ไอเดียต่างแดน
สารพัดไดร์ฟทรู ตีตลาด บ้านผีสิง ไม่ต้องลงจากรถก็หลอนได้ กำลังฮิต ทุกวันนี้ ห้างร้านต่างๆ มีบริการแบบ ไดร์ฟทรู กระจายอยู่ทั่วเมือง เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่ไม่อยากเสียเวลาลงจากรถ ส่วนใหญ่แล้ว บริการแบบไดร์ฟทรู มักจะพบเจอได้ที่ร้านอาหารแบบฟาสต์ฟู้ด ซึ่งตอบโจทย์ความสะดวก รวดเร็ว อยากกินอะไร ก็แค่ขับรถเข้าไปสั่ง จ่ายเงิน และรับสินค้า ไดร์ฟทรู แบบเดิมๆ อาจไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่ในช่วงโควิด-19 ระบาด หลายๆ กิจกรรมเริ่มปรับมาให้บริการแบบไดร์ฟทรู มากขึ้น ซึ่งหลายอย่างก็นึกไม่ถึง อย่างกิจกรรมบ้านผีสิง ในเมืองอัลบูเคอร์คี รัฐนิวเม็กซิโก ของสหรัฐอเมริกา ที่ยกความหลอนมาเสิร์ฟถึงรถ เรียกว่าหวีดร้องได้เต็มที่ แบบไม่ต้องกลัวโควิด “วิลเลียม โรบินสัน” ผู้จัดการ “ดราก้อนส์ เฮ้าส์ ออฟ ฮอร์เรอร์” ที่ให้บริการสวนสนุกบ้านผีสิง กล่าวกับ KOB4 สื่อท้องถิ่น ว่า ใช้เวลานานนับเดือนในการสร้างสรรค์ประสบการณ์หลอนให้ลูกค้า และนับเป็นบ้านผีสิงแห่งแรกในรัฐนิวเม็กซิโกที่ให้บริการแบบไดร์ฟทรู สวนสนุกบ้านผีสิงแห่งนี้ มีทั้งหมด 27 ฐาน ประกอบด้วยพนักงานที่แต่งเป็นตัวตลก โจรสลัด รวมไปถึงฉากต่างๆ ในภาพยนตร์ โรบินสัน เ
รองเท้ามังสวิรัติ ไม่เบียดเบียนชีวิตสัตว์ ทำจากต้นยูคาลิปตัส ยางไม้ เมล็ดละหุ่ง เอ่ยถึง มังสวิรัติ แทบทุกคนก็คงนึกถึงอาหารที่ทำจากพืช ไม่มีเนื้อสัตว์ ซึ่งตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น แถมไม่ทำร้ายโลกมากเท่าการบริโภคเนื้อสัตว์ แต่ แต่ แต่ มังสวิรัติ หรือ วีแกน (Vegan) ไม่ได้มีแค่อาหารแล้วนะ ตอนนี้รุกคืบไปถึงรองเท้ากีฬาด้วย ซีเอ็นเอ็น ระบุว่า รีบอค แบรนด์อุปกรณ์กีฬาในเครืออาดิดาส เตรียมวางจำหน่ายรองเท้าแนวคิดมังสวิรัติ รุ่น Floatride GROW ภายในปีนี้ โดยชิ้นส่วนต่างๆ ของ Floatride GROW ทำมาจากพืชทั้งหมด ตั้งแต่ส่วนบนของรองเท้าที่ทำมาจากต้นยูคาลิปตัส ส่วนพื้นรองเท้าทำจากยางไม้และเมล็ดละหุ่ง ที่สำคัญ Floatride GROW ยังแข็งแรงเพียงพอที่จะรองรับแรงกระแทกและการใช้งานที่หนักหน่วงจากการแข่งขันกีฬา ไม่ใช่แค่สวมใส่แนวลำลองเหมือนรุ่น Newport Classics ที่ก่อนหน้านี้รีบอคนำร่องผลิตจากฝ้ายและข้าวโพด “รีบอค” และ “อาดิดาส” เป็นผู้เล่นรายหลักๆ ที่กระโดดมาบุกเบิกตลาดรองเท้าผ้าใบผลิตจากส่วนประกอบของพืช ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจ ไม่แพ้เบอร์เกอร์เนื้อสังเคราะห์ ส่วน “ไนกี้” ก็ส่งรองเท้ากีฬาท
