ไอเดียต่างแดน
โฟนไม่สมาร์ท ทางเลือกสวนกระแส ทำให้ไม่เสพติดกดไลก์ กดแชร์ แห่คอมเมนต์ ชีวิตของผู้คนพึ่งพาสมาร์ทโฟนมากขึ้น แทบจะกลายเป็นอวัยวะที่ 33 ลืมกระเป๋าสตางค์ไว้บ้าน ยังไม่เดือดเนื้อร้อนใจเท่าลืมสมาร์ทโฟน เพราะทำอะไรได้แทบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเช็กอีเมล เล่นโซเชียลมีเดียอย่างติ๊กต็อก อินสตาแกรม หรือดูหนังฟังเพลงผ่านไลฟ์สตรีมมิ่ง แต่ก็มีผู้คนจำนวนไม่น้อย ที่พบทางเลือกใหม่ สวนกระแสโลกยุคดิจิทัล “บีบีซี” หยิบยกเรื่องราวของ “โรบิน เวสต์” สาวน้อยวัย 17 ปี ที่มีไลฟ์สไตล์แตกต่างจากเพื่อนวัยเดียวกัน เพราะเธอไม่ใช้สมาร์ทโฟน “เวสต์” เป็นประชากรที่ใช้ มือถือแบบไม่สมาร์ท หรือที่เรียกว่า dumbphone เป็นมือถือพื้นฐานเหมือนในยุค 1990 ที่มีฟังก์ชั่นการใช้งานแบบจำกัดเมื่อเทียบกับสมาร์ทโฟนที่ผู้คนส่วนใหญ่ใช้กัน แค่ใช้โทรเข้า-ออก รับ-ส่งข้อความ SMS อาจจะฟังวิทยุหรือถ่ายภาพแบบง่ายๆ ได้ แต่ไม่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต หรือแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่จริงแล้ว “เวสต์” เคยใช้สมาร์ทโฟนมาก่อน กระทั่งเมื่อ 2 ปีก่อน เธอหาซื้อโทรศัพท์มือถือมือสองมาใช้แทนเครื่องเก่า แล้วไปสะดุดตามือถือที่ใช้งานได้แบบพื้นฐานแทน ขณะนี้เธอใช้มือถือราคา 8
อาชีพดาวรุ่ง ยุคเมตาเวิร์ส เด็กฝึกงานไม่ได้ค่าจ้าง ยังเป็นที่ต้องการเสมอ พักหลังๆ ใครๆ ก็พูดถึง เมตาเวิร์ส (Metaverse) หรือ จักรวาลนฤมิต ซึ่งก็คือโลกเสมือนจริง ที่สร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยี และผู้คนมีร่างอวตารในการทำกิจกรรมต่างๆ ในโลกใบนั้น โดยมีอินเทอร์เน็ตเป็นตัวผสานโลกออนไลน์และออฟไลน์ แนวคิดเมตาเวิร์สมีให้เห็นในเกมออนไลน์ที่มีผู้เล่นจำนวนมาก และสามารถสื่อสารกันได้ในโลกของเกม แต่ที่จริงแล้ว เกมเป็นเพียงส่วนหนึ่ง เพราะ “เมตาเวิร์ส” ครอบคลุมการใช้ชีวิต การทำงาน การทำกิจกรรมต่างๆ ยกตัวอย่างการส่งร่างอวตารผ่านภาพโฮโลแกรมไปร่วมชมคอนเสิร์ตกับเพื่อนๆ ทั้งที่เรากำลังทำสิ่งนั้นอยู่ที่บ้านตัวเอง การมุ่งไปสู่เมตาเวิร์สต้องใช้เทคโนโลยีหลากหลาย และนั่นหมายถึงโอกาสด้านการทำงานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงอาชีพใหม่ๆ รองรับจักรวาลแห่งนี้ ซึ่งแม้แต่ “เฟซบุ๊ก” ก็เอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ถึงขนาดเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น “เมตา” (Meta) เว็บไซต์ cult.honeypot.io นำเสนอ 10 อาชีพดาวรุ่งยุคเมตาเวิร์ส เริ่มจาก นักวิทยาศาสตร์ด้านเมตาเวิร์ส แม้ขณะนี้จะมีนักวิทยาศาสตร์ด้านเทคโนโลยีเสมือนจริง (Virtual Reality-VR) และเทคโนโลยีความ
