและคนที่อยู่ในวัยทำงานหายไป เงินงบประมาณที่ต้องนำมาใช้เป็นสวัสดิการในการดูแลผู้สูงวัยจะมีจำนวนมากขึ้น
“ถึงเวลาแล้วที่จะต้องมาจัดการปัญหาเศรษฐกิจภายในอย่างจริงจัง จากนี้ไปเราต้องไม่ลบบนจุดอ่อน เราต้องลบบนจุดแข็ง ต้องหาตัวตนของเรา ว่าเมืองไทย คนไทย มีพื้นฐานอะไรที่แข็งแกร่ง สามารถนำมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจเพื่อสร้างความยั่งยืน และสร้างความอยู่ดีกินดีให้พี่น้องประชาชน ถึงแม้ว่าเรื่องอื่นเราจะเสียเปรียบ แต่เรามีสิ่งได้เปรียบอยู่ 4-5 อย่าง ที่เป็นจุดแข็งของสังคมไทย
เรื่องแรก ประเทศแห่งการเกษตร ประชากรโลกมีการขยายตัวถึง 7,000-8,000 ล้านคน ต่อไปความต้องการสินค้าเกษตรกร ความต้องการอาหารจะมีสูงมาก เรื่องที่สอง อาหาร ไทยถือเป็นประเทศผู้ผลิตอาหารป้อนโลก
เรื่องที่สาม ภาคบริการ ไม่มีใครมีจิตวิญญาณด้านบริการเท่ากับพี่น้องประชาชนไทย จุดแข็งที่สี่ การท่องเที่ยว จุดแข็งที่ห้า ประเทศที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรม
ผมคิดว่าถ้าเรานำจุดแข็งทั้ง 5 อย่าง ทั้งด้านเกษตร อาหาร บริการ ท่องเที่ยว และวัฒนธรรม มาตั้งแท่น ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและต่อยอดกันใหม่ จะเป็นความยั่งยืน เป็นทางออกในการฝ่าวิกฤตให้พี่น้องประชาชนและประเทศไทยได้”
“จุดแข็งต่างๆ อยู่ในทุกภาคส่วนของไทย แต่ส่วนหนึ่งอยู่ที่ภาคอีสาน ซึ่งมี 10 จุดแข็งคือ หนึ่ง มีประชากร 1 ใน 3 ของประเทศ สอง จีดีพี 10% ของประเทศ หรือประมาณ 2 ล้านล้านบาท สาม พืชผลเกษตรอุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็น อ้อย มัน ข้าว เป็นต้น
สี่ อาหารมีเอกลักษณ์ ได้รับรางวัลมิชลิน ไกด์ ห้า แหล่งอารยธรรม-โบราณคดี เช่น จังหวัดนครราชสีมา มีพื้นที่ที่ยูเนสโกให้การรับรองเป็นมรกดกโลก หก แหล่งท่องเที่ยวมากมาย เจ็ด โครงสร้างพื้นฐานคมนาคมเชื่อมประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งมอเตอร์เวย์ รถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูงที่กำลังดำเนินการก่อสร้าง แปด เป็นขุมทรัพย์ด้านแรงงานของประเทศ เก้า เป็นแหล่งผลิตพลังงานทดแทน พลังงานสีเขียว และสิบ ฮวงจุ้ยของอีสานที่เป็นประตูสู่อินโดจีนและเอเชียแปซิฟิก
นี่คือความพร้อมของภาคอีสาน นำมาสู่งานสัมมนา ISAAN NEXT พลิกเศรษฐกิจไทย ฝ่าวิกฤตโลก เพราะเรามีความพร้อม จึงเชิญผู้รู้ นักวิชาการ มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มาหานโยบายที่จะกอบกู้เศรษฐกิจ โดยใช้ภาคอีสานเป็นพื้นฐาน” นายสุวัจน์ กล่าวทิ้งท้าย