5 เทรนด์ต้องรู้! ปี 2020 ผู้บริโภคปลื้มอะไร ผู้ประกอบการจะได้ปรับตัวทัน เข้าสู่ปีใหม่ 2020 แล้ว มาดูเทรนด์ร้อนที่ต้องจับตามองในปีนี้ จะได้รู้ว่าผู้บริโภคกำลังสนใจอะไร สินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ควรไปในทิศทางไหน เว็บไซต์เทรนด์วอตชิ่งดอตคอม ระบุว่า ปี 2020 มี 5 เทรนด์ที่มาแรง เริ่มจาก รักษ์โลกเข้มข้นขึ้นอีกขั้น โดยเปลี่ยนจากการเป็นแค่ทางเลือกที่จะใส่ใจสิ่งแวดล้อม ไปเป็นการนำเสนอผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์ที่ช่วยให้ผู้บริโภคหลายล้านคนไม่ต้องรู้สึกละอายกับการมีส่วนทำร้ายโลก (eco-shame) เพราะทุกวันนี้การบริโภคที่คำนึงถึงโลกเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ง่ายและแพร่หลายขึ้นมาก เมื่อเทียบกับสมัยก่อนที่มักหายากและราคาแพง ยกตัวอย่าง รองเท้า “อาดิดาส” ที่จับมือกับองค์กร “พาร์ลีย์ ฟอร์ ดิ โอเชียนส์” ผลิตรองเท้ากีฬารุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น ที่ทำจากพลาสติกรีไซเคิล แรกๆ ก็มีแค่ 50 คู่ ก่อนจะผลิตเพิ่มเป็น 11 ล้านคู่ในปีที่แล้ว นั่นทำให้การเข้าร่วมกระแสรักษ์โลกไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว แต่แบรนด์จะต้องช่วยเตือนผู้บริโภคให้รู้สึกละอายที่จะทำร้ายโลก สายการบิน KLM ของเนเธอร์แลนด์ เป็นตัวอย่างของเทรนด์นี้ ผ่านแคมเปญบินอย
ผู้ประกอบการควรรู้ไว้ ! เทรนด์ค้าปลีก 2020 ไฮเทค-ทันใจ-ใส่ใจโซเชียล ธุรกิจค้าปลีก เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เผชิญความท้าทายจากการเข้ามาของเทคโนโลยี ทำให้การซื้อขายสินค้าไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป นอกจากอินเตอร์เน็ต จะทำให้เหล่านักช็อปซื้อขายและชำระเงินผ่านระบบออนไลน์ได้สะดวก รวดเร็ว ก็ยังมีเทคโนโลยีอื่นๆ ที่เข้ามามีบทบาทต่อการตัดสินใจซื้อของผู้คน และนับวันจะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ “แดเนียล นิวแมน” เผยแพร่บทความเกี่ยวกับเทรนด์ค้าปลีกที่ต้องจับตามองในปี 2563 ซึ่งมีอยู่ 5 เรื่อง เริ่มจาก 1. เทคโนโลยี AR (Augmented Reality) หรือความจริงเสริม ที่จะช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น ไม่จำเป็นต้องสัมผัสกับสินค้าตรงๆ เพื่อความมั่นใจแบบเมื่อก่อน “โตโยต้า” เป็นตัวอย่างหนึ่งของบริษัทที่เล็งเห็นบทบาทของ AR โดยได้ตั้งโครงการใหม่ที่เปิดให้ผู้สนใจสามารถชมรถตัวอย่างได้โดยไม่ต้องบิดกุญแจขับจริงๆ นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายบริษัทที่นำ AR มาใช้ เช่น ห้าง Target, Lowe รวมไปถึง Amazon อีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของสหรัฐ โดยช่วยลดจำนวนสินค้าที่ส่งคืนหลังจากช็อปออนไลน์ มีข้อมูลว่า มูลค่าการค้าออนไลน์น่าจะมีมูลค่าแต
เด็กอเมริกันติดเหา! ปีหนึ่งหลายล้านคน ร้านเสริมสวย “รับสาง” จนรวย สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่เรียกว่า “เหา” ดูจะเป็นไม้เบื่อไม้เมากับบรรดาพ่อบ้านแม่บ้านทุกยุคสมัย และไม่ใช่แค่เมืองไทย หรือประเทศแถบนี้ที่ต้องปวดตับกับปัญหาคันๆ ในสหรัฐ ก็เผชิญกับกองทัพเหาที่บุกจู่โจมถึงหัวเด็กนักเรียนในหลายรัฐ แต่ในทุกวิกฤต ย่อมมีโอกาส เพราะภารกิจพิชิตเหา ได้สร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับร้านเสริมสวย และทำรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำเสียด้วย