สมัครงาน ไป 130 บริษัท เรียกสัมภาษณ์ที่เดียว ปรุงอาหารสุนัขขาย ท่าจะรุ่งกว่า สำหรับหลายคน วิกฤตโควิด-19 พัดกระหน่ำชีวิตให้เข้าสู่โหมดยากลำบาก ในขณะที่อีกหลายคน วิกฤตกลับนำพาโอกาสมาให้แบบไม่คาดคิด เว็บไซต์ stuff.co.nz หยิบยกเรื่องราวของ “แอนโทนี การ์ดิเนอร์” หนุ่มชาวนิวซีแลนด์ที่ตกงานเพราะโควิด-19 แต่แทนที่ผลกระทบจะเกิดขึ้นกับเจ้าตัว กลับไปตกอยู่กับสุนัข 3 ตัว เพราะเจ้านายทั้ง 3 ตัว เคยชินกับการกินอาหารแพงๆ และไม่ยอมกินอาหารราคาย่อมเยา “การ์ดิเนอร์” รู้สึกว่าบรรดาเจ้านาย เริ่มน้ำหนักลดลงจนเข้าเกณฑ์น่าเป็นห่วง ในคืนหนึ่งเขาเลยหาวิธีหลอกล่อ ด้วยการนำอาหารราคาถูกมาเสิร์ฟ แต่ราดน้ำเกรวี่ลงไปด้วย ผลลัพธ์ที่ออกมาดีเกินคาด จากที่บรรดาเจ้านายเมินอาหารราคาถูก กลายเป็นกินอย่างเอร็ดอร่อย และปลุกไอเดียทำธุรกิจผงเกรวี่แบรนด์ “Fussy Dog Co” ที่จริงแล้ว “การ์ดิเนอร์” ไม่เคยมีความคิดที่จะทำอาหารสำหรับสุนัขเลย เขายังคงเดินหน้าสมัครงานสายการตลาดในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวตามที่ตัวเองถนัด แต่หลังจากส่งใบสมัครไป 130 บริษัท แล้วเรียกสัมภาษณ์เพียงแห่งเดียว เขาเลยหันกลับมามองโอกาสจากการทำผงซอสเกรวี่สำหรับสุนัขอย่า
ไอเดียสุดต๊าซ สินค้า-บริการพร้อมส่งถึงบ้าน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคนิวนอร์มอล โควิด-19 เปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนทั่วโลก ทำให้ไอเดียในการทำธุรกิจก็ต้องปรับใหม่ เพื่อให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคนิวนอร์มอลด้วย ขณะนี้ผู้ประกอบการหน้าใหม่ หรือเจ้าของธุรกิจรายเก่าที่อยากขยับขยายธุรกิจ อาจจะได้เวลาปัดฝุ่นแนวคิดการทำธุรกิจแบบเคลื่อนที่ ซึ่งแม้จะไม่ใช่ไอเดียใหม่แกะกล่อง แต่ก็เหมาะนำมาปรับใช้เพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ ท่ามกลางยุคโควิด-19 นิตยสารฟอร์บส์ หยิบยกไอเดียธุรกิจเคลื่อนที่ 7 แบบ ซึ่งตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ เริ่มจาก รถขายอาหารเคลื่อนที่ ซึ่งพบเห็นได้ดาษดื่นก่อนหน้านี้ แต่ตอนนี้กลายเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจ เพราะเจ้าของร้านอาหารไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้าน ทำให้ประหยัดต้นทุนได้มาก นำไปสู่การมีเมนูอาหารคุณภาพดีในราคาที่เอื้อมถึง นอกจากนี้ ยังมีข้อดีในแง่ที่สามารถขับพาร้านอาหารเคลื่อนที่ไปให้บริการในพื้นที่ต่างๆ ที่ลูกค้าพักอาศัยหรือทำงาน ทำผม-เสริมสวยดีลิเวอรี่ ที่ทำได้ 2 รูปแบบ ทั้งการให้บริการถึงบ้านหรือออฟฟิศลูกค้า และการดัดแปลงรถให้เป็นร้านเคลื่อนที่ ซึ่งก็ช่วยลดต้นทุนการเปิดร้านไปได้ เปิดทางให้ช่างที่มีฝ
เสริมสวยดีลิเวอรี่ ฮิตติดลม ลูกค้ารู้สึกปลอดภัย แถมราคาถูกกว่าไปทำที่ร้าน เชื่อว่า หนึ่งในภารกิจอันดับต้นๆ ของผู้คนจำนวนมาก หลังคลายล็อกดาวน์ ต้องมีเรื่องตัดผม เสริมสวย-เติมหล่อ ติดอันดับด้วยอย่างแน่นอน ที่จริงแล้ว ผู้ให้บริการด้านนี้ต่างก็ปรับตัวรับกับการระบาดของโควิด-19 ด้วยการนำเสนอบริการแบบดีลิเวอรี่ พร้อมเสิร์ฟความงามถึงบ้าน เพราะถ้าจะรอให้ไวรัสยุติการแพร่ระบาด ก็ไม่รู้อีกนานแค่ไหน ในอินเดีย เทรนด์เสริมสวยดีลิเวอรี่ก็เกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ดูเหมือนนี่จะไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราวอีกต่อไป เพราะแม้จะคลายล็อกดาวน์จากการระบาดระลอก 2 ของสายพันธุ์เดลตา ธุรกิจร้านเสริมสวยก็ยังไม่กลับเข้าที่เข้าทาง เว็บไซต์หนังสือพิมพ์นิกเกอิ ระบุว่า ธุรกิจร้านเสริมสวยในอินเดียไม่เพียงแต่ต้องเผชิญกับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 แต่พฤติกรรมของลูกค้าก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย จากที่เคยใช้บริการแบบดีลิเวอรี่ในฐานะทางเลือกชั่วคราวช่วงล็อกดาวน์ กลับกลายเป็นกระแสหลักในขณะนี้ เหตุผลที่ทำให้ชาวอินเดียนิยมเสริมสวยแบบดีลิเวอรี่ เพราะพวกเขารู้สึกปลอดภัยกว่าหากช่างมาทำให้ที่บ้าน แทนที่จะต้องออกไปร้าน และราคาบริการแบบดีลิเวอ
โรคระบาดยืดเยื้อ ร้านอาหารจำนวนมาก ลุกขึ้นมาตั้งตู้อัตโนมัติ ขายได้ 24 ชั่วโมง ถึงตอนนี้ โควิด-19 ยังป่วนไม่เลิก หลายประเทศต้องกลับมาใช้มาตรการคุมเข้มอีกรอบ เนื่องจากการระบาดของไวรัสกลายพันธุ์ สถานการณ์ที่ลากยาวส่งผลกระทบต่อหลายๆ ธุรกิจ ต้องรอกันไปยาวๆ กว่าจะฟื้นตัว ผู้ประกอบการต้องหาวิธีใหม่ๆ สร้างรายได้ เพื่อให้ผ่านช่วงเวลายากลำบากไปได้ สำนักข่าวเอพี หยิบยกเรื่องราวของ “เมแกน โทมัส” เจ้าของโรงงานสมุนไพรและเครื่องปรุง “พินช์ สไปซ์ มาร์เก็ต” ในเมืองหลุยส์วิลล์ รัฐเคนทักกี ที่หันมาขายสินค้าผ่านช่องทางใหม่ เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับบริษัทที่ต้องดิ้นรนให้ธุรกิจอยู่รอดท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 เธอตัดสินใจลองขายสินค้าผ่านตู้อัตโนมัติบริเวณด้านนอกโรงงานเล็กๆ ซึ่งทีแรกเธอไม่ได้คาดหวังมากนัก แต่ในความเป็นจริงคนที่เดินผ่านหน้าโรงงานสนใจซื้อสินค้าของเธอ เพราะการระบาดของไวรัสทำให้ผู้คนทำอาหารกินเองที่บ้านมากขึ้น และต้องการสนับสนุนธุรกิจในท้องถิ่น ก่อนหน้านี้ เธอและหุ้นส่วนพยายามขายสินค้าผ่านออนไลน์ จึงแทบไม่มีเวลาดูแลลูกค้าที่เดินเข้ามาซื้อถึงโรงงาน ไอเดียจับสินค้าใส่ตู้จำหน่ายอัตโนมัติจึงเกิดขึ้น นอกจาก