วอลล์สตรีต เจอร์นัล หยิบยกเรื่องราวของร้านเสริมสวยในย่านบรูกลินของนครนิวยอร์กที่ธุรกิจกำลังคึกคัก จากภารกิจกำจัดเหาของพนักงานที่แทบไม่ได้หยุดหย่อน โดยเฉพาะในเดือนกันยายน ซึ่งเป็นช่วงยุ่งสุดๆ ของนักกำจัดเหาทั้งหลาย เหล่านักกำจัดเหาจะใช้ครีมนวดทาลงบนผมของเด็กๆ เพื่อให้มีความลื่น ก่อนจะใช้หวีซี่ถี่ๆ สางเอาตัวเหาและไข่ของพวกมันออกมา บริษัท ไลซ์ บัสเตอร์ส ธุรกิจรับกำจัดเหาโดยเฉพาะที่ “ดัลยา ฮาเรล” ก่อตั้งเมื่อปี 2532 และบริหารงานแบบครอบครัว กำลังปั๊มเงินจากการระบาดอย่างหนักของเจ้าสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก ซึ่งจนถึงตอนนี้ ร้านของเธอมีทั้งหมด 8 สาขา ในนิวยอร์ก ฟลอริดา และอิสราเอล เช่
ใช้ชีวิตลำพัง-เทรนด์ชาวญี่ปุ่น! ร้านรวงแห่เปิดมุมต้อนรับ “ลูกค้ามาคนเดียว” คนจำนวนมากอาจรู้สึกเขินเวลาออกไปทำกิจกรรมข้างนอกตามลำพัง มักจะมีคำถามผุดในหัวว่า ดูหนังหรือนั่งกินข้าวคนเดียวดูแปลกไปไหม แถมร้านบุฟเฟ่ต์บางแห่งก็คิดเงินเพิ่มถ้าไม่มีใครมาด้วย แต่ทุกวันนี้ เราไม่อาจหลีกเลี่ยงการใช้ชีวิตแบบเดี่ยวๆ ได้อีกแล้ว เพราะจำนวนคนโสดที่เพิ่มขึ้น อัตราการเกิดลดลง ไหนจะไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ที่ผู้คนอยู่คนเดียวมากกว่าอยู่กับครอบครัว ทำให้ร้านค้าจำนวนไม่น้อยหันมาอ้าแขนรับผู้บริโภคแบบมาลำพัง “คาราโอเกะ กัง” ในย่านชิมบาชิของกรุงโตเกียว เปิดมุมให้บริการลูกค้ามาเดี่ยวโดยเฉพาะ ใครจะร้องเพราะ ร้องเพี้ยน ก็ตะโกนไปให้สาแก่ใจ เพราะไม่มีใครได้ยิน และไม่ต้องเขินคนที่มาด้วย “มาซาคิ คิตะโคกะ” วัย 33 ปี มาใช้บริการที่นี่บ่อยครั้ง เขาจะเข้าไปในบู๊ธเล็กๆ ที่มีโต๊ะกับเก้าอี้อย่างละตัว และร้องเพลงที่ตัวเองชอบยาวๆ ไป 90 นาที เว็บไซต์เจแปน ไทมส์ ระบุว่า “คิตะโคกะ” เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนเทรนด์การทำกิจกรรมตามลำพัง หรือที่เรียกว่า “โอฮิโตริซามะ” ซึ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ประเมินกันว่า มากกว่า 1 ใน 3 ของครัวเรือนในญี่ปุ่น
“วัยทองครองเมือง” ผู้ประกอบการ “ขิงแก่” ธุรกิจเริ่มต้นได้…ในวัยเกษียณ หลายๆ ประเทศ รวมถึงบ้านเรา กำลังก้าวสู่ยุค “วัยทองครองเมือง” อย่างเต็มตัว เห็นได้จากจำนวนผู้สูงอายุที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ละประเทศมีนโยบายรับมือกับเรื่องนี้แตกต่างกันไป ทั้งการขยายอายุเกษียณ และสนับสนุนให้บริษัทจ้างงานผู้สูงอายุ เพื่อเพิ่มจำนวนคนวัยทำงาน ขณะเดียวกัน วัยเกษียณก็ได้สร้างโอกาสให้หลายๆ คนลุกขึ้นมาสวมบทบาทผู้ประกอบการขิงแก่ เริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง ทั้งที่เคยใช้ชีวิตเป็นมนุษย์เงินเดือนมาหลายสิบปี “นิวยอร์ก ไทม์ส” นำเสนอเรื่องราวของ “เดวิด กรัปเปอร์” อาร์ตไดเร็กเตอร์ชาวนิวยอร์ก ที่ถูกเลย์ออฟในวัย 58 ปี และพอได้ทำงานที่ใหม่อีก 1 ปี ก็ต้องเผชิญชะตากรรมแบบเดิม นี่ทำให้เขาคิดหาทางทำสิ่งที่แตกต่างจากเดิม ด้วยการเป็นเจ้านายตัวเอง “กรัปเปอร์” จับมือกับ “เดวิด ไคลน์” ก่อตั้งบริษัท “พอยต์ เมด แอนิเมชั่น” โดยใช้เงินเก็บที่มีอยู่ราว 2,000 ดอลลาร์ กระทั่งทุกวันนี้ พวกเขารับงานผลิตวิดีโอเพื่อการศึกษาและฝึกอบรมให้ลูกค้าหลายสิบราย “กรัปเปอร์” เป็นหนึ่งในชาวนิวยอร์กจำนวนไม่น้อยที่ริเริ่มธุรกิจในวัย 50 ไปจนถึ