ครัวติดปีก ANA เสิร์ฟอาหารกลางรันเวย์ ตัวอย่างสร้างโอกาสท่ามกลางวิกฤต ครัวติดปีก ANA เสิร์ฟอาหารกลางรันเวย์ นับเป็นตัวอย่าง ของการสร้างโอกาสท่ามกลางวิกฤตการระบาดของโควิด-19 ซึ่งเข้ามาเปลี่ยนหลายสิ่งหลายอย่างไปจากเดิม โดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยวและการเดินทางที่บาดเจ็บหนัก เพราะผู้คนไม่สามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้ สายการบินญี่ปุ่น ออล นิปปอน แอร์เวย์ส หรือ ANA รายนี้ เปลี่ยนเครื่องบินที่จอดบนรันเวย์ให้เป็น ครัวติดปีก พร้อมเสิร์ฟอาหารระดับเฟิสต์คลาสและบิสซิเนสคลาส โดยที่ลูกค้าไม่ต้องเดินทางไปไหน โดยลูกค้าสามารถเลือกได้ว่า จะนั่งกินอาหารในโซนไหน ถ้าเป็นที่นั่งเฟิรสต์คลาส สนนราคาค่าบริการจะอยู่ที่คนละ 59,800 เยน หากเป็นที่นั่งบิสซิเนสคลาส ก็จะราคาย่อมเยาลงมาครึ่งหนึ่ง เหลือราวๆ 29,800 เยน ห้องอาหารกลางรันเวย์ดังกล่าวใช้เครื่องบินโบอิ้ง-777 ที่จอดในสนามบินฮาเนดะ สำหรับให้บริการลูกค้าที่คิดถึงบรรยากาศการเดินทางบนเครื่อง ซึ่งมีคนอุดหนุนจำนวนมาก ทำให้ตั๋วหมดอย่างรวดเร็ว และสายการบินต้องเพิ่มรอบในเดือนเมษายน ลูกค้าสามารถเลือกได้ล่วงหน้าจากเมนูอาหารสไตล์ญี่ปุ่น หรืออาหารนานาชาติ ซึ่งอาหารจานหลักก็
DIY ดินเนอร์สองเรา ทำเอง กินเอง นักเลงพอ หวานรับวาเลนไทน์ สไตล์นิวนอร์มอล นอกเหนือจากการซื้อของขวัญให้คนรักในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ อีกทางเลือกหนึ่งที่บรรดาคู่รักนิยมแสดงความสวีต คือ การออกไปรับประทานอาหารค่ำนอกบ้านในร้านที่บรรยากาศสุดแสนโรแมนติก แต่ปีนี้การเฉลิมฉลองวันแห่งความรักแตกต่างจากเดิมอย่างแน่นอน จากการระบาดของโควิด-19 ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้คู่รักต้องปรับเปลี่ยนการสวีตมื้อพิเศษให้สอดคล้องกับชีวิตยุคนิวนอร์มอล สำนักข่าวเอพี นำเสนอไอเดียฉลองวันวาเลนไทน์สำหรับคู่ที่ให้ความสำคัญกับมื้อพิเศษแทนภาษารัก เพื่อให้ชีวิตคู่คงความหวานชื่น ขณะเดียวกัน ก็ไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพ เริ่มจาก DIY ดินเนอร์สองเรา คู่รักจะรับบทเชฟ ทำเอง กินเอง นักเลงพอ ส่วนบ้านไหนมีลูก หรือสมาชิกครอบครัวอื่นๆ ก็ถือเป็นมื้อกระชับความสัมพันธ์ในครัวเรือน เป็นวันแห่งความรักอีกรูปแบบหนึ่ง คู่รักอาจจะหาแรงบันดาลใจจากทริปท่องเที่ยวที่แสนประทับใจ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ฮันนีมูน หรือออกเดตครั้งแรก แล้วออกแบบเมนูอาหารให้เข้ากับบรรยากาศ เป็นการย้อนระลึกถึงความรู้สึกดีๆ ร่วมกันตั้งแต่วันแรกๆ หรือไม่ก็ตั้งต้นด้วยสถานที่ที่ทั้งคู่