สารพัดบริการ! รับชีวิตเดี่ยวแต่ไม่เหี่ยวเฉา เข้ายุค “คนเหงา” ครองเมือง “ความเหงาตัวเท่าบ้าน” ไม่ใช่วลีที่อธิบายความรู้สึกโดดเดี่ยวของคนบางคนเท่านั้น แต่ตอนนี้มันยังสะท้อนสภาพสังคมโลกที่เข้าสู่ยุค “คนเหงาครองเมือง” ข้อมูลจากสำนักงานสถิติสหรัฐ พบว่า ทุกวันนี้มีชาวอเมริกันที่ใช้ชีวิตคนเดียวราว 35.7 ล้านคน คิดเป็น 28 เปอร์เซ็นต์ ของครัวเรือนทั้งหมด เพิ่มจากยุค 1980 ที่มีสัดส่วน 23 เปอร์เซ็นต์ ส่วนผลวิจัยของวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ชี้ว่า คนเหงาในไทย มีจำนวนมากกว่า 26.75 ล้านคน คนเหงา จึงกลายเป็นตลาดสำคัญที่หลายธุรกิจกำลังให้ความสนใจ และบางธุรกิจก็ทำรายได้เป็นกอบเป็นกำจากไอเดียคลายเหงาที่ไม่เหมือนใคร Vox.com นำเสนอเรื่องราวของธุรกิจที่จับตลาดคนเหงา ซึ่งเป็นเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก หนึ่งในนั้นคือ “Tribe” บริษัทในสหรัฐผุดแนวคิดชวนผู้คนมาอยู่ด้วยกัน หรือที่เรียกว่า co-living space ซึ่งแตกแขนงจากเทรนด์แบ่งปันพื้นที่ทำงาน หรือ co-working space ปัจจุบัน Tribe มีพื้นที่ให้เช่าอยู่ร่วมกัน 7 ทำเลในย่านบรู๊กลิน นครนิวยอร์ก โดยมีห้องพักที่ตกแต่งครบครัน แบ่งเป็นห้องแบบที่นอนร่วมกับคนอื่
ธุรกิจดีลิเวอรี่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้คนที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว แถมทุกวันนี้เทคโนโลยีก็เข้ามาช่วยให้การสั่งซื้อสินค้าและบริการทำได้ง่ายเพียงกดคลิกไม่กี่ครั้ง หลายๆ แนวคิดเรื่องดีลิเวอรี่ก็เหนือความคาดหมาย เพราะไม่ใช่แค่การจัดส่งอาหารหรือสินค้าทั่วๆ ไปเท่านั้น แม้แต่น้ำมันและบริการเสริมสวยก็ดีลิเวอรี่ได้ ในรัสเซีย ขณะนี้ผู้คนไม่ต้องขับรถไปต่อคิวเติมน้ำมันที่ปั๊ม ไม่ต้องฝ่าฟันการจราจรที่ติดขัดหรือสภาพอากาศที่หนาวเย็นออกไป แค่หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาสั่งซื้อออนไลน์ เท่านี้ก็หายห่วง บริษัท “Toplivo v Bak” ที่แปลว่า “เติมน้ำมัน” และบริษัท “ปั๊ม” เป็นบริษัทสตาร์ตอัพรัสเซีย 2 แห่งที่มองเห็นโอกาสในธุรกิจนี้ และนำร่องให้บริการใน 4 เมือง ได้แก่ กรุงมอสโก นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เมืองโซชี และคราสโนดาร์ ทั้ง 2 บริษัทเปิดให้ผู้สนใจลงทะเบียนใช้บริการ ซึ่งเมื่อน้ำมันใกล้จะหมด เจ้าของรถก็สามารถสั่งซื้อผ่านแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ตโฟนที่จะระบุพิกัดของรถสำหรับดีลิเวอรี่น้ำมันได้ พนักงานของบริษัทจะได้รับคำสั่งซื้อดังกล่าว จากนั้นจะขับรถตู้ขนาดเล็กติดตั้งถังใส่น้ำมันที่มีทั้งน้ำ