เปลี่ยนรถเป็นห้องกินข้าว ออกนอกบ้านแบบไม่เสี่ยง แถมช่วยอุดหนุนร้านให้อยู่รอด เชื่อว่าทุกคนคงเบื่อกับ โควิด-19 ที่ขยันระบาดชนิดไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตไปจากเดิม ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม หลายๆ คนงัดสารพัดวิธีขึ้นมารับมือ ซึ่งมีหลายไอเดียที่แหวกแนว และนำไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ได้ เหมือนอย่างไอเดียของสามี-ภรรยาในนครชิคาโกของสหรัฐอเมริกา ที่ลุกขึ้นมาดัดแปลงรถให้กลายเป็นห้องกินอาหารแบบเคลื่อนที่ เพื่อรักษาบรรยากาศของการกินข้าวนอกบ้านเอาไว้ แม้จะต้องเผชิญกับมาตรการป้องกันไวรัสที่เข้มงวด ฟ็อกซ์ บิสซิเนส ระบุว่า ไอเดียนี้ได้รับความสนใจจากผู้คนบนโลกโซเชียลอย่างล้นหลาม ซึ่งสามี-ภรรยาคู่นี้ไม่ได้หวงห้าม หากจะมีใครเลียนแบบ และช่วยสนับสนุนกิจการของบรรดาร้านอาหารที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากไวรัส สามี-ภรรยา “ไวต์ส” เกิดความคิดนี้ขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม หลังจากพวกเขาขับรถไปรอบๆ เมือง ท่ามกลางความรู้สึกเศร้าใจที่รัฐอิลลินอยส์ประกาศปิดเมือง ทำให้พวกเขาไม่สามารถทำกิจกรรมสนุกๆ ได้อีก และรู้สึกเห็นใจพนักงานร้านอาหารที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบได้ นอกจากนี้ “โด ไวต์ส” สามี ก็เพิ่
ส่องเทรนด์สินค้าไซซ์เล็ก ตอบโจทย์ยุค…ข้าวยาก หมากแพง เศรษฐกิจทั่วโลกกำลังเผชิญความยากลำบาก หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ผู้คนต้องหันมารัดเข็มขัดรายจ่าย เดอะ จาการ์ตา โพสต์ รายงานว่า ขณะนี้ผู้บริโภคซื้อสินค้าบางชนิดน้อยลง หรือไม่ก็เปลี่ยนใจไปซื้อสินค้าที่ราคาถูกกว่า ซึ่งเทรนด์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่เกิดการระบาดของไวรัส และน่าจะยังอยู่ต่อไปอีกยาวๆ เพราะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นกลับมา “พีที ยูนิลีเวอร์ อินโดนีเซีย” ผู้ผลิตสินค้าอุปโภค-บริโภครายใหญ่ พยายามคิดหาวิธีรับมือกับความประหยัด โดยเน้นให้สินค้ามีราคาแพงน้อยลง และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัทเปิดตัวสินค้าทางเลือกที่มีราคาถูกลง และมีปริมาณน้อยลง เมื่อเทียบกับสินค้าปกติที่มีอยู่ เช่น สบู่เหลวไลฟ์บอย และซอสถั่วเหลือง “บังโก้” ที่มีขนาดเล็กลง เศรษฐกิจอินโดนีเซียหดตัว 5.32% ในไตรมาส 2 ปีนี้ และมีแนวโน้มจะหดตัวต่อเนื่องในไตรมาส 3 ซึ่งจะทำให้อินโดนีเซียเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งแรกนับจากปี 2542 ขณะเดียวกัน อินโดนีเซียก็มีคนว่างงานหลายล้านคน รวมถึงคนที่มีรายได้ลดลงจากการระบาดของโควิด-19 เช่นเดียวกับ “แซมส์ คลับ” (Sam
